ความรู้ท่วมหัว....พาตัว(โรงเรียน)....ไม่รอด

ความรู้ท่วมหัว.....พาตัว(โรงเรียน)......ไม่รอด

      หลายคนคงเคยได้ยินและคุ้นเคยกับสำนวนนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบางครั้งหากคนเรามีความรู้มากมายแต่ไม่สามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้เพราะไม่ได้มีการจัดการความรู้(Knowledge Management) ซึ่งตรงกับความเห็นของ ชัด บุญญา ที่ได้กล่าวไว้ว่า "ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่คุณรู้อะไร  แต่อยู่ที่คุณใช้ประโยชน์จากสิ่งที่คุณรู้หรือไม่"

      ปัจจุบันโรงเรียนเป็นแหล่งความรู้ทั้งโดยตรงและทางอ้อมของ นักเรียน และบุคลากรในโรงเรียน ทั้งแหล่งความรู้ที่เป็นสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ เทคโนโลยี และบุคคลที่มีหน้าที่ในการสอน การบริหารจัดการ และสายสนับสนุน ถ้าเข้าไปในข้อมูลของโรงเรียนจะพบว่า โรงเรียนมีสื่อที่สามารถสืบค้นความรู้อย่างหลากหลายขึ้นทั้งโรงเรียนในชนบทและในเมือง โดยเฉพาะบุคลากรมีความรู้ ความสามารถ คุณวุฒิสูงขึ้นและแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียนลดลงเรื่อยๆเช่นกัน ซึ่งจากการสรุปผลการดำเนินงาน 9 ปีของการปฏิรูปการศึกษา ของ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้สรุป การจัดการศึกษาในภาพรวม(สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 2552)พบว่า ในช่วง พ.ศ.2545-2550 ประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปที่ไม่รู้หนังสือเพิ่มขึ้น คือ จากร้อยละ 4.7 ในปี 2545 เป็น 7.4 ในปี 2550 การประเมินของ PISA ในปี 2546 และปี 2549 พบว่าเด็กไทยอายุ 15 ปี มีความสามารถในด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ต่ำกว่าเด็กในกลุ่มประเทศ OECD มากและมีการวิจัยพบว่าเด็กไทยมีการอ่านหนังสือน้อยมาก นอกจากนี้ จากการจัดอันดับของ IMD ในปี 2547-2551 จำนวน 51-55ประเทศ พบว่า สมรรถนะของประเทศไทยในภาพรวมอยู่ในลำดับที่ 26,25,29,33และ27 ตามลำดับ สมรรถนะด้านการศึกษาของประเทศไทยปี 2551 อยู่ในลำดับที่ 43 มีระบบการศึกษาที่ตอบสนองความสามารถในการแข่งขัน อยู่ในลำดับที่ 24 และผลการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาในระดับนานาชาติของ The Times Higher Education Supplement (THES)ในปี 2549 ที่เปรียบเทียบสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลก 520 แห่ง มีมหาวิทยาลัยไทยติดอันดับเพียง 7 แห่ง (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.สมรรถนะการศึกษาไทยในเวทีสากล,2551:อ้างถึงใน สรุปผลการดำเนินงาน 9 ปีการปฏิรุปการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 2552)

       จากที่กล่าวมาข้างต้นจะพบว่าความก้าวหน้าและคุณวุฒิที่สูงขึ้นของครู ประกอบกับความเจริญก้าวหน้า ความพร้อมทางด้านสื่อ เทคโนโลยีของสถาบันการศึกษา โรงเรียน  ไม่มีความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้เรียน และคุณภาพของสถาบันการศึกษาไทย  แต่ตรงกันข้ามผลสัมฤทธิ์ต่ำลงสมรรถนะด้านการศึกษาอยู่ในลำดับหลังๆซึ่งส่งผลต่อความเชื่อถือ ศรัทธาในด้านการศึกษา

