(ห้องบำบัดอาการแห้วใกล้จะเสร็จเรียบร้อยแล้ว)

ถามจริงๆเถอะ

เข้าใจหรือทำใจไม่ได้เลยเชียวหรือ

ความรัก กับ ความโกรธเกลียดกัน

มีผลผลัพธ์และผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่นอย่างไร

ขอเชิญไปตอบที่ห้อง 2 ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ

เวลา 12.30-14-30น.วนนี้

ลุงเอกชวนให้ไปขึ้นเวทีสมัชชาสุขภาพด้วยกันวันนี้ ตามกำหนดเดิมผมต้องเดินทางไปร่วมงานตั้งแต่วันนี้แล้ว บังเอิญมีเรื่องแทรกซ้อนมากระทบแผนการเดินทาง คิดว่าจะนั่งรถตู้เข้ากรุงคืนนี้ แต่รถตู้ก็ติดหลวงพ่อจะไปด้วยคืนวันที่17ตอนกลางคืน ผมคิดว่าไหนๆก็ไหนแล้วไปเยี่ยมงานเขาวันสุดท้ายก็ยังดี แต่พอลุงเอกมาชวนก็เกิดใจแตกกะทันหัน บอกว่า..เปิดไฟเขียวให้คนหลายใจ..แหมรู้ใจกันขนาดนี้จะไม่เจ้นไปไฉนได้ ผมรีบปรับคลื่นหัวใจอย่างแรง หักเลี้ยว360องศาแถมยังยกล้ออีกต่างหาก เล่นเอาเบรคไหม้ควันโขมงเลยละครับ ได้ข้อสรุปว่ารถตู้เปลี่ยนเวลาไม่ได้ จะมารับพรุ่งนี้6โมงเย็น ผมก็คงไปไม่ทันอยู่ดี จึงเตรียมทำการบ้านผ่านBlog

(สายการยินนกแอร์ แต่เที่ยวนี้เป็นเครื่องการบินไทย)

และแล้วฟ้าก็เป็นใจ

อีกทั้งDNA.ผมไม่มีเชื้อแห้วอยู่แล้ว

พรุ่งนี้นกแอร์จะออกจากสนามบินสตึกเวลา 10.30น.

ไปถึงสนามบินดอนเมืองเวลา 11.40น.

ทันขึ้นเวทีกับลุงเอกเวลา 12.30-14.00น.

(ตารางบินและสนามบินช่วงนี้ ราคาตั๋ว 1,990 บาท บินสัปดาห์ละ2เที่ยว)

ส่วนแม่บ้านให้ตามไปทีหลังกับรถตู้ตามกำหนดการเดิม เอาเสื้อผ้าของฝากไปถึงประมาณตี2 ก็ยังดีใช่ไหมครับ เที่ยวนี้จะเด็ดอ่อมแซบไปทดลองให้ร้านสกายไฮผัดให้..ป้าจุ๋มชิม ตอนแรกจะไปนอนที่โบ้เบ้ตามที่เขาจองโรงแรมไว้ให้ ผมเปลี่ยนมาที่เดิมอย่างเดิมดีกว่า นอนใกล้ๆคนเสื้อแดงอบอุ่นใจดี แถมยังได้ดูไฟเฉลิมถนนราชดำเนิน และกินข้าวต้มที่สกายไฮสะดวกอีกต่างหาก ถ้าหมอภาคภูมิมีเวลาให้ก็เดินทางไปนวดไม่ไกล

ร้างลาโรงแรมรัตนโกสินทร์ไปนาน

เมื่อวานโทรไปจองห้อง

บังเอิญเขาจำเสียงได้

ประชาสัมพันธ์ดีใจยังกับได้กินแห้วเมืองสุพรรณฯ

บอกมาเลย..สำหรับครูบายินดีต้องรับเข้าสู่อ้อมกอดเสมอ

แห้วไม่แห้วมันต่างกันตรงนี้ละครับคนเรา

(บรรยากาศดีครับ ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน)

