สิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต มีทั้งสุขและทุกข์ ปัญหามีเข้ามาท้าทายให้เราก้าวข้ามเสมอ...ขึ้นกับตัวเราว่าจะยอมรับความพ่ายแพ้ หรือจะอดทนต่อสู้และผ่านประสบการณ์เหล่านั้นไปได้อย่างสง่างาม....
ตื่นเช้าขึ้นมาในวันหยุดสุดสัปดาห์ เป็นวันหยุดแรกที่ข้าพเจ้าไม่ต้องอยู่เวร แต่ภาระหน้าที่การงานก็ยังมีให้สะสาง...ภาระทางใจทีพยายามสะสางก็ยังไม่หมดจากใจไปซะทีเดียว เหมือนพายุฝนที่แม้จะพัดผ่านไปแต่ยังทิ้งร่องรอยแห่งหยดน้ำและเมฆครึ้มทะมึน ไว้เป็นหลักฐาน...ก็คงต้องอดทนรอวันที่ฟ้าแห่งใจจะกลับมากระจ่างใสไร้เมฆเหมือนดังเดิม เพราะถึงอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นพายุ หรือว่าฟ้าใสๆ ก็ย่อมไม่คงอยู่ตลอด เปลี่ยนแปลง ผันแปร ไปตามฤดูกาล...
เพื่อนสนิทที่ไปเรียนต่อยังต่างประเทศ ได้ส่ง fwd mail ที่ดีและน่าสนใจมาให้อ่าน เป็นบันทึกของคุณ เหลียงจี้จาง...อ่านแล้วให้ข้อคิดที่ดี แม้ว่าข้าพเจ้าจะแอบรู้สึกนิดๆ ว่า บางข้อก็เหมือนมองโลกในแง่ร้าย แต่ทว่าสิ่งเหล่านั้นก็เป็นอีกมุมหนึ่งของความจริงแห่งชีวิต

บันทึกช่วยจำของ“เหลียงจี้จาง”
“เหลียงจี้จาง”เป็นพิธีกรดังของ TVB ในฮ่องกงและเป็นนักเขียนด้วย บันทึกช่วยจำที่เขาเขียนให้ลูก ได้รับการเผยแพร่เป็นวงกว้างเมื่อไม่นานมานี้ นอกจากแสดงถึงความห่วงหาอาทรที่พ่อมีต่อลูกเฉกเช่นคุณพ่อทั่วๆไป มุมมองของเขาบางเรื่อง(แบบสังคมฮ่องกง) แม้บางคนจะเคยประสบมาบ้างเหมือนกัน อ่านแล้วก็ยังอดอึ้งไม่ได้ เลยถ่ายทอดสู่กันฟัง...
ลูกรัก..
ที่พ่อเขียนบันทึกช่วยจำฉบับนี้ให้ลูก มีเหตุผลอยู่ 3 ประการ คือ
1. สรรพสิ่งล้วนอนิจจัง จะมีชิวิตอยู่ได้อีกนานเท่าใดไม่มีใครบอกได้ พ่อจึงคิดว่า บางเรื่องพ่อน่าจะสั่งเสียไว้แต่เนิ่นๆ ย่อมจะดีกว่า
2. เพราะพ่อเป็นพ่อของลูก ถ้าพ่อไม่บอกลูก ไม่มีใครหรอกที่เขาจะบอกลูกแบบที่พ่อบอก
3. สิ่งที่พ่อบันทึกไว้นี้ ล้วนเป็นประสบการณ์อันแสนเจ็บปวดที่พ่อได้เรียนรู้มา มันจะทำให้ลูกไม่ต้องเสียเวลาไปเรียนรู้มันอีก
ในชีวิตของลูก ขอให้จำสิ่งต่างๆเหล่านี้ไว้ให้ดี
