เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ดิฉันและอาจารย์อุไร จเรประพาฬ พากันเดินทางไปพบกันนายเทศมนตรีตำบลบ้านส้องและทีมงาน ที่ อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อคุยกันเรื่องการส่งเด็กในพื้นที่เข้ามาเรียนพยาบาลตามโครงการสร้างพยาบาลของชุมชนเพื่อชุมชนโดยชุมชนที่สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) ดำเนินการต่อเนื่องมาจนจะขึ้นปีที่ ๔ แล้ว
ก่อนหน้านี้เราได้รับโทรศัพท์ติดต่อจากทีมงานของนายกฯ สอบถามรายละเอียดของเรื่องนี้ เราจึงนัดหมายไปพบเพื่อจะได้ทำความรู้จักและพูดคุยรายละเอียดกัน เราออกเดินทางจาก มวล. ตั้งแต่ ๐๗.๐๐ น. ใช้เส้นทางจากนครศรีธรรมราชไปทางจันดี-ฉวาง คนไปไม่รู้ทาง โชเฟอร์ก็พอรู้คร่าวๆ ก็ต้องไปกันแบบผิดๆ ถูกๆ แวะถามทางไปเรื่อย เหตุที่ทำให้หาสถานที่ยากอีกอย่างหนึ่งคือลูกน้องบอกว่าเป็น อบต. บ้านส้อง เราเลยหาไม่เจอ ต้องโทรศัพท์ถามจึงรู้ว่าเป็นเทศบาลตำบล แต่ลูกน้องรู้ดีว่าเราจะต้องหลงทางแน่นอนจึงให้รถมารับเราแต่เช้าและเผื่อเวลานัดหมายไว้ให้คือเวลา ๑๐.๐๐ น.
เราก็ไปถึงที่หมายก่อนเวลานัดคือ ๐๙.๓๐ น. เทศบาลตำบลบ้านส้อง มีอาคารสำนักงานใหม่ เพิ่งสร้างเสร็จไม่นาน ใหญ่โต ขนาด ๓ ชั้น พื้นที่กว้างขวาง ภายในสำนักงานเป็นห้องกระจก มองเห็นกันหมด น่าจะเข้ากับ concept เรื่องความโปร่งใส นายกเทศมนตรีตำบลคือนายคนองศิลป์ ชิตรกุล ซึ่งเคยเป็นกำนันมาก่อน เพิ่งจะเข้ามารับงานเมื่อไม่นานมานี้เอง
ทีมงานที่มาร่วมคุยกับเราด้วยคือคุณอารยา พิทักษ์วงศ์ หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป และรักษาการหัวหน้าสำนักงานปลัดเทศบาล ทำหน้าที่คล้าย “แม่บ้าน” ของเทศบาล ความที่คุณอารยาเคยทำงานพัฒนาสังคมมาก่อน จึงเข้าใจเรื่องการดูแลสุขภาพและคนในชุมชน ตอนหลังมีคุณนพดล แก้วมหิทธิ์ หัวหน้ากองสาธารณสุขที่เคยทำงานที่สถานีอนามัย (สอ.) มาร่วมคุยด้วย
นายกฯ บอกว่าได้ไปเห็นที่เทศบาลตำบลน้ำพอง จึงปิ๊งไอเดียและมองไกลว่าเป็นเรื่องสำคัญ ได้เอาความคิดนี้ไปขายให้ชาวบ้าน ได้รับความสนใจมาก มีกระแสว่าชาวบ้านชื่นใจกับเรื่องนี้ จึงอยากจะทำเป็น OTOP ของบ้านส้อง คิดว่าชาวบ้านจะสบายใจที่มีคนดูแลอยู่ใกล้ตัว
เทศบาลมีแผนจะส่งเด็กเรียน ๔ คนในปีงบ ๒๕๕๔ แต่เด็กคร่ำครวญว่าอยากจะเรียนปี (การศึกษา) หน้า จึงอาจจะแบ่งส่งเรียน ๒ คนก่อน หากเป็นตามนี้ก็จะต้องไปดำเนินการออกข้อบัญญัติ ใช้งบ สปสช. มาสนับสนุน นายกฯ มีแผนจะเรียกผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้านประชุมแล้วให้ไปกระจายข่าว และอยากให้เด็กได้ไปลองฝึกการทำงานในโรงพยาบาลสัก ๒ สัปดาห์
