ในสังคมปัจจุบันหากท่านพิจารณาดีๆก็จะพบเห็นว่ามีบางเหตุการณ์ที่มีบางท่านกำลังพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเช่นกัน ตัวอย่างเช่น มีบุคคลในวงการสีกากีที่มีปัญหาการทำร้ายร่างกายอาม่าบน สน. ซึ่งเหตุดังกล่าวเป็นวิกฤตของวงการสีกากี แต่ก็ยังมีนายตำรวจบางท่านมองเห็นโอกาส จึงออกมาเยี่ยมอาม่า และแสดงความเห็นใจอาม่า ทำให้สังคมมองไปอีกมุมหนึ่ง เห็นหรือยังครับว่าการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสมีได้ทุกที่ครับ

กลับมาอีกครั้งตามคำมั่นครับ

(ผมตั้งใจว่าจะพยายามแบ่งปันประสบการณ์ทุกวันอังคารครับ)

 

การใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส

ก่อนอื่นผมขออธิบายคำว่า วิกฤติการณ์  (อ่านว่า  วิ-กริด-ติ-กาน)   หรือบางท่านอาจเขียนว่า วิกฤตการณ์ (อ่านว่า  วิ-กริด-ตะ-กาน) สามารถเขียนได้ทั้งสองแบบ (ในฐานะทนายขอยืนยันว่าไม่ผิดกฎหมายครับ แฮ..) ซึ่งมีความหมายว่า การแปรเปลี่ยนจากเดิม  การณ์อันคับขัน  ภาวะอันคับขันยิ่ง ซึ่งคำว่า วิกฤติ หรือ วิกฤต ตรงกับภาษาอังกฤษว่า    CRISIS คำนี้หลายท่านคงจำได้ ชาวโลกเคยนำเอาต้มยำชนิดหนึ่งของไทยเราไปรวมเรียกด้วยกัน จนเป็นที่ขยาดและจดจำของชาวโลกมาแล้ว และทำให้ชาวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทย ต้องการลิ้มลองต้มยำที่กล่าวนี้ ถ้าหากยังนึกไม่ออกจริง ๆ       ให้กลับไปค้นหนังสือพิมพ์ช่วงปี 2540  มาอ่านดูครับ (ไม่บอกปล่อยให้งงครับ อิอิ..)

ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าทุกท่านมีโอกาสได้ผ่านพบกับวิกฤติการณ์ อย่างหนึ่งอย่างใดในช่วงชีวิตมาบางไม่มากก็น้อย หากท่านผู้ใดที่เคยมีหน้าที่การงานในช่วงปี 2540   คงต้องผ่านเหตุวิกฤตมาแล้วแน่แท้ ขณะนั้นทุกบริษัท ทุกธุรกิจผมเชื่อว่าต้องพบวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจกันทุกกิจการ ผมเป็นคนหนึ่งที่มีบุญได้พบกับวิกฤตดังกล่าวเช่นเดียวกับชาวโลกครับ แต่ผมก็มีมุมมองในการใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส  และได้นำเอาวิกฤตที่เกิดขึ้นมาแก้ไขเหตุการณ์จนบรรลุเป้าหมาย