1. คนที่ไม่ดีต่อเรา ไม่ต้องไปใส่ใจนัก ในชีวิตคนเรา ไม่มีใครมีหน้าที่ที่จะต้องมาดีต่อเรา ยกเว้นพ่อกับแม่ของลูก สำหรับคนที่ดีกับลูก นอกจากลูกต้องหวงแหนและขอบคุณเขาแล้ว ยังต้องคอยระวังตัวไว้ด้วย เพราะคนเราทุกคน ทำอะไรย่อมมีจุดประสงค์ เขาทำดีกับลูก ใช่ว่าเขาจะทำเพราะชอบลูกเสมอไป ลูกต้องตระหนักจุดนี้ให้ดี อย่าเพิ่งรับเขาเป็นเพื่อนเร็วเกินไป (น่ากลัวไหม)
2.ไม่มีคนที่ทดแทนกันไม่ได้ และไม่มีสิ่งใดที่ต้องมีให้ได้
ถ้าเข้าใจจุดนี้ หากวันใดคนข้างกายของลูกไม่ต้องการลูกอีกต่อไป หรือวันใดที่ลูกต้องเสียสิ่งที่รักที่สุดไป ลูกจะได้เข้าใจ ว่านี่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรเลย
3. ชีวิตนี้แสนสั้น (จะอยู่แค่ 160 ปีเอง)
หากลูกยังใช้ชีวิตอย่างไม่เห็นคุณค่า พรุ่งนี้ลูกจะพบว่าชีวิตจะหลุดลอยไปไกลยิ่งขึ้น ดังนั้น ยิ่งรู้จักถนอมชีวิตเร็วเท่าใด เวลาที่ลูกจะได้รับความสุขจากชีวิตก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น หาความสุขเสียแต่วันนี้ ดีกว่านั่งหวังให้มีอายุยืนนาน
2. เพราะพ่อเป็นพ่อของลูก ถ้าพ่อไม่บอกลูก ไม่มีใครหรอกที่เขาจะบอกลูกแบบที่พ่อบอก
3. สิ่งที่พ่อบันทึกไว้นี้ ล้วนเป็นประสบการณ์อันแสนเจ็บปวดที่พ่อได้เรียนรู้มา มันจะทำให้ลูกไม่ต้องเสียเวลาไปเรียนรู้มันอีก
ในชีวิตของลูก ขอให้จำสิ่งต่างๆเหล่านี้ไว้ให้ดี
1. คนที่ไม่ดีต่อเรา ไม่ต้องไปใส่ใจนัก ในชีวิตคนเรา ไม่มีใครมีหน้าที่ที่จะต้องมาดีต่อเรา ยกเว้นพ่อกับแม่ของลูก สำหรับคนที่ดีกับลูก นอกจากลูกต้องหวงแหนและขอบคุณเขาแล้ว ยังต้องคอยระวังตัวไว้ด้วย เพราะคนเราทุกคน ทำอะไรย่อมมีจุดประสงค์ เขาทำดีกับลูก ใช่ว่าเขาจะทำเพราะชอบลูกเสมอไป ลูกต้องตระหนักจุดนี้ให้ดี อย่าเพิ่งรับเขาเป็นเพื่อนเร็วเกินไป (น่ากลัวไหม)
2.ไม่มีคนที่ทดแทนกันไม่ได้ และไม่มีสิ่งใดที่ต้องมีให้ได้
ถ้าเข้าใจจุดนี้ หากวันใดคนข้างกายของลูกไม่ต้องการลูกอีกต่อไป หรือวันใดที่ลูกต้องเสียสิ่งที่รักที่สุดไป ลูกจะได้เข้าใจ ว่านี่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรเลย
3. ชีวิตนี้แสนสั้น (จะอยู่แค่ 160 ปีเอง)
หากลูกยังใช้ชีวิตอย่างไม่เห็นคุณค่า พรุ่งนี้ลูกจะพบว่าชีวิตจะหลุดลอยไปไกลยิ่งขึ้น ดังนั้น ยิ่งรู้จักถนอมชีวิตเร็วเท่าใด เวลาที่ลูกจะได้รับความสุขจากชีวิตก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น หาความสุขเสียแต่วันนี้ ดีกว่านั่งหวังให้มีอายุยืนนาน