คุณอารยาเล่าให้ฟังว่าได้ค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตและพบว่าเราทำอยู่ เคยติดต่อคุยกับทาง วพบ. แล้วเขาไม่ทำเรื่องนี้ เกิดความสงสัยเหมือนกันว่าทำไมไม่มีหลักสูตรแบบนี้ ทั้งๆ ที่ถ้ามี ต่อไปการทำงานเชื่อมโยงระหว่างกันในอนาคตจะง่าย แถมด้วยการเล่าประสบการณ์ด้านลบกับพยาบาลในห้องคลอดของโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่ง คุณอารยาบอกด้วยว่าเทศบาลมีแผนจะเปิดสถานบริการสาธารณสุข คิดอยากจะมีนักกายภาพบำบัดด้วย เอาไว้ให้เป็นผู้ฝึกแกนนำดูแลสุขภาพครอบครัว
เราคุยกันเรื่องเป้าหมายการทำงานของโครงการ กระบวนการรับและคัดเลือกนักศึกษา มีเอกสารบอกขั้นตอนการทำงานให้ดูเป็นตัวอย่าง ฯลฯ ดิฉันและอาจารย์อุไรยังเล่าให้ทีมเทศบาลตำบลฯ ฟังว่าอาจารย์ในสำนักวิชาของเราเก่งเรื่องอะไรกันบ้าง หากทางเทศบาลอยากทำงานเรื่องเหล่านี้ เรายินดีจะทำงานด้วยเพื่อเป็นฐานให้นักศึกษาที่เรียนจบแล้วสานต่อไปได้ ไม่ต้องมาเริ่มงานจากศูนย์เพียงลำพัง
เราประทับใจแนวคิดของนายกฯ และทีมทำงานที่เกี่ยวข้องของที่นี่ อาจารย์อุไรบอกว่าเขามองภาพรวมออก เราใช้เวลาคุยกันราวๆ ๒ ชั่วโมง เมื่อออกจากเทศบาลฯ เราแวะกินอาหารกลางวันที่ร้านป้าเอิบ (ได้ข้อมูลจากคุณอารยา) มีร้านขายกล้วยทอดมันทอดอยู่หน้าร้าน ดูน่าจะอร่อย ขาย ๖ ชิ้น ๑๐ บาท ดิฉันตั้งใจจะซื้อแค่ ๑๐ บาทเพื่อจะได้ไม่ต้องกินแคลลอรี่เกินมากไป แต่อาจารย์อุไรมองหน้าด้วยแววตาบอกว่าเอาอีก จึงซื้อไป ๒๐ บาท อร่อยอย่างที่คิดไว้ แต่วันนี้ได้แคลลอรี่เกินไปเยอะ โชเฟอร์ของเราเป็นมุสลิมไม่ได้กินอาหารกลางวันด้วย แต่จะไปกินที่ร้านมุสลิมแถวเคียนซา
เราเดินทางต่อเพื่อไปแวะเยี่ยม อบต.ตะปาน อ. พุนพิน ที่ส่งนักศึกษามาเรียนกับเรา ๒ คนตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๕๑ ตอนที่มาลงนามข้อตกลงความร่วมมือกันนั้น มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ไปทั่ว (อ่านที่นี่) แต่ตอนนี้เปลี่ยนนายก อบต. และทีมงาน เราจึงแวะมาทำความรู้จักและคุยกันว่าผู้บริหารชุดใหม่มีนโยบายอย่างไร
การเดินทางไป อบต.ตะปาน ยิ่งพากันหลงวนไปวนมามากกว่าตอนไปบ้านส้องเสียอีก ทั้งๆ ที่เราเคยมากันแล้ว แต่เราก็สามารถไปถึงก่อนเวลาที่นัดไว้คือ ๑๔.๐๐ น.
