พุทธทำนาย : เป็นความจริงหรือ ?
ข้อมูลพุทธทำนายที่เธอส่งไปให้นะ เราว่ามันมั่วนะครับ เอาข้อมูลนั้นไปผสมข้อมูลนี้ จับเอาแพะมาชนแกะ ที่อ้างในศิลาจารึกในมหาเจดีย์มหาวิหารเจดีมหาเชตะวัน เมื่อ พ.ศ.2485 ก็ไม่รู้ว่าศิลาจารึกที่ไหน เป็นของเก่าแค่ไหน ทางวัดทำเองหรือเปล่า มหาเจดีย์อยู่ที่ไหน
แต่เราว่าอย่าไปสนใจตรงนั้น สนใจเนื้อหาดีกว่า
เมื่อเราพูดคำว่า “พุทธทำนาย” ก็ต้องไปดูที่มา หรือต้นตอ หรือแหล่งที่มาที่แท้จริง
ที่มาที่แท้จริงมาจากไตรปิฎก หมวดพระสุตตันตปิฎก (หรือพระสูตร – ต้องเข้าใจว่ามีพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม) ในหมวดของขุททกนิกาย (แน่นอนว่ามีหลายหมวดมาก) อยู่ในหมวดย่อยเอกนิบาตชาดก หมวดย่อยของวรุณวรรค และเรื่องมหาสุบินชาดก (ถ้าจะเขียนเป็นภาษาสมัยใหม่ ก็ต้องเขียนว่า พระไตรปิฎก/พระสูตร/ขุททกนิกาย/เอกกนิบาตชาดก/วรุณวรรค/มหาสุบินชาดก)
การจัดหมวดหมู่ข้างต้น เราต้องชื่นชมพระมหาเถระรุ่นพระอานนท์และพระมหากัสปะ ที่จัดหมวดหมู่คำสอนอย่างเยี่ยมยอดที่สุด ที่สมัยสองพันห้าร้อยปีที่แล้ว ไม่มีเอกสารไหนจะสุดยอดขนาดนี้ อาจจะพูดได้เลยว่าตำราที่สุดยอดขนาดนี้ ก็ยังไม่เคยมีในโลก นอกจากพระไตรปิฎก นี่แค่รูปแบบนะ ไม่ต้องพูดถึงเนื้อหาว่าจะยอดเยี่ยมขนาดไหน
ข้อความในพระไตรปิฎก(คือฟังจากพระพุทธเจ้าโดยตรง) ที่เป็นพุทธทำนาย มีเพียงนิดเดียวนะ แต่ที่มันยาวเหยียด เพราะว่ามีเถระรุ่นหลังไม่แน่ใจว่ากี่ร้อยปีหลังสังคายนาครั้งแรก ไปเขียนอธิบายเพิ่มเติม(เราจะเรียกการอธิบายเพิ่มเติมนี้ว่า “อรรถกถา” แต่ถ้ามีพระเถระผู้รอบรู้ไปเขียนคำอธิบายอรรถกถา เราจะเรียกเอกสารเล่มนั้นว่า “ฎีกา” และถ้ามีพระเถระไปเขียนคำอธิบายฎีกา เราจะเรียกเล่มที่เขียนนั้นว่า “อนุฎีกา” แน่นอนว่ามันจะห่างไกลจากพระไตรปิฎกเรื่อย ๆ แล้วมีโอกาสตีความเอง ผิดเพี้ยนมากขึ้นเรื่อย ก็เหมือนเราเล่นเกมใบ้คำนะแหละ)
สรุปก็คือว่า พระไตรปิฎก(หมายถึงข้อความที่ฟังจากพระพุทธเจ้าโดยตรง) พูดแค่นี้ว่า
“[๗๗] หม่อมฉันได้ฝันเห็นโคอุสุภราช ๑ ต้นไม้ ๑ แม่โค ๑ โคสามัญ ๑ ม้า ๑ ถาดทองคำ ๑ สุนัขจิ้งจอก ๑ หม้อน้ำ ๑ สระโบกขรณี ๑ ข้าวสารที่หุงไม่สุก ๑ แก่นจันทน์ ๑ น้ำเต้าจมน้ำ ๑ หินลอยน้ำ ๑ นางเขียดกลืนกินงูเห่า ๑ หงส์ทองแวดล้อมกา ๑ เสือกลัวแพะ ๑ ดังนี้” ปริยายอันผิดจะเป็นไปในยุคนี้ ยังไม่สำเร็จ.