3. ชีวิตนี้แสนสั้น (จะอยู่แค่ 160 ปีเอง)
หากลูกยังใช้ชีวิตอย่างไม่เห็นคุณค่า พรุ่งนี้ลูกจะพบว่าชีวิตจะหลุดลอยไปไกลยิ่งขึ้น ดังนั้น ยิ่งรู้จักถนอมชีวิตเร็วเท่าใด เวลาที่ลูกจะได้รับความสุขจากชีวิตก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น หาความสุขเสียแต่วันนี้ ดีกว่านั่งหวังให้มีอายุยืนนาน
4. ในโลกนี้ไม่มีเรื่องรักนิรันดร์กาล ความรักเป็นเพียงความรู้สึกชั่ววูบ โดยความรู้สึกนี้ย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและอารมณ์ หากสิ่งที่ลูกรักมากที่สุดจากลูกไป ขอให้รอคอยอย่างอดทน ให้เวลาช่วยชะล้าง ให้จิตใจค่อยๆตกตะกอน แล้วความทุกข์ของลูกจะค่อยๆจางหายไป..
อย่าวาดหวังความรักให้สวยเกินไป และอย่าซ้ำเติมการอกหักให้ทุกข์เกินเหตุ
5. แม้ว่าคนหลายคนที่ประสบความสำเร็จในโลกนี้ไม่ได้เรียนมาสูง แต่ไม่ได้หมายความว่า หากไม่ขยันเรียน แล้วจะได้ดี
ความรู้คืออาวุธ คนเราอาจสู้แล้วรวย แต่ไม่มีทางรวยได้ หากปราศจากอาวุธสู้.. จำไว้
6. พ่อจะไม่ขอให้ลูกเลี้ยงดูครึ่งชีวิตหลังของพ่อ เพราะพ่อก็จะไม่เลี้ยงดูครึ่งชีวิตหลังของลูกเช่นกัน
เมื่อลูกโตพอจนเป็นอิสระได้แล้ว พ่อก็หมดหน้าที่แล้วเช่นกัน หลังจากนั้นไป ลูกจะนั่งรถเมล์หรือจะนั่งรถเบ๊นซ์ จะกินหูฉลามหรือจะกินบะหมี่ยำๆ ลูกต้องเลือกเอง
7. ต้องทำดีต่อผู้อื่น แต่อย่าหวังว่าผู้อื่นต้องทำดีต่อเรา
เราปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร มิได้หมายความว่าผู้อื่นก็จะปฏิบัติตอบต่อเราในแบบเดียวกัน.. ลูกต้องเข้าใจในข้อนี้ จะได้ไม่หาทุกข์ใส่ตัวโดยไม่จำเป็น
8. พ่อซื้อลอตเตอรี่มาตลอดชีวิต ยังยากจนเหมือนเดิม แม้แต่รางวัลเลขท้ายยังไม่เคยถูกเลย
นี่เป็นบทพิสูจน์ว่า คนเราจะเจริญก้าวหน้าได้ ต้องขยันขันแข็งอย่างเดียวเท่านั้น ในโลกนี้ไม่มีมื้อเที่ยงที่ไม่ต้องเสียตังค์ (No free lunch)
9. ญาติ มิตร หรือสหาย ล้วนเป็นกันชาตินี้ชาติเดียว ฉะนั้น จงหวนแหนโอกาสที่ได้อยู่ด้วยกันและแสนมีค่านี้ เพราะในชาติหน้า ไม่ว่าท่านจะรักใครหรือชังใคร ท่านก็จะไม่มีโอกาสได้พบกันอีก (หมายเหตุ ถึงพบกันก็ไม่รู้)

จริงๆ...แล้ว
พี่มองว่า..."ชีวิต" นี้มันไม่มีจริงหรอก...
