เราจะแปลลักษณะของชีวิตไปในทางใดนั้น ย่อมมีความสำคัญในการที่จะแสวงหาวิธีทางการต่อสู้ในชีวิต
วันรัฐธรรมนูญ ทำให้ฉันได้หยุดจากภาระงาน 1 วัน นับว่าเป็นโชคดี การได้หยุดราชการในวันเกิดของตัวเอง แต่ก็เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น ได้มีเวลาไปทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน ไปเลี้ยงอาหารเด็กกำพร้า หลังจากนั้น ที่สำคัญ...ฉันได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง.... มีเวลาอ่านหนังสือที่ชอบ ฉันซื้อไว้เต็มบ้าน เลือกหยิบมาอ่านตามที่ใจปรารถนา นอนอ่านหนังสือบนเปลที่ระเบียงหน้าบ้าน มีสายลมเย็นๆ ของฤดูหนาว พัดผ่านตัวตลอดเวลา...ชื่นใจเสียจริง
แม่เตือนเสมอว่า “หนูอย่าตากลมมากนักนะ เดี๋ยวภูมิแพ้กำเริบ จะไม่สบาย” ถ้าอากาศเย็นมากๆ ฉันจะปวดที่โพรงจมูก และจามจนน้ำมูกใสๆ มีเลือดปนออกมา... ฉันป้องกันตัวเองด้วยการสวมหมวกให้หัวอุ่นเข้าไว้ เอาผ้าขนหนูทับไว้ที่อกซ้อนด้วยหมอนตุ๊กตานุ่มๆ ฉันชอบอากาศเย็นมากกว่าอากาศร้อน อาการร้อนมันทำให้ไมเกรนกำเริบ ทรมานกว่าเป็นไหนๆ ฉันนอกเรื่องอีกแล้ว...ฮา
วันนี้ฉันเลือกหนังสือ “สมาธิกับคุณภาพชีวิต” ของ นพ.เฉก ธนะสิริ มาอ่าน เล่มนี้ ลูกศิษย์มอบให้เป็นของขวัญวันเกิด... แค่บทแรก ก็ถูกใจเหลือเกิน บทที่ 1 ปรัชญาเรื่องชีวิต
เนื้อหากว่าถึงความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปในเรื่องของชีวิต ของนักปรัชญาและเจ้าลัทธิศาสนา ซึ่งประมวลออกมาได้เป็น 3 ทาง คือ
ทางที่ 1 เห็นว่าชีวิตนี้เป็นความทุกข์ความลำบาก
ทางที่ 2 เห็นว่าชีวิตนี้เป็นความสุขความสบาย
ทางที่ 3 เห็นว่าชีวิตไม่มีความหมายอะไร คนเราจะมีความสุขหรือความทุกข์ ไม่ได้อยู่ในรูปลักษณ์ของชีวิต แต่เป็นอำนาจสิ่งแวดล้อม และการกระทำของบุคคลผู้เป็นเจ้าของชีวิตเอง
อันที่จริงทั้ง 3 ทางนี้ แม้ว่าจะต่างกัน แต่เมื่อตั้งเป็นลัทธิศาสนาหรือหลักปรัชญาขึ้นแล้ว ก็ได้ผลเท่ากัน คือสอนให้ประกอบคุณงามความดี
ทางที่เห็นว่าชีวิตเป็นความทุกข์ ความลำบาก ก็ตั้งหลักคำสอนไปในทางที่จะต่อสู้ หรือหลีกเลี่ยงความทุกข์ความลำบากได้ ก็จะต้องประกอบสิ่งที่ดีเป็นกุศล
ทางที่เห็นว่าชีวิตเป็นความสุขสบาย ก็สอนให้พยายามป้องกันสิ่งร้ายที่จะมาทำให้คุณค่าของชีวิตเสื่อมลงไป
ส่วนทางที่ 3 ที่ถือว่าชีวิตไม่มีความหมายในตัวเอง ก็วางหลักคำสอนให้สร้างสิ่งแวดล้อมไปในทางที่ดีงาม
การที่เราจะแปลลักษณะของชีวิตไปในทางใดนั้นย่อมมีความสำคัญในการที่จะแสวงหาวิธีทางการต่อสู้ในชีวิต
อ่านแล้วฉันก็ได้ใคร่ครวญ “ตัวเองเลือกทางไหนกันหนอ?...” ฉันได้คำตอบแบบไม่ลังเล....
แนวทางของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ แนวทางที่ 1 คือ ชีวิตนี้ไม่มีอะไรดี ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นความทุกข์ “ชาติปิ ทุกขา ชราปิ ทุกขา มรณังปิ ทุกขา”
- ความเกิดเป็นทุกข์ ความเติบโตแก่เฒ่าลงก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ และยังมีสิ่งอื่นๆ อีก ซึ่งล้วนแต่เป็นทุกข์ทั้งสิ้น ทุกข์เป็นของจริง มนุษย์เราจึงเอาทุกข์เป็นอารมณ์ที่ให้โทษ ทุกข์ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะเหตุที่เกิดอยู่ในโลกนั้นมีแต่ทุกข์ทั้งนั้น อันที่ไม่มีทุกข์ไม่มี

แม้แต่นักปรัชญาของฝรั่งเศส บางคนไม่เคยรู้จักพระพุทธศาสนา ก็ยังมีความเห็นเช่นเดียวกัน เช่น
ปาสกาล นักปรัชญ์ฝรั่งเศส กล่าวว่า
“ชีวิตเป็นของอ่อนแอที่สุด อยู่ระหว่างสวรรค์ นรก และความสิ้นสูญ” หมายความว่า ชีวิตไม่มีอะไรที่น่ารื่นรมย์ในตัวมันเอง เป็นของที่แตกง่าน ทำลายง่าย และอยู่ในระหว่างสิ่งมหึมาทั้งหลายที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ คือ สวรรค์ นรก และความสิ้นสูญ ฉะนั้นชีวิตจึงหาความมั่นคงเป็นแก่นสารอันใดมิได้
อีก 1 ท่าน คือ แซงต์แบร์นาร์ด ท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงรูปหนึ่งของฝรั่งเศส กล่าวว่า
“เวลาเกิดก็ยากเข็ญ เวลาเป็นก็ยากแค้น เวลาตายก็ยากลำบาก” ตรงกับหลักพระพุทธศาสนาที่กล่าวไว้ คือ “การเกิดเป็นทุกข์ ความเติบโตแก่เฒ่าลงไปก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ มีแต่เรื่องเป็นทุกข์ทั้งนั้น หาอะไรดีในชีวิตไม่ได้เลย”

ฉันอ่านแล้วคิดสรุปเอาเองว่า ชีวิตเป็นของกลางๆ ไม่มีความดีหรือไม่ดีอยู่ในตัวเอง ถ้าเราใช้ชีวิตในทางที่ไม่ดี ชีวิตนั้นก็ไม่ดี ถ้าเราใช้ชีวิตในทางดี ก็เป็นชีวิตที่ดี ชีวิตของเราเองอยู่ในมือของเราเอง ที่จะหล่อหลอมกล่อมเกลา หรือปั้นให้เป็นอย่างไรก็ได้
ดังนั้นชีวิตจึงมีทั้งสุขและทุกข์สลับกันเหมือนฤดูกาล ชีวิตมีตัณหาเป็นเครื่องล่อ มีความเพลินเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง…
เมื่อพิจารณาให้ดี จะพบว่า ชีวิตช่างซับซ้อนเป็นอะไรได้ร้อยแปด และในที่สุดก็หนีไม่พ้น “ใจ” หรือ “จิต” ของตนเองที่จะจัดการกับชีวิต คุณภาพชีวิตของคนเราจึงขึ้นอยู่กับการรู้จัก “ใจ” หรือ “จิต” ของเราให้ถูกทางและดีพร้อมนั่นเอง
ดังนั้น ฉันจึงคิดว่า (ความเห็นส่วนตัวค่ะ)