(น่าจะแปลเอาความได้ว่าเรื่องนี้จะยังไม่เกิดในยุคนี้)
มีแค่นี้แหละครับในพระไตรปิฎก หลังจากนั้น พระเถระรุ่นหลัง (เรียกว่าพระอรรถกถาจารย์) ไปเขียนคำอธิบายขยายความเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ ผมขอปรับภาษาให้มันกระชับและร่วมสมัยหน่อยนะครับ แต่จะไม่ตีความเพิ่มเติม)
(ต่อไปนี้เป็นคำอธิบายขยายความของพระอรรถกถาจารย์)
คืนหนึ่งพระเจ้าโกศลมหาราช เสด็จเข้าสู่ความหลับ ครั้งยามรุ่ง ทรงพระสุบินนิมิตเห็นภาพ ๑๖ ประการ ทรงตระหนกพระทัยตื่นพระบรรทม กังวลว่าจะมีมรณภัยคุกคาม ครั้นรุ่งเช้าก็เล่าให้พราหมณ์ปุโรหิตฟัง และได้รับการถวายบังคมทูลว่า จักมีอันตราย ๓ อย่างเหล่านี้ คือ อันตรายแก่ราชสมบัติ ๑ โรคจะเบียดเบียน ๑ อันตรายแก่พระชนม์ ๑ อย่างใดอย่างหนึ่ง
พระเจ้าโกศลมหาราชก็ตรัสถามว่าจะแก้ไขได้อย่างไร พราหมณ์ก็ทูลว่าต้องมีการบูชายัญด้วยวัตถุอย่างละ ๔ ทุกอย่าง จากนั้นก็ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ไปจับสัตว์ที่อยู่นอกเมืองมามัดไว้ที่หลักบูชายัญ ทำเอาโกลาหลกันไปทั้งเมือง
พระนางมัลลิกาเทวีผู้เป็นราชินี เห็นโกลาหลวุ่นวายกันทั้งเมืองก็เข้าไปสอบถามพระราชา พอทราบความก็ทูลว่า ผู้ที่จะรู้เรื่องนี้ดีที่สุดก็คือพระพุทธเจ้าผู้เป็นยอดแห่งพราหมณ์ทั้งในโลกนี้และเทวโลก ผู้หมดกิเลส ผู้บริสุทธิ์ เป็นสัพพัญญูรู้แจ้ง เราไปเฝ้าพระองค์แล้วทูลถามพระองค์ดีกว่า พระเจ้าโกศลจึงตกลงเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ และก็ทูลถวายความฝัน และก็ได้รับคำอธิบายดังนี้
สุบินนิมิตข้อที่ ๑
ทรงเห็นโคผู้สีเหมือนดอกอัญชัน ๔ ตัว ต่างคิดว่าจักชนกัน พากันวิ่งมาสู่ท้องพระลานหลวง จากทิศทั้ง ๔ เมื่อมหาชนก็มาชุมนุมกันด้วยตั้งใจว่า พวกเราจักดูโคชนกัน ต่างแสดงท่าทางจะชนกัน บันลือเสียงคำรามลั่น แต่โคกลับไม่ชนกัน ต่างถอยออกไป
(ประทานโทษนะเธอ เราขอแอบคิดถึงพวกนักการเมืองระดับชาตินะ ท่าทางมันเป็นอย่างนี้เลย)
พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า ในอนาคต เมื่อโลกหมุนไปถึงจุดเสื่อม ในรัชกาลของพระราชาผู้กำพร้า ผู้มิได้ครองราชย์โดยธรรม และในกาลของหมู่มนุษย์ผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อกุศลธรรมลดน้อยถอยลง อกุศลธรรมหนาแน่นขึ้น ในกาลที่โลกเสื่อม ฝนจักแล้ง และตีนเมฆจักขาด ข้าวกล้าจักแห้ง ทุพภิกขภัยจักเกิด เมฆทั้งหลายตั้งขึ้นจากทิศทั้ง ๔ เหมือนจะย้อยเม็ด พอพวกผู้หญิงรีบเก็บข้าวเปลือกเป็นต้น ที่เอาออกผึ่งแดดไว้เข้าภายในร่ม เพราะกลัวจะเปียก เมื่อพวกผู้ชายต่างถือจอบถือตะกร้าพากันออกไป เพื่อจะก่อคันกั้นน้ำ ฝนก็ตั้งเค้าจะตก ฟ้าครางกระหึ่ม ฟ้าแลบ แล้วก็ไม่ตกเลย ลอยหายไป เหมือนโคตั้งท่าจะชนกันแล้วไม่ชนกันฉะนั้น