มันเป็นเพียง...เรื่องราวที่ผ่านมาและรอวันเวลาผ่านไป
เป็นเส้นทางแห่งการบอกให้เราได้เรียนรู้...แล้วทุกอย่างก็ผ่านเลยไป
ไม่มีเกิดจริง...และไม่มีจริง เพราะต่างเข้ามาเป็นเรื่องสมมติ...กันทั้งนั้น
ชีวิตอาจจะเป็นเรื่องสมมติอย่างที่พี่ปุ๋มว่าก็ได้...
เหมือนโรงละครโรงใหญ่ ที่มีเราเป็นผู้เล่นไปตามบทบาทสมมติ...
ถึงยังไงเราก็ยังต้องเล่นไปตามบทบาทนั้น เพียงแต่เราต้องเข้าใจว่าเรากำลังแสดงละครอยู่ แล้วเราก็มีหน้าที่ที่ต้องแสดงบทบาทนั้นให้สมบูรณ์ที่สุด โดยที่ไม่ต้องยึดติดกับความสุขหรือทุกข์ร้อนกับความเปลี่ยนแปลงแห่งโลกสมมตินั้น
ขอบคุณมากนะคะพี่ปุ๋ม ^v^
สวัสดีค่ะ
หนังสือของปราชญ์ชาวจีนเล่มแรกที่ดาวได้อ่าน คือ โอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝาน ค่ะ...เป็นหนังสือที่คุณพ่อซื้อไว้ที่บ้านและท่านเอาให้อ่านตอนอยู่ชั้นประถมปลาย เป็นหนังสือที่ประทับใจมาจนปัจจุบันนี้
มีตอนหนึ่งของหนังสือกล่าวไว้ว่า
สวัสดีค่ะน้องดาว
สวัสดีค่ะ
เป็นบันทึกของคุณพ่อสำหรับลูก
และบันทึกที่ดีสำหรับมนุษย์เช่นกันค่ะ
ขอบคุณค่ะ
และถือโอกาสนี้สวัสดีปีใหม่ด้วยเลยนะคะ
(เอ๋ หัววันไปหรือเปล่านะ)
มาอ่านเรื่องราว และเป็นกำลังใจให้หมอดาวค่ะ
ใกล้ๆ ปีใหม่คงได้เอ่ยคำสวัสดีปีใหม่อีกแน่ๆ ค่ะ อิอิ (ไม่ต้องรีบๆ)
กำลังใจจากคนรอบข้างเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะอย่างน้อยเราก็รู้ว่ายังมีคนที่คอยเคียงข้างเรา ในขณะที่เรากำลังลุกขึ้นยืนด้วยขาของตนเอง
ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ...^-^
คุณหมอดาวดวงน้อย
ขอบคุณมากนะคะสำหรับคำชม...ดาวพยายามเป็นหมอที่ดีค่ะ
ตอนเรียนแพทย์อาจารย์ท่านหนึ่งพูดไว้สั้นๆ แต่กินใจว่า
คำพูดนั้นประทับอยู่ในใจตราบเท่าทุกวันนี้ค่ะ
ไม่ว่าเราจะเปรียบชีวิตหรือมีสโลแกนในชีวิตอย่างไรเสีย เปรียบตนดั่งผืนดิน เปรียบใจดั่งสายน้ำ ความแน่นอนก็ยังคงไม่มี ผืนดินยังมีวันเปลี่ยนแปลง สายน้ำย่อมกระเพื่อม หากจะให้รับได้ในทุกสภาพการมิมีสิ่งใดจะเสมอการใช้ตนนี้บังคับตน คำสอนคำพูดเปรียบเหมือนตำราแต่ " ใจ " นี้ต่างหากคือผู้นำเราปฎิบัติไม่ว่าแรงกระทบหนักหนาเพียงใดแต่ " ใจ " มีคำว่า " อด " ย่อม " ทน "ต่อสิ่งต่างๆใหญ่ก็จะเล็กดั่ง เสี้ยนตำเท่านั้นเอง