“ชีวิตทางธรรมนั่นแหละ คือชีวิตที่แท้จริง และชีวิตจำเป็นต้องตั้งต้นด้วยการแสวงหาใจของตัวเองก่อน”

ปรัชญาชีวิตตามแนวพระพุทธศาสนา
แบ่งเป็น
“ความต้องการพื้นฐาน” (Primary needs) เปรียบง่ายๆ กับอาหารก็หมายถึง อาหารธรรมดาๆ ที่มีคุณค่าครบถ้วนให้พอมีชีวิตอยู่ได้ โดยไม่ขาดสารอาหาร สามารถบรรเทาความหิวกระหายได้ เป็นความต้องการของร่างกายธรรมดา
แต่ถ้าเมื่อใดจิตเกิดกิเลสตัณหา ต้องการอาหารที่พิสดาร แน่นอน ว่า ความสลับซับซ้อน ความวุ่นวายและความยุ่งยากในการประกอบอาหารและปรุงรสจะเกิดขึ้นทันที อย่างนี้เรียกว่าเป็น “ความต้องการพิสดาร” (Artificial needs) ในเรื่องอื่นๆ อีก เช่น บ้านที่อยู่อาศัย เสื้อผ้าอาภรณ์ เมื่อเกิดความจำเป็นเกินพื้นฐานธรรมดาขึ้นเมื่อใดแล้ว ผลก็คือ ทางแห่งความทุกข์ย่อมติดตามมาเป็นเงาทันที
พระพุทธศาสนาจึงสอนในสิ่งที่ใกล้ความเป็นจริงและใกล้ธรรมชาติ คือเชื่อว่าการดำเนินชีวิตที่ง่ายที่สุด คือชีวิตที่ดีที่สุด และดำเนินชีวิตที่ง่ายที่สุด ก็คือการดำเนินชีวิตตามแนวทางของศีลธรรม เพราะถ้าสร้างความสลับซับซ้อนให้กับชีวิตมากขึ้นเท่าไหร่ ผลก็คือความทุกข์จะติดตามมามากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นคนที่ต้องการชีวิตที่หรูหราฟู่ฟ่าเท่าใด ก็จะต้องยอมรับสภาพ หรือยอมทนต่อความเดือดร้อนและความทุกข์ ทุกชนิดด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย
ฉันว่า....ช่างตรงกับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้ประชาชนชาวไทย ใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง พอเพียงในแบบของตนเอง มีสติปัญญา มีเหตุผล รู้เท่าทัน และเปี่ยมด้วยคุณธรรมความดี....

อ่านแล้ว นึกถึงข้อธรรมของท่านพุทธทาส ที่กล่าวไว้ว่า
“พื้นฐานของจิตโดยปกติตามธรรมชาตินั้น ว่างจากกิเลส
จนกว่าจะมีเหตุปัจจัยแห่งการเกิดกิเลส จึงจะมีกิเลสเกิดขึ้น
แล้วดับไปเมื่อหมดกำลังของเหตุปัจจัย”
“หน้าที่ของเราคือ ระวังปัจจัยแห่งกิเลสอย่าให้มีมา
แม้มีมา ก็มีสติปัญญาป้องกันหรือระงับเสียได้
จิตจึงมีระยะเวลาว่างจากกิเลส
หรือตกสู่พื้นฐานเดิม ที่เป็นประภัสสรได้เป็นคราวๆ หาใช่มีกิเลสเต็มอัดอยู่ตลอดเวลาไป”
ฉันอ่านบทแรกไม่ทันจบหรอกค่ะ.... เผลอหลับไปเสียก่อน เป็นการพักสายตา....ฉันเป็นอย่างนี้เสมอแหละ.. อ่านได้ 19 หน้า ฉันสรุปไว้แค่นี้ก่อน ถ้าอ่านจบบทนี้ ฉันจะเล่าให้ฟังอีกนะคะ...