สุบินนิมิตข้อที่ ๒
ทรงเห็นต้นไม้เล็ก ๆ และกอไผ่ แทรกแผ่นดินพอถึงคืบหนึ่งบ้าง ศอกหนึ่งบ้าง เพียงแค่นี้ก็ผลิตดอกออกผลไปตาม ๆ กัน
พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า ในเวลาที่โลกเสื่อม มนุษย์จะอายุสั้น ด้วยว่าสัตว์ทั้งหลายในอนาคตจักมีราคะกล้า เด็กผู้หญิงจักสมสู่กับผู้ชาย เป็นหญิงมีระดู มีครรภ์ มีบุตรและธิดามากมาย ความที่เด็กหญิงเหล่านั้น มีระดูเปรียบเหมือนต้นไม้เล็ก ๆ มีดอก เด็กหญิงมีบุตรธิดามากมาย ก็เหมือนต้นไม้เล็ก ๆ มีผล
สุบินนิมิตข้อที่ ๓
ทรงเห็นแม่โคใหญ่ ๆ พากันดื่มนมของฝูงลูกโค ที่เพิ่งเกิดในวันนั้น
พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า ในอนาคตมนุษย์ทั้งหลาย พากันละทิ้งความกตัญญูรู้คุณ ไม่ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ไม่มีความยำเกรงในมารดาบิดา หรือในแม่ยาย พ่อตา ต่างแสวงหาทรัพย์สินด้วยตนเองทั้งนั้น เมื่อปรารถนาจะให้ของกินของใช้แก่คนแก่ ๆ ก็ให้ ไม่ปรารถนาจะให้ก็ไม่ให้ คนแก่ ๆ พากันหมดที่พึ่ง หาเลี้ยงตนเองก็ไม่ได้ ต้องง้อพวกเด็ก ๆ เลี้ยงชีพ เป็นเหมือนแม่โคใหญ่ ๆ พากันดื่มนมลูกโคที่เกิดในวันนั้น
สุบินนิมิตข้อที่ ๔
ทรงเห็นฝูงชนไม่เอาโคตัวใหญ่ ๆ ที่มีร่างกายแข็งแรงไปเทียมแอก แต่กลับไปเอาโครุ่น ๆ ที่ยังไม่แข็งแรง ไปเทียมแอกแทน เมื่อมันพาแอกไปไม่ได้ก็สลัดแอกทั้งนิ่งเฉยเสีย เกวียนทั้งหลายก็ไปไม่ได้
พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า ในอนาคตภายหน้า พระราชาผู้มีบุญน้อย มิได้ดำรงในธรรม จักไม่พระ-ราชทานยศแก่มหาอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิต ฉลาดในประเพณี สามารถที่จะยังสรรพกิจให้ลุล่วงไปได้ จักไม่ทรงแต่งตั้งอำมาตย์ผู้ใหญ่ ผู้เป็นบัณฑิต ฉลาดในโวหารไว้ในที่วินิจฉัยคดีในโรงศาล แต่พระราชทานยศแก่คนหนุ่ม ๆ ตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้วนั้น แต่งตั้งบุคคลเช่นนั้นไว้ในตำแหน่งผู้วินิจฉัยอรรถคดี คนหนุ่มพวกนั้น ไม่รู้ทั่วถึงราชกิจ และการอันควรไม่ควร ไม่อาจดำรงยศนั้นไว้ได้ ทั้งไม่อาจจัดทำราชกิจให้ลุล่วงไปได้ เมื่อไม่อาจก็จักพากันทอดทิ้งธุระการงานเสีย ฝ่ายอำมาตย์ที่เป็นบัณฑิตเป็นผู้ใหญ่ เมื่อไม่ได้ยศ ถึงจะสามารถที่จะให้กิจทั้งหลายลุล่วงไป ก็จักพากันกล่าวว่า พวกเราต้องการอะไรด้วยเรื่องเหล่านี้ พวกเรากลายเป็นคนภายนอกไปแล้ว พวกเด็กหนุ่มเขาเป็นพวกอยู่วงใน เขาคงรู้ดี แล้วไม่รักษาการงานที่เกิดขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ความเสื่อมเท่านั้นจักมีแก่พระราชาเหล่านั้น ด้วยประการทั้งปวง เป็นเสมือนเวลาที่คนจับโครุ่น ๆ กำลังฝึก ยังไม่สามารถจะพาแอกไปได้ เทียมไว้ในแอก และเป็นเวลาที่ไม่จับเอาโคใหญ่ ๆ ผู้เคยพาแอกไปได้ มาเทียมแอกฉะนั้น