ส่วนเรื่องประเด็นเสวนาวันนี้:

ที่ฝ่ายจัดงานส่งข้อหัวข้อมา “ทำอย่างไรให้สังคมเกิดความสันติสุข” เป็นหัวข้อเดียวกันกับที่สำนักสันติวิธีรับผิดชอบใช่ไหมครับ ส่วนจะให้เป๋ไปหาความขัดแย้งอย่างไรนั้นสบายอยู่แล้ว หลังจากเรียนจบหลักสูตรการสร้างเสริมสังคมสันที่สุข ผมก็ได้ไปช่วยบริหารความอิหลักอิเหลื่อให้อาจารย์มหาวิทยาลัยให้พบช่องทางหายใจโล่ง มองตามองใจกันสะดวกมากขึ้น ปลายเดือนนี้ก็จะไปคลำหัวใจกันอีกที ว่ายังใจเต้นจังหวะผ่อนคลายขึ้นบ้างแล้วหรือยัง ในส่วนของภาคสังคมชาวเฮ ผมชวนเครือญาติไปเยี่ยมฤๅษีหนุ่มแห่งลำปลายมาศ พาไปสถานที่แห่งนี้เพราะชื่นชมวิธีใช้ดุลยภาพชีวิตได้อย่างราบรื่น ปราศจากข้อขัดแย้งระหว่างตนเองกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติและสังคมที่อยู่รอบข้าง การนำเสนอกรณีตัวอย่างที่เห็นกระบวนการคิดและทำจนเกิดผลลัพธ์ในปัจจุบันย่อมสร้างความตระหนักให้กับผู้ที่ยังแสวงหาคำตอบ ว่าจะวางบทบาทตัวเองในสังคมที่ผิดปกตินี้อย่างไร

(น.พ.สุธี ฮั่นตระกูล แห่งเมือง2 แคว เป็นวิทยากรอารมณ์ดีที่สุดในโลก)

คนไทย ควรมี2หน้าที่

1 หน้าที่ต่อตนเอง

2 หน้าที่สังคม

ถ้าคนในชาติช่วยกันทำหน้าที่ครบทุกส่วน สังคมไทยก็จะมีภูมิคุ้มกัน แต่ถ้าต่างคนต่างคิดธุระไม่ใช่ โยนกลองให้คนโน้นคนนี้ทำ ไม่มีสำนึกรวมของคนในชาติ ก็เท่ากับต่างคนต่างลอยเพสังคม แบ่งค่ายแบ่งขั้วตอแยเอาชนะกัน ไม่เอาชาติเป็นศูนย์กลาง ไม่เอาสถาบันหลักเป็นเสาเอกในแต่ละมิติ ถามว่า..แล้วเราจะเอาอะไร อยากได้อะไรที่ดีกว่านี้ วัฒนธรรมไทยในอดีตมีความเอื้ออาทรกันโดยสายเลือดอยู่แล้ว "ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง" ศาสนาให้บ่มเพาะขัดเขลาให้กับสังคมไทยมานาน ทำหน้าที่เป็นวินัยให้แก่สังคม จารีตประเพณีเรื่องลงแขกช่วยกันทำงานงานต่างๆให้ลุล่วง ล้วนเป็นบ่อเกิดแห่งความสามัคคีโดยธรรมชาติ

แต่มาบัดนี้

คนไทยมีความคิดเกี่ยวกับมิติทางสังคมเปลี่ยนไป

มีผู้วิเคราะห์ว่า ..การที่สังคมไทยปั่นป่วนเป็นเพราะสภาวะเศรษฐกิจล่มจม

แต่..สังคมบ้านเราก็มีการชูธงเรื่องแนวคิดด้านเศรษฐกิจพอเพียง ใช่ไหมละครับ

2 แนวทางนี้มันไม่พอไปวัดไปวากันได้หรืออย่างไร?