ตอนเย็นๆ ฉันไปเดินเล่นในวัด ซึ่งมีสนามหญ้า สวนหย่อมสวยงามเขียวชอุ่ม มีเครื่องออกกำลังกายประเภทต่างๆ ที่สนามด้านใต้ ที่ อบจ.นำมาให้ประชาชนมาออกกำลังกาย ฉันนั่งเล่นที่สนามหญ้า มองดอกลีลาวดี ที่ปลูกไว้เป็นแนว ลีลาวดีขาวพวง สีขาวบริสุทธิ์.....โอ๊ย...บรรยายไม่ถูกแล้ว....
มืดเร็วจัง เสียดายที่ฉันไม่มีความสามารถในการถ่ายรูปตอนพระอาทิตย์ใกล้จะลาจากฟากฟ้า ถ่ายไปก็ไม่สวย ไม่ถ่ายดีกว่า...
ก่อนกลับบ้านฉันแวะไปกราบหลวงพ่อเย็กในวิหาร แล้วเดินทอดน่องกลับบ้าน...

ประมาณ 3 ทุ่ม ฉันกำลังนั่งอ่านหนังสือต่อ... อยู่ๆ ไฟฟ้าดับมืด แล้วเด็กๆ อยู่ตรงไหนของบ้านล่ะ....เสียงเพลง Happy Birthday ดังขึ้น 4 พ่อลูกนำเค้กวันเกิดมาเซอร์ไพร์ส แม้ว่าฉันจะบอกไว้ว่า ปีนี้แม่ไม่เป่าเค้กนะ... แค่ได้ทำบุญก็พอแล้ว แต่ก็อดตื้นตันไม่ได้ น้ำตาเจ้ากรรมไหลอีกแล้ว... “เป็นอย่างนี้ไม่ยอมหาย สงสัยคงเป็นแบบนี้ไปจนวันตายกระมัง”
น้องนุ๊กรีบบอกว่า แม่ขา... เป็นความคิดของพ่อนะ พ่อแอบโทร. สั่ง แล้วนุ๊ก กับพี่เน เลือกเป็นเค้กมะพร้าวน้ำหอม แบบ Law Fast ไม่อ้วนหรอกค่ะ... ฉันมองหน้าทุกคนแล้วยิ้ม...แม่รู้ทันหรอก ว่า พวกเราอยากกิน... จากนั้นก็ตามด้วยเสียงหัวเราะของทุกคน ฉันก็บรรจงตัดเค้กชิ้นแรกใส่จานเพื่อเก็บไว้ให้แม่ ซึ่งน้องนนท์จะต้องออกไปนอนบ้านคุณยาย.... แม่คงทานกับกาแฟตอนเช้า เพราะแม่จะไม่ค่อยทานอาหารหลัง 6 โมงเย็น ซึ่งแม่มีวินัยเรื่องการรับประทานอาหารมากๆ แบบนี้แหละ แม่จึงมีสุขภาพดี ต่างกับฉันโดยสิ้นเชิง


บันทึกโดย :
ครูใจดี
ภาพประกอบ : อินเทอร์เน็ต อ.ธนิตย์ คุณแดง ลูกๆ


สุขสันต์วันคล้ายวันเกิดวันรัฐธรรมนูญนะคะครูพี่ใจดี
...
ยินดีกับการน้อมนำพุทธธรรม มาฝึกจิตค่ะครูพี่ รออ่านต่อนะคะ
มีความสุข สมหวังดั่งใจปรารถนาค่ะ
สวัสดีค่ะ
แวะมาแซมระหว่างความสุขในครอบครัว...