สุบินนิมิตข้อที่ ๕
ทรงเห็นม้าตัวหนึ่ง มีปากสองข้าง ฝูงชนพากันให้หญ้าที่ปากทั้งสองข้างของมัน มันเคี้ยวกินด้วยปากทั้งสองข้าง
พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า ในอนาคตภายหน้า พวกพระราชาโง่เขลา ไม่ดำรงธรรม จักทรงแต่งตั้งมนุษย์โลเลไม่ประกอบด้วยธรรม ไว้ในตำแหน่งวินิจฉัยคดี คนเหล่านั้นเป็นพาล ไม่เอื้อเฟื้อในบาปบุญ พากันนั่งในโรงศาล เมื่อให้คำตัดสิน ก็จักรับสินบนจากมือของคู่คดีทั้งสองฝ่ายมากิน เป็นเหมือนม้ากินหญ้าด้วยปากทั้งสองฉะนั้น
สุบินนิมิตข้อที่ ๖
ทรงเห็นมหาชนขัดถูถาดทองราคาตั้งแสนกระษาปณ์ แล้วพากันนำไปให้หมาจิ้งจอกแก่ตัวหนึ่งด้วยคำว่า เชิญท่านเยี่ยวใส่ในถาดทองนี้เถิด หมาจิ้งจอกแก่นั้นก็ถ่ายปัสสาวะใส่ในถาดทองนั้น
พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า ในกาลภายหน้า พวกพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ทรงรังเกียจกุลบุตรผู้มีวงศ์ตระกูลที่ดี ไม่พระราชทานยศให้ จักพระราชทานให้แก่คนที่ไม่มีสกุลเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้สกุลใหญ่ ๆ จักพากันตกยาก สกุลเลว ๆ จักพากันเป็นใหญ่ก็เมื่อพวกมีสกุลเหล่านั้น ไม่อาจเลี้ยงชีวิตอยู่ได้ จักคิดว่า เราต้องอาศัยพวกเหล่านี้เลี้ยงชีวิตสืบไป แล้วก็พากันยกธิดาให้แก่ผู้ไม่มีสกุล การอยู่ร่วมกับคนพวกไม่มีสกุลของกุลธิดาเหล่านั้นก็จักเป็นเช่นเดียวกับถาดทองรองเยี่ยวหมาจิ้งจอก
สุบินนิมิตข้อที่ ๗
ทรงเห็นบุรุษผู้หนึ่งฟั่นเชือก แล้วหย่อนไปที่ใกล้เท้าแม่หมาจิ้งจอกโซตัวหนึ่ง นอนอยู่ใต้ตั้งที่บุรุษนั่ง กัดกินเชือกนั้น เข้าไม่ได้รู้เลยที่เดียว
พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า ในอนาคตภายหน้า หมู่สตรี จักพากันเหลาะแหละโลเลในบุรุษ ลุ่มหลงในสุรา เอาแต่แต่งตัว ชอบเที่ยวเตร่ตามถนนหนทาง เห็นแก่อามิส เป็นหญิงทุศีล มีความประพฤติชั่วช้าพวกนางจักกลุ้มรุมกันแย่งเอาทรัพย์ที่สามีทำงาน สั่งสมไว้ด้วยยากลำบากลำเค็ญเอาไปซื้อสุราดื่มกับชายชู้ ซื้อดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้มาแต่งตน คอยสอดส่องมองหาชายชู้ โดยส่วนบนของบ้านที่มิดชิดบ้าง โดยที่ซึ่งลับตาบ้าง แม้ข้าวเปลือกที่เตรียมไว้สำหรับหว่านในวันรุ่งขึ้น ก็เอาไปซ้อม จัดทำเป็นข้าวต้ม ข้าวสวย และของเคี้ยวเป็นตน มากินกัน เป็นเหมือนนางหมาจิ้งจอกโซ ที่นอนใต้ตั่งคอยกัดกินเชือกที่เขาฟั่นแล้ว หย่อนลงไว้ใกล้ ๆ เท้าฉะนั้น
