ศาสตราจารย์ Jean-Pierre Finance (อ่านว่า ฟิยอง) อธิการบดีของมหาวิทยาลัย Henri Poincare Nancy I และอดีตประธาน ทปอ. ของฝรั่งเศส    เล่าเมื่อเช้าวันที่ ๒๓ พ.ย. ๕๒ ว่า   ประเทศฝรั่งเศสไม่มีมหาวิทยาลัยเป็นเวลาถึง ๒ ศตวรรษ   คือหลังจากการปฏิวัติใหญ่ในปี ค.ศ. ๑๗๘๙ เขาก็ยกเลิกมหาวิทยาลัยหมด    อุดมศึกษาในช่วงนั้นเป็นการเรียนด้านเทคนิค ที่เรียกว่า Polytechnic

          ผมเดาว่าตอนนั้นเขาคงต้องการจัดระเบียบสังคม   ไม่ให้มีการคิดแตกต่างกันมากนัก   ไม่ต้องการการท้าทายวิธีคิดของกลุ่มผู้ถืออำนาจรัฐ   จึงยกเลิกการมีมหาวิทยาลัยที่สอนให้คนคิดอย่างอิสระและท้าทายความคิดเดิมๆ เสีย   ให้คิดแต่เรื่องปากท้องการทำมาหากินเท่านั้น 

          ที่จริงเมืองไทยเราหลังปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ก็คงจะคิดคล้ายๆ กัน    คือไม่ต้องการให้มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งส้องสุมความคิดท้าทายสังคม   จึงมีกระบวนการต่างๆ ที่แยบยลในการทำให้นักศึกษาเชื่อง   ซึ่งคนหนุ่มสาวที่พลังมากก็เชื่องได้เฉพาะความคิดเท่านั้น   แต่ก็หันไปออกทางอื่น เช่นแฟชั่น ฟุ่มเฟือย เที่ยวเตร่    คือหันจากกิจกรรมเพื่อสังคม หรือฝึกตนเพื่อการทำเพื่อสังคมในอนาคต    มาเป็นทำเพื่อความสุขส่วนตัวในปัจจุบัน 

          ในที่สุดฝรั่งเศสก็ทนความล้าหลังของอุดมศึกษาของตนไม่ไหว ต้องทบทวนตนเอง และปฏิรูประบบอุดมศึกษาของตน   และต้องทบทวนเป็นระยะๆ  

          ไทยเราก็น่าจะมองเห็นแล้วว่า เวลานี้นักศึกษาของเราเชื่องเกินไปทางความคิด    น่าจะหันมาปรับตัวส่งเสริมให้นักศึกษาทำกิจกรรมเพื่อฝึกฝนตนเอง    เรียนรู้ชีวิตจริงในสังคม สั่งสมประสบการณ์เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่เข้าใจสังคมของตน

          ควรจะหมายเหตุไว้ในที่นี้ ว่าในระบบอุดมศึกษาของฝรั่งเศสนั้น มหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่ในฐานะที่มีเกียรติภูมิสูงสุดอย่างในบ้านเรา    ที่ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดของเขาเรียกว่าโรงเรียนครับ   เขาเรียก “บรมมหาโรงเรียน” (Grand Ecole อ่านว่า กรอง อีโคล ทำเสียงคร่อกๆ เสียหน่อยให้เป็นสำเนียงฝรั่งเศส)  

          ที่ผมประทับใจ เรื่องราวใน Franco – Thai Seminar on University Governance ที่จัดระหว่างวันที่ ๒๓ – ๒๔ พ.ย. ๕๒ ก็คือ ทางฝรั่งเศสเขามาเล่าวิธีมองภาพใหญ่    และอิทธิพลของระบบรัฐ และระบบการศึกษาของประเทศในยุโรป และในโลก ต่อความคิดของเขา    ทำให้เขาหันมาประเมินระบบอุดมศึกษาของตนเอง   เพื่อหาทางปรับปรุงระบบ หาทางสร้างความรู้หรือหลักฐาน สำหรับนำมาใช้พัฒนาระบบ  

          เขาสารภาพว่า ระบบสร้างความรู้ด้านการศึกษาของเขาเมื่อเปรียบเทียบกับหลายๆ ประเทศแล้ว เขายังไม่แข็งแรง   เพราะเขาคิดว่าคนฝรั่งเศสเป็นนักถกเถียงด้านอุดมการณ์    มัวเถียงกันด้วยอุดมการณ์มากไป   หาข้อมูลหลักฐานเชิงรูปธรรมสำหรับนำมาประกอบการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจเชิงนโยบาย ไม่เก่ง   เขาจึงต้องเรียนรู้เรื่องนี้จากประเทศอื่นๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประชาคมยุโรป  

          หันกลับมาวิเคราะห์สังคมไทย   เรายิ่งไม่สนใจเรื่องการใช้ข้อมูลหลักฐานในการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ของบ้านเมือง   เพราะเราถนัดกับการใช้อำนาจ ไม่ถนัดกับการใช้ความรู้    ใครถืออำนาจรัฐก็ตัดสินใจโผงผาง    ส่วนใหญ่ก็ยึดผลประโยชน์สั้นๆ และของคนใกล้ตัว สิ่งใกล้ตัว เป็นหลัก   ส่วนไหนของบ้านเมืองตกอยู่ใต้วัฒนธรรมนี้ ส่วนนั้นก็จะตกต่ำเสื่อมโทรม

          ในการประชุมดังกล่าว ศาสตราจารย์ Pierre Arnoux นักคณิตศาสตร์ผู้มีงานอดิเรกทำวิจัยด้านการศึกษา ชี้ให้เห็นว่า ในฝรั่งเศส ไม่มีการวิจัยเพื่อตรวจสอบนโยบาย top-down ด้านการศึกษา    ท่านเองทำวิจัยชี้ให้เห็นความเข้าใจผิดเรื่องนักเรียนไม่สนใจเรียนวิทยาศาสตร์ ก็ไม่มีคนฟัง   ส่งผลงานวิจัยไปลงตีพิมพ์เขาก็ไม่ตีพิมพ์ให้    ท่านบอกว่า ผู้มีอำนาจไม่ต้องการถูกตรวจสอบจากผลการวิจัย

          คิดว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศเดียวที่ตกอยู่ในบ่วงกรรมนี้เสียอีก

 

วิจารณ์ พานิช
๒๔ พ.ย. ๕๒

Prof. Jean-Pierre Finance

 

Prof. Pierre Arnoux