แสดงว่าประชาคมไทยยังต้องแสวงหาคำตอบ และเรียนรู้ร่วมกันอีกต่อๆไป

เรื่องความไม่ตระหนักถึงความสามัคคี ที่นำไปสู่ความสงบเรียบร้อยของชาติบ้านเมืองเป็นเรื่องใหญ่มาก อย่าไปคิดว่าเล็กๆนะครับ เล็กๆอย่างพริกขี้หนูนี่แหละที่ทำเอาแสบเอาร้อนดีนัก ผมคิดว่าคนไทยต่างได้รับผลกระทบในเรื่องนี้โดยทั่วหน้ากัน กลุ่มทำธุรกิจ นักการเมือง ข้าราชการ แม้แต่คนที่อยู่หางแถวก็ยังเดือดร้อนที่จะยืนอยู่ข้างไหน ทั้งๆที่เมื่อก่อนยืนตรงไหนก็สบายใจ เราอยากยืนแบบสะดวกใจสบายใจยิ้มให้กันเหมือนเดิมไหมละครับ ถ้าต้องการให้สันติสุขของคนไทยชาติเกิดขึ้น จะต้องรอให้ใครมาโปรด มาช่วย มาสงเคราะห์อย่างนั้นหรือ ปากก็มี มือก็มี ขาก็มี ใจก็มี ความรู้สึกนึกคิดดีงามก็มี วัตถุประสงค์ก็ชัดเจน ..ทำไมไม่ลงมือทำด้วยตัวเอง ทำให้กันเองละครับ 

บางคนบอกคนส่วนใหญ่เป็นพลังเงียบ

อยู่ไหนละครับ??

ทำไมเงียบฉี่ออกปานนั้น!

ระวังผีจะหลอกนะขอรับ

เรามาให้ความสำคัญของความสงบสุขในชาติกันเถิด

มาเป็นคนดีถวายในหลวง

คิดดีแล้วทำดีให้ประจักษ์

การไปลงชื่อถวายพระพรเป็นสิ่งดีงาม

แต่ถ้าเราแสดงพลังความสามัคคีให้ปรากฎอีกหน่อย

พูดเสียงเดียวกันว่า..เราต้องการความสงบสุขในชาติบ้านเมือง

เรื่องนอกกติกาควรยุติได้แล้ว มันอายบ้านอายเมืองอื่นเขา

เศรษฐกิจก็พังพาบ ยังจะมาพังใจกันอยู่ทุกค่ำเช้าอีกทำไมเล่า

อ่อนเพลียจนมองไม่เห็นวิธีทำตัวให้เป็นปกติเหมือนคนปกติเลยเชียวหรือ?

ปัญหามันอยู่ที่คนไทยส่วนใหญ่อมพะนำไปพูดออกมาดังๆนี่แหละ

..วันนี้เราตระหนักในเรื่องความสงบสุขส่วนตัวและส่วนสังคมกันประมาณไหน ทุกความผิดปกตินำมาซึ่งความเครียด ความเครียดนำไปสู่ความผันผวนของร่างกายและจิตใจ ทำให้สภาพและระบบอ่อนแอ โรคภัยต่างๆกำเริบอาละวาดมากขึ้น ถ้าร่างกายเราอ่อนแอเท่าใด โรคร้ายจะแข็งแรงทวีคูณ การดูแลรักษา การพยาบาล ล้วนเป็นภาระติดตามมา ที่สำคัญอย่าให้เรื่องโกรธง่ายหายช้าบ่มเพาะอยู่ในจิตใจนานนักนะครับ ควรเรียนวิชากำจัดข้อขุ่นข้องหมองใจให้หายเร็วๆ เรื่องโกรธนิดเกลียดหน่อยเราก็มีกันทุกคน ทำอย่างไรจะให้มันปิ๊งแว๊บ ลบหายไปจากความนึกคิดเหมือนกดปุ่ม Del ละครับ

ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติธรรมดาของโลกมนุษย์ มาแล้วก็ไป ไปแล้วก็มา หมุนเวียนกันอยู่อย่างนี้ สมัยพุทธกาลก็มีความขัดแย้งกันจนมีผู้สร้างพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ตราบใดที่มนุษย์มีกิเลศ ความขัดแย้งเสมือนเงาที่เฝ้าติดตามแบบหายใจรดต้นคอ เหมือนเหรียญ2ด้าน เหมือนกลางวันกลางคืน เหมือนสุขกับทุกข์ ถ้าทุกข์มากก็สุขน้อย ถ้าสุขน้อยก็ทุกข์มาก สิ่งเหล่านี้มีสถานะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เหมือนน้ำขึ้นน้ำลง นานๆครั้งจะเกิดคลื่นสินามิ หรือเกิดสงครามใหญ่โตขยายไปทั่วโลก ดังที่ปรากฏมาแล้ว2ครั้ง ปัญหาสังคมอยู่ที่ว่า ถ้าเราช่วยกันกำกับดูแลให้มันเกิดช้าๆแต่หายเร็วๆได้ก็จะดีมาก

คนเราเกิดมาไม่มีใครอยู่ถึง1,000ปี ไม่ทราบว่าจะอะไรกันนักกันหนา มาอย่างไรก็ไปอย่างนั้น เอาอะไรไปไม่ได้แม้แต่เม็ดทรายเดียว อำนาจวาสนาทรัพย์สมบัติต่างสมมุติขึ้นมา แล้วก็พากันตั้งหน้าตั้งตาแก่งแย่งชิงกัน ถ้าปรับแนวคิดมาแย่งกันทำดี มองมาที่ตัวเองอย่างลึกซึ้ง เชื่อว่าเราจะรู้ลึกตื้นหนาบางบ่อเกิดแห่งกรรมของแต่ละคน ถ้าระดับสูงก็จะบอกว่าให้เอียงแก้มให้เขาตบอีกข้างหนึ่งสิจ๊ะ..

อาจารย์โสรัซ์ โพธิแก้ว แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เสนอการจัดการความขัดแย้งไว้อย่างน่าสนใจ ..เชื่อว่าไม่มีใครในโลกนี้ไม่เคยขัดแย้งกับคนที่อยู่รอบข้าง ใน การโต้เถียง การทะเลาะ ความไม่ลงรอยทางความคิด เป็นลักษณะต่างๆของความขัดแย้งทั้งสิ้น ความขัดแย้งมักจะทิ้งร่องรอยความบาดหมาง เป็นแผลเล็กๆน้อยๆในหัวใจของคนที่เกิดความขัดแย้งเสมอ

อย่างไรก็ตามถ้าเรามองความขัดแย้งด้วยสายตาเป็นมิตร เพื่อที่จะได้ประโยชน์จากมันบ้างไม่มากก็น้อย แรกสุด เราต้องเห็นผลการทำลายอย่างใหญ่หลวง ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งที่ปราศจากการยับยั้ง

ในระดับครอบครัวทำให้เกิดความสูญเสียข้าวของเครื่องใช้ อันเกิดจากการออกแรงเพื่อเอาชนะกัน ทำให้เกิดบาดแผลในสัมพันธภาพ นำให้เกิดความเสียใจ กินแหนงแคลงใจกัน ทำให้ขาดความอบอุ่น และมีผลกระทบต่อจิตใจทุกคนที่เกี่ยวข้อง

ในระดับชุมชนและประเทศ ความขัดแย้งก่อให้เกิดสงคราม ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างใหญ่หลวง หากท่านค่อยๆพิจารณาจะเห็นด้วยถึงผลเสียอันเกิดจากความขัดแย้งอย่างมากมาย