นายก อบต. คนใหม่คุยกับเราพร้อมทีมทำงานอีก ๓ คน บอกว่านโยบายไม่เปลี่ยนแต่มีปัญหาเรื่องการสนับสนุนค่าใช้จ่ายว่าไม่สามารถให้ได้ทั้งหมด มีเจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งที่มาอธิบายหลักเกณฑ์กติกาต่างๆ ฟังแล้วเข้าใจว่าน่าจะทำงานเกี่ยวกับการคลัง เจ้าหน้าที่รายนี้พูดจาฉะฉาน (ฉอดๆ) แถมกล่าวเกินเลยทำนองว่า อบต. ไม่ได้มีโรงพยาบาลเอง ยังไม่รู้จะจ้างพยาบาลแบบไหน....ตนเองก็เอาทุนของ อบต. ไปเรียน ป.โท ของรามคำแหง อบต. ก็ให้ทุนตามเกณฑ์ ส่วนที่ขาดก็ต้องจ่ายเอง รับทุนไปแล้วไม่จำเป็นต้องชดใช้....อบต.ตะปานมีงบประมาณน้อย............
ฟังแล้วสะท้อนอะไรบางอย่าง ดิฉันจึงพูดเรียบๆ ว่า “ฟังแล้ว ไม่มีอนาคต” ได้อาจารย์อุไรและน้องพยาบาลจาก สอ. เสริมไปในทางเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย น้องพยาบาลพูดให้ฟังว่า สอ.ตะปาน ไม่มีใครอยากมาอยู่เพราะเหตุใดไม่รู้ ตนเองถูก สออ. ขอร้องจึงตกลงมาทำงานให้ แต่จะมาอยู่เพียงระยะเวลาหนึ่งต่อไปก็ต้องไปอยู่ทำงานใกล้บ้าน สอ.นี้ได้รับการประเมินอยู่ในลำดับบ๊วย รู้สึกท้าทายที่จะร่วมมือกับทีมทำงานที่มีความตั้งใจดีว่าจะพยายามทำให้อยู่ในละดับ ๑ ใน ๕ ให้ได้
อาจารย์อุไรถึงกับเอ่ยปากว่าหาก อบต.ตะปานไม่เอา จะส่งเสียเด็กต่อเองและเมื่อจบแล้วจะให้ไปทำงานที่ อบต.ปากพูน เพราะการสอนนักศึกษาให้เป็นพยาบาลของชุมชน เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามเพิ่มพิเศษ เราสอนเด็กกลุ่มนี้แตกต่างจากนักศึกษาพยาบาลทั่วไป มีการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรให้ทุกช่วงที่ปิดภาคการศึกษา เพื่อให้เด็กรู้จักชุมชนและชุมชนรู้จักคนที่จะมาเป็นพยาบาลของเขา
นายก อบต. รับปากว่าจะนำเรื่องนี้ไปทบทวน เราขอให้แจ้งเรื่องให้เรารู้อย่างเป็นทางการให้ชัดเจน หากมีปัญหาจะได้หาทางช่วยเหลือนักศึกษาทางอื่นต่อไป
วันเดียวกันเราได้พบกับคนทำงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๒ แห่งที่แตกต่างกันทั้งขนาดในเชิงโครงสร้างและงบประมาณ วิสัยทัศน์และความคิดในการทำงานก็แตกต่างกัน ระหว่างที่เดินทางกลับดิฉันเกิดความคิดจะจัดการประชุม อปท. เรื่องการสร้างพยาบาลของชุมชนเพื่อชุมชนโดยชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับนักศึกษากลุ่มนี้ของเราที่จะจบไปทำงานรุ่นแรกในอีก ๑ ปีข้างหน้า เรากะจะจัดประชุมครั้งนี้ที่ มวล. ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ และจะเชิญต้นแบบคือเทศบาลตำบลน้ำพองมาเล่าประสบการณ์ความสำเร็จ
วัลลา ตันตโยทัย