       ผลที่เกิดขึ้นดังกล่าว ปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ขาดระบบการจัดการความรู้ที่ดี  ครูมีความรู้ดี สื่อ วัสดุ อุปกรณ์เทคโนโลยีพร้อม เพราะฉะนั้น การจัดการความรู้ในโรงเรียน จึงมีความจำเป็นและสำคัญเพื่อสามารถนำไปใช้ประโยชน์ที่เหมาะกับบุคคลและสถานการณ์ ดังนั้นเพื่อจะดำเนินจัดการระบบความรู้ได้ดีและมีความรู้ ความเข้าใจในการจัดการความรู้ จึงขอนำท่านไปรู้จักกับการจัดการความรู้ในประเด็นต่างๆ ดังนี้

        ความหมาย

          ภราดร  จินดาวงศ์(2549) : การจัดการความรู้จะเป็นกระบวนการที่มีความสลับซับซ้อนในการที่จะนำความรู้ที่มีอยู่มาสร้าง ขยายผล แบ่งปัน จัดเก็บ และใช้ให้เกิดประโยชน์

          Ryoko Toyama : การจัดการเพื่อเอื้อให้เกิดความรู้ใหม่ โดยใช้ความรู้ที่มีอยู่ ประสบการณ์ของคนในองค์กรอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่จะทำให้มีความได้เปรียบคู่แข่งขันทางธุรกิจ

         World Bank : เป็นการรวบรวมวิธีปฏิบัติขององค์กร และกระบวนการที่เกี่ยวกับการสร้างการนำมาใช้ และเผยแพร่ความรู้ และบริบทต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ

         EFQM : เป็นวิธีการจัดการความรู้ เป็นกลยุทธ์ และกระบวนการในการจำแนก จัดหา และนำความรู้มาใช้ประโยชน์ เพื่อช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

        ศาสตราจารย์ น.พ.วิจารย์ พานิช : เครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการไปพร้อมๆกัน ได้แก่ บรรลุเป้าหมายของงาน บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ และบรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมุ่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน

        (อ้างถึงใน ภารดร  จนดาวงศ์ : 2549)

        จากความหมายที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า การจัดการความรู้ หมายถึง กระบวนการที่นำความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ และจัดเก็บอย่างเป็นระบบพร้อมที่จะนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

       ขั้นตอนการจัดการความรู้ในสถานศึกษา

       ในการจัดการความรู้ในสถานศึกษา การดำเนินการนี้จะต้องมีขั้นตอนในการจัดการความรู้อย่างชัดเจน เป็นขั้นตอน จึงสามารถนำความรู้มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนักวิชาการเสนอขั้นตอนการจัดการความรู้ในสถานศึกษาไว้ดังนี้

         สุนิตย์  ชูใจ(2550) ได้เสนอขั้นตอนในการจัดการความรู้ไว้ดังนี้

         1.ปรับวัฒนธรรมองค์กรให้เหมาะสมในการจัดการความรู้ (Culture Change)

         2.สื่อสารสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการความรู้(Communication)

         3.กระบวนการและเครื่องมือในการจัดการความรู้(Process and Tools)

         4.เรียนรู้(Learning)

         5.การวัดผลการจัดการความรู้ (Measurement)

         6.การยอมรับและให้รางวัล(Recognition and Rewards)

หลักการจัดการความรู้ในโรงเรียน

         Tomoshiro Takanashi  ได้กล่าวถึงหลักการจัดการความรู้ (Knowledge Management) ไว้ 2 ประการ คือ "เชื่อว่ามนุษย์มีความรู้และใช้ความรู้ยังไม่เต็มที่" และ "ธรรมชาติของความรู้เคลื่อนที่อยู่เสมอ หากนำไปใช้และเผยแพร่อย่างต่อเนื่องจะมีพลังมากยิ่งขึ้น" จากหลักการดังกล่าวสามารถสรุปมาใช้ในโรงเรียน 2 ประการ คือ