สุบินนิมิตข้อที่ ๘
ทรงเห็นตุ่มน้ำเต็มเปี่ยมลูกใหญ่ใบหนึ่ง ตั้งอยู่ที่ประตูวัง ล้อมด้วยตุ่มเป็นอันมาก วรรณะทั้ง ๔ เอาหม้อตักน้ำมาจากทิศทั้ง ๘ ทิศ เอามาใส่ลงตุ่มที่เต็มแล้วนั่นแหละ น้ำก็เต็มแล้วเต็มอีก จนไหลล้นไป แม้คนเหล่านั้นก็ยังเทน้ำลงในตุ่มนั้นอยู่เรื่อย ๆ แต่ไม่มีผู้ที่จะเหลียวแลดูตุ่มที่ว่าง ๆ เลย
พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า ในอนาคตกาลภายหน้า โลกจักเสื่อม แว่นแคว้นจักหมดความหมายพระราชาทั้งหลายจักตกยาก เป็นกำพร้า องค์ใดเป็นใหญ่ องค์นั้น จักมีพระราชทรัพย์เพียงแสนกระษาปณ์ในท้องพระคลัง พระราชาเหล่านั้นตกยากถึงอย่างนี้ จักเกณฑ์ให้ชาวชนบททุกคน ทำการเพาะปลูกให้แก่ตน พวกมนุษย์ถูกเบียดเบียนต้องละทิ้งการงานของตน พากันเพาะปลูกพืชให้แก่พระราชาทั้งหลายนั้น ต้องช่วยกันเฝ้าช่วยกันเก็บเกี่ยว ช่วยกันนวด ช่วยกันขน ช่วยกันเคี่ยวน้ำอ้อย เป็นต้น และช่วยกันทำสวนดอกไม้ สวนผลไม้ พากันขนพืชที่เสร็จแล้ว ในที่นั้น ๆ มาบรรจุไว้ยุ้งฉางของพระราชาเท่านั้น แม้ผู้ที่จะมองดูยุ้งฉางเปล่า ๆ ในเรือนทั้งหลายของตนจักไม่มีเลย จักเป็นเช่นกับการเติมน้ำใส่ ตุ่มที่เต็มแล้ว ไม่เหลียวแลตุ่มเปล่า ๆ บ้างเลยนั่นแล
สุบินนิมิตข้อที่ ๙
ทรงเห็นสระบัวสระหนึ่ง ดารดาดไปด้วยปทุม ๕ สี ลึก มีท่าขึ้นลงรอบด้าน ฝูงสัตว์ สองเท้า สี่เท้า พากันลงดื่มน้ำในสระนั้นโดยรอบ น้ำที่อยู่ในที่ลึก กลางสระนั้นขุ่นมัว ในที่ซึ่งสัตว์สองเท้าสี่เท้าพากันย่ำเหยียบ กลับใสสะอาดไม่ขุ่นมัว
พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า ในอนาคตกาลภายหน้า พระราชาทั้งหลาย จักไม่ตั้งอยู่ในธรรม ลุอคติด้วยอำนาจความพอใจเป็นต้น เสวยราชสมบัติ จักไม่ประทาน การวินิจฉัยอรรถคดีโดยธรรม มีพระหฤทัยมุ่งแต่สินบน โลเลในทรัพย์ ขึ้นชื่อว่าคุณธรรมคือความอดทน ความเมตตา และความเอ็นดูของพระราชาเหล่านั้น จักไม่มีในหมู่ชาวแว่นแคว้น จักเป็นผู้กักขฬะ หยาบคาย คอยแต่เบียดเบียนหมู่มนุษย์ เหมือนหีบอ้อยด้วยหีบยนต์ จักกำหนดให้ส่วยต่าง ๆ บังเกิดขึ้น เก็บเอาทรัพย์ พวกมนุษย์ถูกรีดส่วยอากรหนักเข้า ไม่สามารถจะให้อะไร ๆ ได้ พากันทิ้งหมู่บ้านที่อยู่เป็นต้นเสีย อพยพไปสู่ปลายแดนตั้งหลักฐาน ณ ที่นั้น ชนบทศูนย์กลางจักว่างเปล่า ชนบทชายแดนจักเป็นปึกแผ่นแน่นหนา เหมือนน้ำกลางสระโบกขรณีขุ่น น้ำฝั่งรอบ ๆ ใส ฉันใด ก็ฉันนั้น
สุบินนิมิตข้อที่ ๑๐