ขอบพระคุณค่ะคุณ boss rob ที่แวะมาเยี่ยมเยียนบันทึก
ดาวขอน้อมรับข้อคิดที่ให้ไว้มาใส่ใจ และพยายามปฏิบัติค่ะ...แต่ว่ารักษาใจให้อดและทนเนี่ย ยากจังนะคะ
ยากตรงที่ว่าเราเองมักหาเหตุจากสิ่งรอบข้างมากกว่าที่เราจะก้าวไปหาเหตุจากภายในที่ตัวตนเรานั้นเป็นสิ่งต่างๆที่รับทราบได้มาจากแต่ละคนมิใช่จากคำสอนใดๆแล้วก้าวออกไปเผชิญกับสิ่งนั้นๆ ต่อไห้จะเป็นสิบจะเป็นร้อยที่ต้องพ่ายแพ้แต่อย่ายอมแพ้ต่อ " ใจ "ตนเองใช้มือดึงตัวเองมาเดินต่อ อย่านอนเราคนอื่นมาดึงขึ้นโอกาสมาจากตนเอง
คุณ boss rob
แม้ว่าจะหาสาเหตุจากภายในตัวตนของเราแล้วก็ตาม บางครั้งแม้จะรู้ แต่การจะรักษาใจให้ใสกระจ่างตลอดนั้น คงต้องอาศัยทั้งสติและปัญญาประกอบกัน รวมทั้งต้องอาศัยการฝึกฝนค่ะ
บางคนอาจจะลุกขึ้นยืนด้วยตนเองได้เร็ว บางคนอาจจะต้องใช้เวลาบ้าง....แต่ไม่ว่าคืนอื่นจะดึงเราขึ้นอย่างไร หากเราไม่ยืดหยัดด้วยขาตนเองล่ะก็...ไม่มีวันที่จะได้ก้าวเดินต่อค่ะ
ขอบพระคุณอีกครั้งสำหรับคำแนะนำนะคะ
" ใสกระจ่าง "จะให้ตลอดได้อย่างไร เปรียบดังผู้ป่วยจิตเวชนั้นเขาหลงไปกับสิ่งต่างๆและไม่ยอมรับจนขาดการรับรู้แต่เราสิต้องรู้ว่าเราทำอะไรหากเป็นหมอจิตเวชย่อมต้องระลึกได้รับรู้ได้ว่าตนเป็นอย่างไรต้องทำอย่างไร หากหลงไปแล้วจะได้ปัญญาจากที่ไดมองหาข้างฟุตบาทคงไม่มี ดังนั้นคือว่าให้เราอยู่กับสิ่งตรงหน้าจะดีบ้าง จะร้ายบ้างก็น้อมนำมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต อิ่มบ้างไม่อิ่มบ้าง สบายบ้าง ไม่สบายบ้าง
จริงสินะคะ...ใจก็เหมือนกระจก มีใสบ้าง ขุ่นบ้าง จะให้ใสตลอดเวลาคงไม่ได้
เพียงแต่ระลึกได้ว่าเมื่อใดที่กระจกนั้นขุ่น ก็คงต้องทำความสะอาดซะบ้าง...
ขอบพระคุณค่ะ...^v^
แวะมาเยี่ยมครับ
ผมเคยอ่านบันทึกนี้สักคร้งนึงแล้ว
กลับมาอ่านใหม่อีกรอบ เป็นการเตือนสติตัวเองได้ดีมาก ๆ เลยครับ
แหะ แหะ ขอ copy เก็บไว้หน่อยนะครับ
สวัสดีค่ะท่านหนาน...
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะคะ...^v^
บันทึกดีๆ ที่ช่วยเตือนสติ ถ้าจะ copy เก็บไว้ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งค่ะ
อรุณสวัสดิ์ ^^
แวะมารับข้อคิด สิ่งดีๆ
และแอบมาขโมย...อิอิ