แนวคิดและแนวทางในการใช้วรรณคดีสร้างการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญในผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา 

 

ความหมายของวรรณคดีที่รับรู้ร่วมกัน คือ หนังสือที่ถือว่าแต่งดี เป้าหมายของการศึกษาวรรณคดีโดยมากจึงมักมุ่งไปที่การศึกษาเพื่อการเข้าถึงความงามทางภาษา

 

ในหนังสือ “สร้อยผกาวาจากวี”ซึ่งเป็นหนังสือรวบรวมวรรคทองจากวรรณคดีไทยเข้าไว้ด้วยกัน ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต และ สุจิตรา จงสถิตย์วัฒนา (๒๕๔๒.) ได้กล่าวถึงความสำคัญของวรรณคดีไว้ว่า

 

“วรรณคดีมีพันธกิจสำคัญต่อคนไทยประการหนึ่งคือ ให้ความเพลิดเพลินทางอารมณ์และความอิ่มเอมใจ อันเกิดจากความงามพริ้งพรายของลำนำภาษา และความดื่มด่ำประทับใจจากเนื้อเรื่องอันมีข้อคิดหลากหลาย

 

ความเสนาะพริ้งพรายของลำนำภาษาอันมีเนื้อหาเป็นคติ หรือความเปรียบอันกินใจนี้ เป็นลักษณะเด่นสำคัญประการหนึ่งของวรรณคดีไทย ความเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน หรือความเป็นกวีโดยกำเนิดของคนไทย ทำให้คนไทยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับวรรณคดี “วาจากวี” หรือที่อาจเรียกว่า “คำคม” เป็นข้อความไพเราะกินใจจากวรรณคดีที่คนไทยนำมาพูดติดปากกันโดยทั่วไป แม้บางครั้งจะไม่รู้แหล่งที่มาอย่างละเอียดแจ่มแจ้งก็ตาม

 

โดยนัยนี้ “วาจากวี” หรือ “คำคม” ในวรรณคดีไทยจึงเปรียบประดุจเครื่องช่วยสื่อสาร “แก่น” และ “วิญญาณ” บางประการของวรรณคดีไทยให้คนไทยได้เสพอย่างกว้างขวางแพร่หลาย ทั้งในหมู่นักปราชณ์ทางวรรณคดีหรือในหมู่นักอ่านทั่วๆ ไป ยิ่งกว่านั้นอาจกล่าวได้ว่า “วาจากวี” เหล่านี้เป็นสื่อสำคัญประการหนึ่งในการสร้างภูมิปัญญาให้แก่สังคม เพราะเนื้อหาหรือความเปรียบต่างๆ อันปรากฏในวาจากวีจำนวนมากมีความลึกซึ้ง ก่อให้เกิดความคิดอันกว้างขวางจึงอาจนับเป็นการสั่งสม สืบทอดความคิด ขนบ ค่านิยมต่างๆ ให้แก่สังคมโดยทางอ้อมอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย”

 

ด้วยเหตุที่วรรณคดีเป็นเรื่องที่มีความข้องเกี่ยวอยู่กับชีวิต เพราะสร้างขึ้นจากเรื่องราวของชีวิต วรรณคดีจึงใช้เป็นสื่อในการเรียนรู้ชีวิต ทั้งชีวิตด้านนอก ที่เป็นเรื่องของค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี และชีวิตด้านใน ที่เป็นการเดินทางของความคิด อารมณ์ ได้ด้วย

 

หากมองกันอย่างผิวเผินแล้ววรรณคดีกับวัยรุ่นดูเป็นเรื่องที่จะไปด้วยกันได้ยาก รสนิยมทางภาษาที่ต่างยุคต่างสมัยจะเข้าถึงใจพวกเขาได้อย่างไร แต่หากเป้าหมายการเรียนวรรณคดีไม่ได้มีไว้เพื่อจำความรู้ไปสอบ การเข้าถึงวรรณคดีก็คือบทเรียนที่มีไว้สอนให้ผู้เรียนได้เข้าใจในความเป็นไปของมนุษย์ที่อยู่กับอารมณ์นั่นเอง

 

หากจะว่ากันด้วยเรื่องของชีวิตที่เสพอารมณ์เป็นหลักแล้ว ช่วงวัยรุ่นคือช่วงวัยที่มีอารมณ์รุนแรง ผันผวน อยู่ในกระบวนการสร้างอัตลักษณ์แห่งตน นิยมในความงาม และกำลังกระหายใคร่รู้ที่จะทำความรู้จักกับโลกกว้าง

 

ดังนั้นจึงเหมาะที่สุดที่จะเรียนรู้วรรณคดีด้วยการใช้อารมณ์เข้าไปเรียนรู้อารมณ์ ให้เกิดปัญญารู้จักและเท่าทันอารมณ์ของตน โดยอาศัยอารมณ์ที่จำลองไว้ในโลกของวรรณคดี มาสะท้อนให้เกิดความเข้าใจในชีวิต พร้อมไปกับการสร้างให้เกิดสุนทรียภาพขึ้นในใจ เพื่อกล่อมเกลาให้การแสดงออกทางอารมณ์ของผู้เรียนในวัยนี้มีความงดงามยิ่งขึ้น มีภาษาที่จะมาใช้สะท้อนความรู้สึก ความต้องการ ที่มีความซับซ้อนคลุมเครือของตนให้เกิดความกระจ่างชัดขึ้น ช่วยให้เกิดสติปัญญาหลังจากที่คลื่นอารมณ์หยุดพักได้มากขึ้น