ทรงเห็นข้าวสุก ที่คนหุงในหมู่ในเดียวกันแท้ ๆ แต่หาสุกทั่วกันไม่ เป็นเหมือนผู้หุงตรวจดูแล้วว่าไม่สุก เลยแยกกันไว้เป็น ๓ อย่าง คือ ข้าวหนึ่งแฉะ ข้าวหนึ่งดิบ ข้าวหนึ่งสุกดี
พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่าในอนาคตกาลภายหน้า พระราชาทั้งหลายจักไม่ดำรงในธรรม เมื่อพระราชาเหล่านั้นไม่ดำรงในธรรมแล้ว ข้าราชการก็ดี พราหมณ์และคฤหบดีก็ดี ชาวนิคม ชาวชนบทก็ดี รวมถึงมนุษย์ทั้งหมด นับแต่สมณะและพราหมณ์ จักพากันไม่ตั้งอยู่ในธรรม แม้เทวดาทั้งหลายก็จักไม่ทรงธรรม ลมทั้งหลายจักพัดไม่สม่ำเสมอ พัดแรงจัด ทำให้วิมานในอากาศของเทวดาสั่นสะเทือน เมื่อวิมานเหล่านั้น ถูกลมพัดสั่นสะเทือน ฝูงเทวดาก็พากันโกรธ แล้วจักไม่ให้ฝนตก ถึงจะตกก็จะไม่ตกให้ทั่วแคว้น ไม่ให้ตกเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่การเพาะหว่าน ข้าวกล้าบางแห่งจึงสมบูรณ์ บางแห่งก็เสียหาย เหมือนข้าวสุกในหม้อเดียวมีผลเป็น ๓ อย่างฉะนั้น
สุบินนิมิตข้อที่ ๑๑
ทรงเห็นคนทั้งหลายเอาแก่นจันทน์ มีราคาตั้งแสนกษาปณ์ขายแลกกับเถาวัลย์เน่า
พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่าในอนาคต เมื่อศาสนาของพระองค์เสื่อมโทรม พวกภิกษุกอลัชชีเห็นแก่ปัจจัย จักมีมาก พวกเหล่านั้น จักพากันไม่แสดงธรรมที่พระองค์สอนไว้ เพื่อให้ประชาชนพ้นทุกข์ มุ่งสู่พระนิพพาน พระภิกษุเหล่านี้ จะนั่งที่ท้องถนน สี่แยก ประตูแล้วแสดงธรรมเพื่อแลกเงิน ทองแม้เพียงเล็กน้อย เหมือนเอาแก่นจันทร์มีราคาไปแลกเถาวัลย์เน่าไร้ราคา
สุบินนิมิตข้อที่ ๑๒
ทรงเห็นกะโหลกน้ำเต้าจมน้ำได้
พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่าในอนาคตกาล เมื่อโลกหมุนไปถึงจุดเสื่อม ในรัชกาลของพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม จักไม่พระราชทานยศแก่กุลบุตรผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ จักพระราชทานแก่ผู้ไม่มีสกุลเท่านั้น พวกนั้นจักเป็นใหญ่ อีกฝ่ายหนึ่งจักยากจน ถ้อยคำของพวกไม่มีสกุล ดุจกะโหลกน้ำเต้า ดูประหนึ่งได้รับความน่าเชื่อถือทั้งในที่เฉพาะพระพักตร์พระราชา ที่ประตูวัง ที่ประชุมอำมาตย์ ที่โรงศาล จักเป็นคำที่มีเหตุมีผล มีหลักฐานแน่นหนาดี แม้ในที่ประชุมสงฆ์ ในกิจกรรมที่สงฆ์พึงทำ และคณะพึงทำก็ดี ถ้อยคำของคนชั่วทุศีลเท่านั้น จักเป็นคำที่ได้รับการยอมรับ เชื่อถือ เหมือนกับเป็นเวลากะโหลกน้ำเต้าจะจมลงน้ำได้
สุบินนิมิตข้อที่ ๑๓
ทรงเห็นศิลาแท่งทึบใหญ่ ขนาดบ้านเรือนสูงลอยน้ำเหมือนดังเรือ
พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่าในกาลข้างหน้า พระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมทั้งหลาย จักพระราชทานยศแก่คนไม่มีสกุล พวกนั้นจักเป็นใหญ่ พวกมีสกุลจักตกยาก ใคร ๆจักไม่ทำความเคารพในพวกมีสกุลนั้น จักกระทำความเคารพในพวกที่เป็นใหญ่ฝ่ายเดียว ถ้อยคำของกุลบุตรผู้ฉลาดในการวินิจฉัย ผู้หนักแน่น เช่นกับศิลาทึบ จักไม่ได้การยอมรับต่อพระพักตร์พระราชา ในที่ประชุมอำมาตย์ โรงศาล เมื่อพวกบัณฑิตกล่าวขึ้นมา พวกนอกนี้ก็จะเยาะเย้ยถากถางว่าพูดทำไป แม้ในที่ประชุมภิกษุ พวกภิกษุก็จักไม่เห็นภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ผู้ควรทำความเคารพว่าเป็นสำคัญ ทั้งถ้อยคำของภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักเหล่านั้น ก็จักไม่หนักแน่นมั่นคง เหมือนศิลาที่ล่องลอย
สุบินนิมิตข้อที่ ๑๔
ทรงเห็นเห็นฝูงเขียดตัวเล็ก ๆ ขนาดดอกมะซาง วิ่งไล่กวดงูเห่าตัวใหญ่ ๆ กัดเนื้อขาดเหมือนตัดก้านบัวแล้วกลืนกิน
พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่าในอนาคต เมื่อโลกเสื่อมโทรม พวกมนุษย์จะมีราคะจริตแรงกล้า ชาติชั่ว ปล่อยตัวปล่อยใจ ตามอำนาจของกิเลส จักอยู่ในอำนาจแห่งภรรยาเด็ก ๆ ของตน ผู้คนที่มีทาสและลูกจ้าง มีสัตว์พาหนะเช่นโคกระบือ มีเงินมีทอง บรรดาทรัพย์สินในเรือนทุกอย่าง จักต้องอยู่ในครอบครองของพวกภรรยาที่เป็นเด็กๆทั้งนั้น เมื่อพวกสามีถามถึงทรัพย์สินเงินทอง ว่าอยู่ที่ไหน หรือถามถึงจำนวนสิ่งของว่ามีที่ไหน พวกนางจักพากันตอบว่า มันจะอยู่ที่ไหน ๆ ก็ช่างเถิด กงการอะไรที่ท่านจะตรวจตราเล่า ท่านอยากรู้ไปทำไม แล้วจักด่าสามีด้วยประการต่าง ๆ กดไว้ในอำนาจดังทาสและคนรับใช้ ดำรงความเป็นเจ้าเป็นใหญ่ของตนไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จักเป็นเหมือนเวลาที่ฝูงเขียดขนาดดอกมะซาง พากันขยอกกินฝูงงูเห่า ซึ่งมีพิษแล่นเร็ว
สุบินนิมิตข้อที่ ๑๕
ทรงเห็นฝูงพญาหงส์ทองที่ได้นามว่า ทองเพราะมีขนเป็นสีทอง พากันแวดล้อมกา ผู้ประกอบด้วยอสัทธรรม ๑๐ ประการ เที่ยวหากินตามบ้าน
พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่าในอนาคต ในรัชกาลของพระราชาผู้พิกลพิการ ผู้ไม่ฉลาดในศิลปะ ไม่แกล้วกล้าในการรบ พระองค์จักไม่พระราชทานความเป็นใหญ่ให้แก่พวกกุลบุตรที่มีชาติเสมอกัน ผู้รังเกียจความวิบัติแห่งราชสมบัติของพระองค์อยู่ จักพระราชทานแก่พวกพนักงานที่ทำงานรับใช้ใกล้พระบาท พวกกุลบุตรผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ และโคตร เมื่อไม่ได้ที่พึ่งในราชสกุล ก็ไม่สามารถเลี้ยงชีวิตอยู่ได้ จักพากันปรนนิบัติรับใช้คนที่ไม่มีชาติ ตระกูล ผู้ดำรงอิสริยยศจักเป็นเหมือนฝูงพญาหงส์ทอง แวดล้อมเป็นบริวารกา
สุบินนิมิตข้อที่ ๑๖