เรื่องมีอยู่ว่า

เมื่อ ประมาณ ช่วงปลายปี พ.ศ.2537 ผมเข้ารับหน้าที่เป็นฝ่ายกฎหมายให้กับ บริษัทจัดสรรที่ดินรายหนึ่ง มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานด้านเอกสารสัญญา การขอออกใบอนุญาตต่างๆ  รวมตลอดจนดูแลงานด้านการตลาดด้วยในภายหลัง โครงการจัดสรรดังกล่าวตั้งอยู่แถวคลองรังสิต นโยบายของเจ้าของโครงการ คือก่อสร้างบ้านในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดในขณะนั้นเพื่อขายให้กับข้าราชการในหน่วยงานของรัฐหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งมีทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด  ราคาสูงสุด 1,490,000.-บาท (ขณะนั้นในท้องตลาด บ้านเดี่ยวราคา ต่ำสุด คือราคาสูงสุดของโครงการนี้ครับ) แต่มีระยะเวลาขายช่วงเปิดโครงการเพียง 90 วันเท่านั้น และให้สิทธิซื้อก็เฉพาะข้าราชการในหน่วยงานของรัฐเท่านั้น หากหมดแล้วหมดเลย แต่หากยังคงเหลือหรือเกินกำหนดเวลา ก็จะขายในราคา สองล้านบาทขึ้นไป  ปรากฎว่าทำยอดขายภายในระยะเวลาที่กำหนดได้ประมาณ 75 % ซึ่งถือว่าดีทีเดียว    เมื่อครบกำหนดก็ปรับราคาขึ้นตามที่ประกาศ ปรากฎว่า บรรดาลูกค้าที่จองเอาไว้ทำการขายต่อให้บุคคลภายนอกซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาของโครงการที่ปรับราคาแล้ว ทางโครงการก็คิดค่าเปลี่ยนสัญญาไปตามที่ตกลงกัน ขณะที่โครงการดำเนินไปด้วยดี  ทางเจ้าของโครงการมีการนำเอาเงินส่วนกำไรที่คาดว่าจะได้รับเมื่อเสร็จโครงการ ไปขยายและใช้จ่ายในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการ โดยไม่มีใครคาดคิดว่าใน ปี 2540 จะมีวิกฤตต้มยำกุ้ง เกิดขึ้น ในช่วงที่เกิดวิกฤตใหม่ๆ บรรดาลูกค้าที่ต้องการมีบ้านจริงๆ ก็ปรากฏตัวออกมา คือจะมีลูกค้าส่วนหนึ่ง ผ่อนชำระเงินตามสัญญา และมีลูกค้าส่วนหนึ่งเงียบหายไปติดต่อไม่ได้เลย  วิกฤตต้มยำกุ้ง ได้ทำการแยกประเภทลูกค้าที่ต้องการซื้อบ้านจริงๆให้เลย เพราะมีการผ่อนชำระเงินตามสัญญาไม่มีผิดพลาดแม้แต่วันเดียว ส่วนลูกค้าประเภทซื้อเพื่อทำกำไร ก็จะหายไปประมาณ 50% ของยอดขาย  แต่ลูกค้าประเภทนี้ก็ได้ชำระเงินให้โครงการไว้บ้างแล้วประมาณ 30,000.-บาท ถึง  200,000.-บาท  