รากลึกของความขัดแย้งอยู่ที่ความปรารถนาให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจของตน หากบุคคลใดมีรากลึกเช่นนี้หยั่งอยู่ในใจ การเรียกร้องให้สิ่งแวดล้อมเป็นไปตามใจตนก็เกิดขึ้น มักจะเสียงดังชอบบงการ ยัดเหยียดความหวังดี หรือกำหนดให้ผู้อื่นเป็นไปตามใจของตนเสมอ ทำให้เกิดการต่อต้าน นำให้เกิดความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่ง ที่ยุติการกระทำซึ่งเกิดจากรากลึกอันเห็นแก่ตัวนี้ให้จงได้ พลังแห่งการทำลายล้างกันและกันจึงเกิดขึ้นเป็นระลอกคลื่นและหยุดยั้งยาก

การขุดรากความเห็นแก่ตัวออกเสีย เพื่อให้จิตใจสะอาดและกว้างขวาง จนเข้าใจธรรมชาติที่ดำรงอยู่อย่างเกื้อกูลกัน แต่ให้อิสระกัน อุปถัมภ์ค้ำจุนกัน และไม่ก้าวก่ายกัน จะนำให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่น ความขัดแย้งก็จะถูกลบออกจากระบบจิตใจ และการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ก็จะเกิดขึ้นอย่างน่าอิ่มเอิบใจ

ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ในจิตใจที่อิ่มเอิบและดื่มด่ำกับสัมพันธภาพ ที่แฝงเร้น ซ่อนลึกเกิดกว่าที่สายตาธรรมดาจะมองเห็น แต่เมื่อผู้คนสามารถ”เห็น”สัมพันธ ภาพที่โยงใย เชื่อมสรรพสิ่งเข้าเป็นส่วนสำคัญของกันและกัน ความขัดแย้งก็จะถูกขจัดให้สลายเหมือนเมฆหมอกที่ถูกลมพัดให้กระจายสลายไปใน ยามเช้าที่แจ่มใสนั้น

รถยังมีเกียร์ถอย

คนเราถ้ารู้จักถอยก็จะไม่ตกหล่มลึก

เหมือนเพลงที่ร้อง..ถอยดีกว่า ไม่อาววววดีกว่า..

ไม่ควรร้องเพลง..ที่รัก เรารักกันไม่ได้ ..

ถ้าเราเป็นสก๊อตไบร๊ท์ให้สังคม ช่วยกันชะล้างขัดถูทุกอย่างจะสะอาดขึ้น

ถ้าเราเป็นไบก้อนฉีดไล่แมลงให้สังคม สิ่งน่ารำคราญจะบรรเทาเบาบาง

ถ้าเราเป็นโช็คอัพให้สังคม ความเขียดขึงก็จะผ่อนหนักเป็นเบา

ถ้าเราเป็นโซ่ข้อกลางช่วยยึดเหนี่ยวสังคม สันติสุขคนในชาติจะไปไหนเสีย

ถ้าเราเป็นยาหม่องยาดมยามสังคมอ่อนล้า ความเอื้ออาทรในสังคมจะกลับคืนมา

ถ้าเรารักประเทศไทย จะบาดหมางใจกันไปทำไมละครับ

เพลงชาติไทยไม่ได้มีไว้ให้แรงงานอพยพร้องเพื่อพิสูจน์สัญญาชาติเท่านั้น

เราควรจะร้องเพลงชาติไทยให้ตัวเองฟังบ่อยๆ

ระวังจะถามหา..เพลงชาติไทยหายไปไหน?

..ขอจบบทนี้ด้วยเพลง..

ถ้าน้องเป็นไข้ใจ ไม่มีใครจะรักษา ขอเชิญมาที่

ห้องประชุม2 ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ

ลุงสุดหล่อจะรอจะแจกรอยยิ้มหวานชื่น เอาความขมขื่นไปทิ้งแม่โขงงง..

Key Word

จะแย้งจะขัดจุดระเบิดอยู่ที่ใจ

จะยุติ ยุติธรรม เปิด-ปิด ที่ปลักใจตนเอง

กำแพงเบอลินก็พังแล้ว

กำแพงเมืองจีนก็เปิดแล้ว

เหลือแต่กำแพงใจเหี่ยวๆกรุงสยามนี่แหละที่ยังลักปิดลักกะเปิด


แคว๊กๆๆ