          1.การดึงความรู้ หรือศักยภาพของครู (Release Human Potential) จากครูที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อนักเรียน และต่อเพื่อนครูด้วยกัน ทั้งครูภายในโรงเรียนเดียวกันและต่างโรงเรียน เพราะ โรงเรียนเป็นแหล่งเพาะความรู้ หรือเพาะปัญญาให้เกิดขึ้นแก่นักเรียน เพราะความรู้และปัญญาเป็นพื้นฐานสำหรับการอยู่รอดของบุคคล และประเทศชาติ ความรู้ที่นำมาใช้ในการจัดการความรู้จึงเป็นพลังพื้นฐานของการอยู่รอดและการพัฒนาทั้งปวงเป็นพลังขับเคลื่อนในโรงเรียนซึ่งเป็นแหล่งเพาะปัญญา มีครูที่มีความรู้รูปธรรม (Explicit  knowledge)และความรู้นามธรรม(Tacit knowledge) ที่ใช้เป็นปัจจัยในการเพาะบ่มนักเรียนอยู่แล้วส่วนหนึ่ง และรอรับการจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อโรงเรียนอีกมากมาย

          2.การใช้และเผยแพร่ความรู้ระหว่างกันเป็นการสร้างความสำเร็จในการจัดการศึกษาร่วมกันความรู้จะได้รับการถ่ายทอดเผยแพร่จากคนไปสู่คน ทั้งที่เป็นไปโดยตั้งใจ และไม่ได้ตั้งใจ จุดหมายปลายทางที่สำคัญ ของความรู้มิใช่ที่ตัวความรู้ แต่อยู่ที่การนำไปปฏิบัติหรือจัดการให้เกิดการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อ ตนเอง หรือ โรงเรียน ความสำคัญของความรู้ที่มีอยู่  จึงอยู่ที่การนำไปดำเนินการให้ผลิตดอกออกผล  เพื่อความสำเร็จในการจัดการศึกษาร่วมกัน(อ้างถึงใน : ชัด บุญญา :2549)

          จากแนวคิดข้างต้น พบว่า หลักการจัดการความรู้ในโรงเรียน สามารถดำเนินการได้โดยการดึงความรู้ ศักยภาพของครูมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน  สำหรับการใช้และเผยแพร่ความรู้ ความสำคัญอยู่ที่การนำไปดำเนินการให้ผลิดอกออกผล เพื่อความสำเร็จในการจัดการศึกษาร่วมกัน

          โครงสร้างและปัจจัยประกอบของการจัดการความรู้

          ความสำเร็จของการจัดการความรู้จะประสบความสำเร็จได้  โครงสร้างและปัจจัยเป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง  เพราะโครงสร้างที่ชัดเจนเป็นกระบวนการและปัจจัยที่ครบถ้วนสมบูรณ์มีส่วนสนับสนุน  ให้การจัดการความรู้สำเร็จตามเป้าหมาย

           ภราดร  จินดาวงศ์(2549) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับโครงสร้างและปัจจัยประกอบของการจัดการความรู้ไว้ดังนี้

           ปัจัยสำคัญ ที่จะทำให้การจัดการความรู้เกิดขึ้นมี 4 เรื่องหลักๆ คือ

           1.บุคลากรในองค์กร  ผู้บริหารระดับสูงจะต้องแสดงความเป็นผู้นำและเป็นตัวอย่างในการที่จะมีการจัดการความรู้ รวมทั้งกำหนดกลยุทธ์ที่เหมาะสม ในส่วนของบุคลากรทั้งหมดจะเป็นส่วนที่สร้างความรู้และใช้ความรู้ขององค์กรให้เกิดคุณค่าที่สูงขึ้น