ในระหว่างดำเนินการก่อสร้างโครงการต้องใช้เงินลงทุนวันละหลายแสนบาท ซึ่งได้มาจากทางเจ้าของโครงการที่ลงทุนไปเบื้องต้นประมาณ  ยี่สิบกว่าล้านบาท บวกกับมีเงินบางส่วนจากการกู้สถาบันการเงิน และเงินบางส่วนจากลูกค้าที่ผ่อนชำระตามสัญญา นำมาดำเนินการโครงการ ในแต่ละเดือนจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ แปดถึงสิบห้าล้านบาท กอปรกับเจ้าของโครงการนำเงินไปใช้จ่ายนอกเหนือกิจการโครงการประมาณ ห้าถึงหกล้านบาท เมื่อถึงจุดหนึ่ง สถาบันการเงินระงับการปล่อยเงินกู้ให้โครงการตามสัญญา และเงินที่ลูกค้าผ่อนชำระหายไปมากกว่าครึ่ง ส่วนลูกค้าที่ประสงค์จะซื้อบ้านจริงก็ผ่อนชำระตามสัญญามาจนถึงงวดสุดท้ายที่จะรับโอนบ้านแล้ว บ้านก็ยังก่อสร้างให้ไม่เสร็จ เงินทุนหมุนเวียนเริ่มขาดตอน ค่าวัสดุต่างๆ เริ่มไม่มีเงินชำระให้  เจ้าของโครงการเริ่มถูกศาลออกหมายจับ เพราะจ่ายเช็คไม่มีเงิน เจ้าพนักงานตำรวจเริ่มเข้าเยี่ยมชมโครงการบ่อยขึ้น (ใช้คำว่าเยี่ยมชม ดูดีนะ อิอิ..)  จนเจ้าของโครงการไม่สามารถนั่งสั่งงานอยู่ในโครงการได้อีกต่อไป  กรรมการท่านอื่นต่างก็กลัวจะมีความผิดไปด้วย (ก็ทุกวันจะมีเจ้าพนักงานตำรวจเข้าเยี่ยมชมโครงการนี้ครับ แฮ..) หน้าที่ต่างๆของเจ้าของโครงการและกรรมการท่านอื่นๆ ก็ต้องถูกผมนำกำลังเข้ายึดทันที (ใช้คำให้ดูดุเดือดไปงั้นหละ อิอิ..) สิ่งที่ผมรับหน้าที่มาคือทำทุกอย่างให้โครงการอยู่ต่อไปให้ได้ จึงต้องมีน้องๆทนายความเข้ามาช่วยงานหลายท่าน แบ่งปันกันไปทำคดีที่ศาลบ้าง ไปให้ปากคำกับ สคบ. (หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคนะ) บ้าง  จนลูกค้าบางรายที่ต้องการซื้อบ้านจริงๆเริ่มทำทุกวิธีการที่จะให้ได้บ้านหรือให้ได้เงินคืน ผมดูแลอยู่จนกระทั้งเงินที่จะจ่ายค่าแรงงานก่อสร้างไม่มีจะจ่าย ตัวผมเองและน้องๆทนายความที่ผมเรียกมาช่วยเหลือต่างไม่ได้ค่าทนายความและค่าแรงมากว่า สาม ถึง สี่เดือนมาแล้ว ดีที่ต่างมีรายได้จากด้านอื่น เพราะหวังว่าเมื่อผ่านวิกฤตไปแล้ว เจ้าของโครงการคงไม่แรงน้ำใจกับพวกเรา และเมื่อวิกฤติการณ์ถึงจุดแล้ว หนังสือพิมพ์เริ่มลงข่าวโจมตีโครงการต่างๆนาๆ นักข่าวโทรศัพท์มาขอรายละเอียดกับผมหลายครั้ง ซึ่งขณะนั้นเจ้าของโครงการถึงกับนัดผมไปพบและเสียน้ำตากับผม บอกว่า “พี่พาน้องมาลำบาก พี่ขอเข้ามอบตัวกับตำรวจดีกว่า” ผมเลยบอกเจ้าของโครงการไปว่า ขอให้ผมลองใช้วิธีการของผมให้ถึงที่สุดเสียก่อน ขอเวลาอีก สาม เดือน จะแก้ไขให้ได้ และบอกว่าอย่าไปกลัวหนังสือพิมพ์มากนัก ผมจะใช้หนังสือพิมพ์เป็นเครื่องมือเรียกลูกค้าเก่าที่ขาดการติดต่อไปเข้ามาให้ วิกฤตตรงนี้จะเป็นโอกาสสุดท้ายของเราแล้ว (ผมทำอย่างไรนะหรือครับ อยากทราบตามมาครับ)