คนไม่มีรากเชื่อคล้าย ๆ คุณครูใจดีค่ะว่า... “ชีวิตทางธรรมนั่นแหละ คือชีวิตที่แท้จริง และชีวิตจำเป็นต้องตั้งต้นด้วยการแสวงหาใจของตัวเองก่อน”
เพราะ ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธานเสมอ...และความจริงแล้ว ทั้งสุข ทั้งทุกข์ล้วนเกิดจากการปรุงแต่งตามใจ (ตามกิเลส ตัณหา อุปาทาน) นี่เอง
งั้น...มาแต่งใจ ปรุงจิตให้มีความสุขมาก ๆ นะคะ เพื่อนคนไม่มีรากบอกว่า ความสุขน่ะเป็นโรคติดต่อค่ะ... ลองอยู่ใกล้ ๆ คนที่มีความสุขเราจะมีความสุขและส่งต่อความสุขไปได้อีกมากเลยค่ะ
(^___^)
คนไม่มีรากได้ไปพักผ่อนในสวนลุม... นำภาพร่มรื่นมาฝากนะคะ
สวัสดีค่ะน้อง poo
สวัสดี ครับ
อ่านอยู่นาน...มีความสุขเช่นเดียวกับคุณครูใจดี เลยครับ
.....สิ่งดี ดี ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของครู เนี่ย อ่านแล้วมีความสุข นะครับ
น้ำตาที่ไหล...คือเสียงของหัวใจที่บอกว่า...แม่มีความสุขที่มีครอบครัวที่ห้อมล้อมด้วยความสุข
สุขสันต์วันเกิด นะครับ คุณครูใจดี
ชื่นใจจังเลยนะ...ขอบคุณความรู้สึกดีๆๆๆ..ตั้งใจเเละมีความสุขในการทำงานเยอะๆๆนะ....
สวัสดีค่ะ
แวะมาแซมระหว่างความสุขในครอบครัว...
คนไม่มีรากเชื่อคล้าย ๆ คุณครูใจดีค่ะว่า... “ชีวิตทางธรรมนั่นแหละ คือชีวิตที่แท้จริง และชีวิตจำเป็นต้องตั้งต้นด้วยการแสวงหาใจของตัวเองก่อน”
เพราะ ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธานเสมอ...และความจริงแล้ว ทั้งสุข ทั้งทุกข์ล้วนเกิดจากการปรุงแต่งตามใจ (ตามกิเลส ตัณหา อุปาทาน) นี่เอง
งั้น...มาแต่งใจ ปรุงจิตให้มีความสุขมาก ๆ นะคะ เพื่อนคนไม่มีรากบอกว่า ความสุขน่ะเป็นโรคติดต่อค่ะ... ลองอยู่ใกล้ ๆ คนที่มีความสุขเราจะมีความสุขและส่งต่อความสุขไปได้อีกมากเลยค่ะ
(^___^)
คนไม่มีรากได้ไปพักผ่อนในสวนลุม... นำภาพร่มรื่นมาฝากนะคะ
คิดดีจังค่ะ ความสุขเป็นโรคติดต่อ เมื่ออยู่ใกล้ ๆ คนที่มีความสุข เราจะมีความสุขและส่งต่อความสุขไปได้อีกมาก.... ครูใจดีคิดเช่นนั้นค่ะ คนมีความสุขจะคิดแต่สิ่งดีๆ ไม่สร้างความเดือนร้อนให้ใคร อยู่ใกล้ก็เย็น...ใจ
- เห็นภาพสวนลุมแล้วคิดถึงค่ะ... ตอนปิดเทอมใหญ่ ลูกๆ ไปเรียนที่กรุงเทพฯ ครูใจดีจะไปนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุด... พอแดดร่มก็มานั่งอ่านหนังสือ พร้อมฟังเพลงจาก mp3 คู่ใจ เป็นที่ขาดเสียงเพลงไม่ได้....ที่ริมน้ำ ตกเย็นเราจะนัดกันที่สวนลุม แล้วเดินออกกำลังกาย หาอะไรทานก่อนกลับที่พัก... น้องนุ๊กจะไม่ยอมเกิดค่ะ ขานั้นขอนั่งเป็ด ก็ออกกำลังเหมือนกัน....
