มีคำถามว่า อ.แหววคิดเหมือน "กก.สิทธิฯ เงา" ไหมว่า "กก.สิทธิฯ ตัวจริง" นิ่งเฉยมากไปกับปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ? คำตอบก็อาจเป็นว่า เห็นด้วย เพราะในหลายเรื่องที่ควรทำ ยังไม่ทำเลย

              แต่จะฟันธงว่า "ไม่ work" หรือ "ด้อยประสิทธิภาพ" หรือไม่ ? อันนี้ ก็คงยังไม่ประเมินผลเช่นนั้น เพราะหลายงานระหว่าง อ.แหววกับ กก.สิทธิฯ ชุดใหม่ ตัวจริงก็ยังเพิ่งเริ่มต้น จะไปประเมินผลเลยก็เร็วเกินไป

               ต้องยอมรับว่า ในวันนี้ อ.แหววเป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการชุดหนึ่ง ของ กก.สิทธิฯ ตัวจริง  ถ้าฟันธงอย่างนั้น ก็ว่าตัวเองด้วย

               ในวันนี้ สิ่งที่ยืนยันในฐานะที่ปรึกษา ก็คือ

              (๑) กก.สิทธิฯ ต้องเอาปัญหาจริงของมนุษย์เป็นตัวตั้ง

            (๒) กก.สิทธิฯ ต้องแก้ไขปัญหาด้วยกฎหมายสิทธิมนุษยชน มิใช่เพียงกฎหมายของรัฐ

               (๓) ต้องเปิดให้เจ้าของปัญหามีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาของเขา  

              (๔) ต้องใช้องค์ความรู้ในการปฏิบัติการ

             ดังที่เสนอกรณีครอบครัวสันที ...แสนถี เข้าสู่ กก.สิทธิฯ ก็เพราะจะเป็นการเริ่มต้นกระบวนการเรียนรู้ในเรื่อง “การตกหล่นจากทะเบียนราษฎรไทยของคนที่หนีภัยเข้ามาในไทยก่อน พ.ศ.๒๕๑๙” นักวิชาการมีภาระที่จะสร้างองค์ความรู้ในการ “พิสูจน์และพัฒนาสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมาย” ของคนต่างด้าวที่ตกหล่นจากทะเบียนราษฎรไทยกลุ่มนี้

               และ (๕) ต้องทำงานอย่างที่แผนการที่เป็นระบบและเป็นไปภายใต้แนวคิดพื้นฐานทั้ง ๔ ประการแรก

               สรุปว่า ต่อคำถามว่า ทำไมต้องส่ง กก.สิทธิ ?

              เหตุผล ก็เพราะพวกเขามีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะดูแลคนที่เข้าไม่ถึงสิทธิมนุษยชน เรื่องนี้เป็นเรื่องของเหตุผล มิใช่เรื่องของอารมณ์ วิธีคิดของ อ.แหวว ในเรื่องแบบนี้ จะไม่ตัดสินใจด้วยคำว่า “ชอบหรือไม่ชอบ”

               นอกจากจะส่ง กก.สิทธิ หากมีเหตุผลชัดว่า ต้องส่งคนอื่น ก็ต้องส่งคนอื่นอีก ไม่มีใครผูกขาดการจัดการปัญหาของมนุษย์ที่ยากไร้หรือลำบาก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำตามเหตุผล และทุกคนต้องช่วยกัน ไม่ควรมีอารมณ์ส่วนตัว