เมื่อวันศุกร์ผมได้ไปเยียมหลานที่เพิ่งคลอดใหม่ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นหลานของท่านอธิการบดี และผมก็ยังไม่ได้ไปเยี่ยมท่านหลังจากที่ท่านกลับมาจากทำหน้าที่อะมีรฺ(ผู้นำ)ฮัจญของคนไทยที่นครมักกะฮฺ ก็เลยไปเยี่ยมที่เดียวได้ทั้งสองอย่าง


หลานอธิการบดีและเด็กทุกคนคลอดออกมาพร้อมกับความดี
เมื่อเติบใหญ่จะคงสภาพความดีนี้อีกหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับพ่อแม่(รวมถึงสิ่งแวดล้อม)

ผมเดินทางจากบ้านก็ลองใช้เส้นทางใหม่ สาย 418 ยะลา-ปัตตานี (ได้ข่าวว่าจะเปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม แต่เลื่อนเป็นวันที่ 26 ) ผมเข้าเส้นทางใหม่ที่ยะลาบริเวณสะพานท่าสาปและทะลุออกที่่บ้านบาซาเอ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เป็นระยะทาง 28.1 กม. รู้สึกว่าการเดินทางเร็วมาก แต่ไม่แน่ใจว่าจะใกล้หรือไกลกว่าเส้นทางเก่า ขากลับผมต้องไปรับลูกที่โรงเรียนด้วย เลยต้องกลับเส้นทางเก่า ก็พบว่าเส้นทางใหม่ไกลกว่าทางเก่าประมาณ 3 กม. แต่เดินทางได้เร็วกว่าเดิมมากเพราะถนนมันโล่ง

 
ออกจากตัวเมืองยะลาจะไปปัตตานี/สงขลาต้องขึ้นสะพาน
(ตรงไปตามลูกศรก็ไปบ้านผม)

อธิการบดีมอบหนังสือให้ผมเล่มหนึ่ง ถ้าเป็นหนังสือโดยภาพรวมแล้วผมอยากได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะหนังสือศาสนายิ่งอยากได้ หนังสือที่ท่านให้นี้เป็นหนังสือที่ออกโดยกระทรวงกิจการศาสนาของประเทศซาอุดิอาราเบีย เป็นหนังสือสรุปศาสนประวัติที่จากหนังสือเล่มใหญ่ของอิบนุอะษีรฺ หนังสือชื่อ روضة الأنوار في سيرة النبي المختار ผมแปลเป็นไทยง่ายๆว่า สวนแสงสว่างในประวัตินบีที่เลือกสรร แต่งโดย صفي الرحمن المباركفوري เรียกง่ายๆว่า ศอฟีเราะฮฺมาน หรือ กาฟูรี

เมื่อผมได้กลับบ้านก็อ่านทันที ไม่ใช่เพราะตื่นเต้นกับหนังสือใหม่หรือกครับ การเข้าเล่มหนังสือ การพิมพ์ ธรรมดามาก จนลูกถามว่าพ่อทำเองใช่ไหม เพราะการเข้าเล่มไม่แตกต่างอะไรจากที่ผมเข้าเล่มเอง แต่ที่อ่านทันทีนั้น เพราะผมมีบางอย่างที่ค้างอยู่ในใจ ผมเคยฟังรองอธิการวิชาการ มอย. สอนชาวบ้านเรื่องประวัติศาสตร์ การทำสงครามในอิสลาม ท่านกล่าวว่าชีวิตที่ต้องล้มตายในประวัติอิสลามบางครั้งจะรู้สึกว่ามันมาก แต่พอไปอ่านประวัติศาสตร์ของชาติอื่นๆ ศาสนาอื่น มีการล้มตายยิ่งกว่า ถึงกระนั้นก็ตามการล้มตายนั้นโดยพื้นฐานของศาสนาอิสลามแล้วถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ต้องหลีกเลี่ยง อย่างในกรณี ศุลหุดัยบียะห์ เกิดขึ้นในปีที่ 6 หลักจากท่านนบี(ศ็อลฯ)ได้อพยพไปยังนครมะดีนะฮฺ (หรือ ฮ.ศ.06)

เมื่อวันที่ไปประชุมพบปะกับท่านรองแม่ทัพภาค 4 ท่าน พลตรีอุดมชัย วันพฤหัสที่ผ่านมา อาจารย์สุกรี สาและ ผอ.สข. เขตอำเภอกาบัง ท่านก็ได้ยกเรื่องทำนองนี้ขึ้นพูดมาอีก เป้าหมายหลักที่ท่านยกขึ้นมานั้น ความยิ่งใหญ่ของอิสลาม ชัยชนะของอิสลาม ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการสู่รบหรือเข็นฆ่ากัน และนับว่าเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ด้วย กรณีที่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่มุสลิมนี้ คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัย ศุลหูดัยบียะห์


อ.สุกรี สาและ กล่าวกระตุ้นให้พวกเราสำนึกในชัยชนะที่ยิ่งใหญ่
ไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำสงครามแต่เกิดขึ้นจากการใช้จิตวิทยา

ผมเคยสอนเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยศุลหุดัยบียะห์ ในเรื่องการเรียนรู้โดยการสังเกตุ (Observational Learning) หรือการเป็นแบบอย่างที่ดี ตามที่ Albert   Bandura นักจิตวิทยาชาวแคนาดา(1925-) ได้นำเสนอใหม่ เป็นทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมเชิงพุทธิปัญญา (Social   Cognitive  Learning   Theory)  ว่าการเรียนรู้ส่วนใหญ่ของบุคคลเป็นการเรียนรู้โดยการสังเกตตัวแบบ (Model)

Albert   Bandura(1925 - present)

ในสมัยศุลหุดัยบียะห์ท่านนบี(ศ็อลฯ) ได้สั่งให้บรรดาศิษย์สหายของท่านฆ่าสัตว์พลีและโกนหัว แต่ไม่มีใครทำตามคำสั่งท่าน ขนาดคำสั่งของผู้นำสูงสุด ที่เคารพสูงสุดของพวกเขาก็ยังไม่การทำตาม ครั้งท่านเดินเข้าหาภรรยา ณ ที่พัก ภรรยาท่านบอกให้ท่านทำก่อน ท่านจึงได้ฆ่าและโกนหัว จากนั้นบรรดาศิษย์สหาย(เศาะหาบะฮ)ก็ฆ่าสัตว์พลีและโกน(หรือไม่ก็ตัด)ผมกันทุกคน

คนที่พูดแล้วไม่ทำตามที่พูดอัลลอฮฺได้ตรัสว่า

 

 ความว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ทำไม่พวกเจ้าพูดในสิ่งที่พวกเจ้าไม่ทำ บาปใหญ่ในที่ของอัลลอฮฺแล้ว คือ พวกเจ้าพูดในส่ิงที่พวกเจ้าไม่ได้ทำ" (ซูเราะฮฺ อัศศอฟ 61/2-3)

ครูของเรามีไม่น้อยที่สอนคนอื่นแต่ไม่ได้ทำตามที่สอน ....?

เรื่องอื่นๆในเรื่องศุลหุดียบียะห์ คิดว่าจะเขียนเสนอในบันทึกต่อไป