- ระลึกถึงค่ะ
- ขอบคุณมากค่ะคุณแสง.... ที่มาเยี่ยม แล้วฝากถ้อยคำที่อ่านแล้วชุมชื่น เย็นใจ สุขใจทุกครั้งเหมือนแสงแห่งความดีงามนั้นแผ่มาถึงตัวเองด้วย ขอบคุณจากใจจริงค่ะ
- ชอบภาพที่คุณแสงใช้ประจำบล็อก ภาพนี้
ดูสบาย เยือกเย็น ครูใจดีว่า คุณแสงไม่ต้องเปลี่ยนภาพอื่นแล้วนะ อยากเห็นภาพนี้ตลอดไปค่ะ
ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ รวมทั้งความกรุณาของอาจารย์ ลูกศิษย์จะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดค่ะ
อาจารย์ขอเวลาอ่านการบ้านของลูกศิษย์ แล้วมึน ๆ กับบทการ์ตูนบ๊องๆ ของลูกศิษย์ ก็ต้องขออภัยค่ะ แก้มึนด้วยกาแฟนะคะ..
ระลึกถึงอาจารย์ค่ะ
ได้มาอ่านธรรมะสบายๆ ทำให้ได้ทบทวนการดำเนินชีวิตของตัวเองที่ผ่านมา และ การใช้ชีวิตในอนาคตข้างหน้า
ขอบคุณธรรมะดีๆ และ สุขสนต์วันเกิดครับ
สุขสันต์วันคล้ายวันเกิด (ย้อนหลังค่ะ) คุณครูใจดี
สุขสันต์วันเกิดค่ะ
ขอให้ชีวิตมีสีสันสดใสน่ะค่ะ
ได้มาอ่านธรรมะสบายๆ ทำให้ได้ทบทวนการดำเนินชีวิตของตัวเองที่ผ่านมา และ การใช้ชีวิตในอนาคตข้างหน้า
ขอบคุณธรรมะดีๆ และ สุขสันต์วันเกิดครับ
รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ท่านรองมาเยี่ยม และอวยพรให้ ขอบคุณมาก ๆๆ ค่ะ
สำหรับท่ารองท่าน คิดว่าท่านรองมีธรรมะเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติอยู่แล้ว ใช่ไหมคะ... ครูใจดีคิด และดูจากบันทึกของท่านรองที่ครูใจดีอ่านทุกบันทึก... แสดงให้เห็นว่า ท่านรองเป็นผู้นำที่ดี และถือคุณธรรมในการปฏิบัติ ครองตน ครองคน ครองงาน....
ไม่ได้พูดเยินยอเกินความเป็นจริงนะคะ คิดอย่างนี้จริงๆ ค่ะ
ด้วยความนับถือค่ะ
“ชาติปิ ทุกขา ชราปิ ทุกขา มรณังปิ ทุกขา”
- ความเกิดเป็นทุกข์ ความเติบโตแก่เฒ่าลงก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ และยังมีสิ่งอื่นๆ อีก ซึ่งล้วนแต่เป็นทุกข์ทั้งสิ้น ทุกข์เป็นของจริง มนุษย์เราจึงเอาทุกข์เป็นอารมณ์ที่ให้โทษ ทุกข์ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะเหตุที่เกิดอยู่ในโลกนั้นมีแต่ทุกข์ทั้งนั้น อันที่ไม่มีทุกข์ไม่มี
สวัสดีค่ะ
มาหาค่ะ วันนี้มีเค้กมาฝากค่ะ
ขอบคุณข้อคิดดีๆค่ะ