ผมได้จัดประชุมและกำหนดให้น้องๆทนายความและพนักงานในสำนักงานขายเท่าที่เหลืออยู่ ชี้แจงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นให้ทุกท่านฟังและกำหนดในทุกท่านเตรียมตัวรับโทรศัพท์ และต้องอดทนต่อการถูกด่าทอจากลูกค้า แต่ทุกท่านต้องเจรจากับลูกค้าให้ยินยอมเข้ามาพบผมที่โครงการให้ได้ จะใช้วิธีแจ้งว่าจะคืนเงินให้หรืออะไรก็ได้และต้องให้ได้รายละเอียดสถานที่ติดต่อปัจจุบัน หมายเลขโทรศัพท์เป็นต้น เมื่อเข้าใจเจตนาแล้ว ผมเริ่มแผนงานทันที โดยการโทรศัพท์ไปต่อว่านักข่าวหนังสือพิมพ์(ฉบับที่ลงข่าวโจมตีโครงการ) อย่างรุนแรงเพื่อเจตนาให้เขาโกรธจะได้ลงข่าวโจมตีโครงการให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น ปรากฎว่าได้ผลครับวันถัดมา ชื่อของโครงการอยู่บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นทันที   สิ่งที่มีผลตามมาคือ ลูกค้าทั้งส่วนที่หายไปและส่วนที่กำลังผ่อนชำระตามสัญญาอยู่ ต่างโทรศัพท์เข้ามาสอบถามก็มี ด่าทอก็มี ข่มขู่ให้คืนเงินก็มี ประมาณ สองอาทิตย์เท่านั้น ผมสามารถพบปะลูกค้าและชี้แจงให้ช่วยเหลือค่าก่อสร้างบ้านที่ลูกค้าแต่ละรายซื้อไว้ จนสามารถก่อสร้างเสร็จและดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกค้าได้ประมาณ 40 % ของลูกค้าทั้งโครงการ หลังจากนั้นเมื่อโครงการเริ่มมีเงินทุนหมุนเวียนแล้วก็ได้นัดเจ้าหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างเข้ามาเจรจาผ่อนผันการชำระหนี้ จนเจ้าของโครงการสามารถกลับเข้าโครงการได้อีกครั้ง เจ้าพนักงานตำรวจก็ไม่เข้าเยี่ยมชมโครงการอีกเลย แต่ยังเสียใจที่ไม่อาจแก้ไขให้ได้ลูกค้าคืนมามากกว่านี้ เพราะมีลูกค้าอีกจำนวนหนึ่งที่มีปัญหาไม่อาจชำระเงินต่อไปได้เพราะมีภาระที่เป็นผลกระทบจาก วิกฤตต้มยำกุ้ง เช่นกัน

สิ่งที่ผมคิดขณะนั้น คือผมเชื่อมั่นว่า ลูกค้าทุกรายที่มีผลกระทบจากวิกฤตต้มยำกุ้งต้องการเงินคืน ยิ่งหากทราบข่าวว่าโครงการมีปัญหาก็ต้องทำทุกวิธีการที่จะให้ได้เงินคืน ผมเองในขณะนั้นไม่สามารถจะติดต่อลูกค้าส่วนที่ห่างหายไปได้เลย เว้นแต่ลูกค้าจะติดต่อกลับมาเอง เมื่อโครงการถูกหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าไม่โอนบ้านให้ลูกค้าจนถูกลูกค้าร้องเรียน สคบ. ผมจึงมองเห็นว่าเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย จึงอาศัยวิกฤติดังกล่าวไปกระทุ้งให้หนังสือพิมพ์ลงข่าวโจมตีให้หนักขึ้น ซึ่งได้ผลตามที่คิดไว้ ปรากฎว่า บรรดาลูกค้าต่างติดต่อมาที่โครงการและได้มีโอกาสพบกับผมทุกราย เห็นหรือยังว่าหากเรามีมุมมองวิกฤตนั้นด้วยสติ ก็จะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ ผมเชื่อว่าทุกท่านก็มีโอกาสพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้เหมือนกัน (หากนักข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับที่ลงข่าวโจมตีโครงการได้อ่านบันทึกนี้คง คิดหาวิธีมาต่อว่าผมเป็นแน่แท้ที่บังอาจอาศัยอารมณ์ของท่าน มาใช้เป็นสื่อเพื่อส่งคำเชิญไปยังลูกค้าของโครงการโดยลงทุนค่าโทรศัพท์เพียงสามบาทเท่านั้น แฮ..)

ในสังคมปัจจุบันหากท่านพิจารณาดีๆก็จะพบเห็นว่ามีบางเหตุการณ์ที่มีบางท่านกำลังพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเช่นกัน ตัวอย่างเช่น มีบุคคลในวงการสีกากีที่มีปัญหาการทำร้ายร่างกายอาม่าบน สน. ซึ่งเหตุดังกล่าวเป็นวิกฤตของวงการสีกากี แต่ก็ยังมีนายตำรวจบางท่านมองเห็นโอกาส  จึงออกมาเยี่ยมอาม่า และแสดงความเห็นใจอาม่า ทำให้สังคมมองไปอีกมุมหนึ่ง เห็นหรือยังครับว่าการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสมีได้ทุกที่ครับ

คราวหน้าจะเล่าเรื่องสัญญาจ้างที่ด้อยคุณภาพ