           2.การจัดการในองค์กร รวมถึงวัฒนธรรมและเครื่องมือที่ช่วยในการบริหารต่างๆในการทำงานถือเป็นสิ่งที่สำคัญในการกำหนดระบบงานให้เหมาะสม เพื่อให้ความรู้เกิดการถ่ายทอด แลกเปลี่ยน หรือนำไปใช้

           3.พื้นฐานทางกายภาพและเทคโนโลยี เป็นกลไกในการช่วยให้การจัดการความรู้ได้มีการถ่ายทอด จัดเก็บ และแลกเปลี่ยน หากนำมาใช้ไม่เหมาะสมก็อาจเกิดปัญหาได้

            4.ข้อมูลข่าวสารและความรู้ต่างๆ จะต้องมีการกำหนดและจัดสร้างขึ้นมาให้เหมาะสมกับองค์กรไม่น้อยจนเกินไปอยู่ในสภาพที่ขาดแคลน ไม่เพียงพอเมื่อต้องการใช้ หรือมากไปจนกระทั่งข้อมูลข่าวสารต่างๆกลายเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความสูญเปล่าในการใช้ทรัพยากร

           จากแนวคิดดังกล่าว พบว่า การจัดการความรู้ปัจจัยที่สำคัญ จะอยู่ที่ ตัวบุคคล ระบบการจัดการ และอาศัยเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการจัดการ ซึ่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันจะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้

            ประโยชน์ที่ได้จากการจัดการความรู้

            นักวิชาการได้กล่าวถึงประโยชน์ที่ได้จากการจัดการความรู้ ไว้ดังนี้

            สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา(2548) ได้กล่าวไว้ดังนี้

            1.ช่วยลดขั้นตอนในการทำงาน

            2.การจัดการความรู้ช่วยให้ผู้ทำงานไม่ต้องทำงานด้วยการลองผิดลองถูก

            3.การจัดการความรู้ที่ได้มาโดยวิธีการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันในงานที่ปฏิบัติในเรื่องเดียวกันก็จะทำให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถขจัดปัญหาที่ตนกำลังเผชิญอยู่ได้เมื่อมีการแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ปฏิบัติงานอื่นๆในเรื่องเดียวกัน ทำให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

            4.สถานศึกษาที่มีระบบการจัดการความรู้ที่ดีจะทำให้ผู้ที่แสวงหาความรู้มีช่องทางการเข้าถึงความรู้ได้อย่างรวดเร็ว เช่น ระบบ Internet

            5.การแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างครูผู้สอนเป็นการสร้างนวัตกรรมใหม่(Innovation)โดยการเรียนรู้ต่อยอดจากความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวตน(Tacit Knowledge)ของผู้สอนที่มีประสบการณ์สอนมาก่อน

            6.สถานศึกษาไม่ต้องเสียเวลาในการทำวิจัยและพัฒนาในเรื่องบางเรื่อง เพราะสามารถใช้ความรู้ที่ได้มาจากการสะสมไว้แล้วจากบุคคล หรือส่วนต่างๆของสถานศึกษาเพื่อนำมาต่อยอดความรู้ได้เลย

            7.ทำให้เกิดแหล่งความรู้ในสถานศึกษาที่สามารถเรียกใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็วและเผยแพร่ให้สถานศึกษาอื่นได้รับรู้และศึกษาค้นคว้าต่อไป

            8.งานบางเรื่องผู้สอนไม่ต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง เพราะบางทีจะเกิดผลเสียมากกว่าเพราะต้องลองผิดลองถูก แต่ถ้าเรียนรู้จากประสบการณ์ของครูต้นแบบและประสบความสำเร็จจากการสอนมาก่อนจะทำให้ย่นระยะเวลาในการทำงานได้มากกว่า