โดยปกติแล้วเสือเหลืองจะพากันกัดกินฝูงแกะ แต่พระองค์ทรงเห็นฝูงแกะพากันไล่กวดฝูงเสือเหลืองกัดกิน ทีนั้นเสืออื่น ๆ คือเสือดาว เสือโคร่ง เห็นฝูงแกะอยู่ห่าง ๆ ก็สะดุ้งกลัว ถึงความสยดสยองพากันวิ่งหนีหลบเข้าพุ่มไม้และป่ารก ซุกซ่อนเพราะกลัวฝูงแกะ
พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่าในอนาคต ในรัชกาลแห่งพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม พวกไม่มีสกุลจักเป็นราชวัลลภ เป็นใหญ่เป็นโต พวกคนมีสกุลจักอับเฉาตกยาก ราชวัลลภเหล่านั้นพากันทำให้พระราชาให้ทรงเชื่อถือถ้อยคำของตน มีอำนาจในสถานที่ราชการ โรงศาลเป็นต้น ก็พากันรุกเอาที่ดินไร่นาเรือกสวนเป็นต้น อันตกทอดสืบมาของพวกมีสกุลทั้งหลายว่า ที่เหล่านี้เป็นของพวกเรา เมื่อพวกมีสกุลเหล่านั้นโต้เถียงว่า ไม่ใช่ของพวกท่าน เป็นของพวกเรา แล้วพากันมาฟ้องร้องยังโรงศาลเป็นต้น พวกราชวัลลภก็พากันบอกให้เฆี่ยนตีด้วยหวายเป็นต้น จับคอไสออกไป พร้อมกับข่มขู่คุกคามว่า พ่อเจ้าไม่รู้ประมาณตน มาหาเรื่องกับพวกเรา เดี๋ยวจักไปทูลพระราชา ให้ลงพระราชอาญาต่าง ๆ มีตัดตีน ตัดมือ เป็นต้น พวกผู้มีสกุลกลัวเกรงพวกราชวัลลภ ต่างก็ยินยอมให้ที่ทางที่เป็นของตน ว่า ที่ทางเหล่านี้ ถ้าเป็นของท่าน ก็เชิญครอบครองเถิด แล้วพากันกลับบ้านเรือนของตนนอนหวาดผวาไปตาม ๆ กัน แม้ภิกษุผู้ชั่วช้าทั้งหลายเล่า ก็จักพากันเบียดเบียนภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ตามชอบใจ พวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักเหล่านั้น ไม่ได้ที่พำนัก ก็พากันเข้าป่าแอบแฝงอยู่ในที่รก ๆ ข้อที่กุลบุตรผู้มีชาติสกุลทั้งหลาย และภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักทั้งหลาย ถูกคนชาติชั่ว และถูกภิกษุผู้ลามกทั้งหลาย เข้าไปประทุษร้ายอย่างนี้ จักเป็นเหมือนกาลที่พวกเสือดาว และเสือโคร่งทั้งหลาย พากันหลบหนีเพราะกลัวฝูงแกะฉะนั้น
จบพุทธทำนาย
หมายเหตุ
อรรถกถาจบแค่นี้ มีฎีกา หรืออนุฎีกาหรือเปล่าไม่แน่ใจ ไม่เคยเห็น แต่พวกที่มาแต่งเติมอย่างที่เธอส่งให้เราก็เป็นความคิดความเห็น อย่าให้เหมือนกันพุทธทำนายข้อที่ ๑๒ นะครับ พวกคำพูดโคมลอยได้รับความเชื่อถือ พวกพูดเป็นหลักเป็นฐานไม่มีคนอยากฟัง 55555
อย่าลืมนะครับ ในหลักฐานทั้งหมด ไม่ได้บอกว่าปีไหน พ.ศ.ไหน บอกแต่เพียงว่าในอนาคตข้างหน้า ส่วนการตีความเป็นปี พ.ศ. ล้วนแต่เราตีความเองทั้งนั้นครับ
ดร.ศักดิ์ ประสานดี
สวัสดีครับ ท่านอาจารย์
ขออนุโมทนาครับ สาธุ
มาขออนุโมทนา สาธุ กับท่านมหาศักดิ์ด้วยครับ
ได้ความรู้ดีค่ะและค่อนข้างจะเป็นดังคำทำนาย
ขอโมทนาในความรู้
อัศจรรย์ พันลืก จริงๆครับอาจารย์ ด้วยความเคารพ