            9.การจัดการความรู้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อวัฒนธรรมการทำงานของตนในสถานศึกษาปรับเปลี่ยนจากเดิมมาสู่การมีวินัยในตนเอง มีการศึกษาค้นคว้า เรียนรู้ตลอดชีวิต ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีพลังในการคิดสร้างสรรค์มีความขยันอดทน มีจิตสำนึกของการเป็นผู้ให้ และมีจิตใจเป็นประชาธิปไตย ดังนั้น การจัดการความรู้จะสำเร็จได้บุคลากรในสถานศึกษา จะต้องมีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานใหม่ ให้สอดคล้องกับการจัดการความรู้

          จากแนวคิดที่กล่าวมาข้างต้น พบว่า การจัดการความรู้มีประโยชน์มากสำหรับการปฏิบัติงานของสถานศึกษาและผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากความรู้ ซึ่งสามารถสรุปเป็นรายด้าน ได้ดังนี้

         1.ด้านบุคลากร หรือตัวครูเอง มีประโยชน์ในการลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน  ได้แลกเปลี่ยนความรู้  ไม่ต้องลองผิดลองถูก

         2.ด้านกระวบการในการทำงาน มีประโยชน์ในการ ลดขั้นตอนในการปฏิบัติงาน มีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมในการทำงานที่ดีขึ้น

         3.ด้านสถานศึกษา มีประโยชน์ โดยเกิดแหล่งความรู้ในสถานศึกษา มีระบบการจัดการความรู้ที่ดี ไม่ต้องเสียเวลาในการวิจัยและพัฒนาในบางเรื่อง มีขั้นตอนการปฎิบัติงานที่ชัดเจน ลดระยะเวลาในการทำงานของสถานศึกษา

         จากความหมาย ขั้นตอน หลักการ โครงสร้างปัจจัย และประโยชน์ของการจัดการความรู้ที่กล่าวมาจะพบว่า หากสถานศึกษาสามารถ บริหารจัดการความรู้ให้เป็นระบบ  ก็สามารถนำความรู้ที่มีทั้งในตัวบุคลากร เอกสาร เทคโนโลยีและระบบต่างๆของสถานศึกษาที่มีอยู่แล้วอย่างมากมาย  ก็สามารถที่จะพัฒนาสถานศึกษาไปสู่ความเป็นเลิศได้ไม่ยากนัก

          ความรู้  คุณวุฒิ  วิทยฐานะที่สูงขึ้นของครู ผู้บริหาร ประกอบกับความเจริญด้านเทคโนโลยีของสถานศึกษาที่เห็นได้ชัดเจนในปัจจุบันแต่ขาดการจัดการความรู้ที่ดีของสถานศึกษาน่าจะส่งผลให้ตรงกับสำนวนที่กล่าวมาข้างต้น คือ ความรู้ท่วมหัว...พาตัว(โรงเรียน).....ไม่รอด ซึ่งสอดคล้องกับรายงานผลการประเมินคุณภาพของ สมศ.จากสรุปผลการดำเนินงาน 9 ปีของการปฎิรูปการศึกษา ของ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ที่นำเสนอไว้ ดังนี้

          สำหรับผลจากการประเมินของ สมศ.รอบแรกในช่วงปี 2544-2548 จำนวน 30,010 แห่ง พบว่า โรงเรียนที่สามารถจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้มาตรฐานด้านความรู้ ความสามารถทางวิชาการ 3 มาตรฐานโดยเฉลี่ย มีเพียงร้อยละ 10.4-24.0 โดยมีผลการประเมินอยุ่ในระดับดี ในเรื่องผู้เรียนมีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง มีเพียงร้อยละ 11.4 และมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องร้อยละ 24.0 ส่วนผลการประเมินภายนอกของ สมศ.รอบสอง ปี 2548-2551 พบว่าสถานศึกษาที่จัดการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา จำนวน 22,425 แห่ง มีร้อยละ 79.7 ที่ได้มาตรฐาน และร้อยละ 20.3 ที่ต้องได้รับการพัฒนา

            สำหรับสถานศึกษาในระดับอื่นๆก็มีผลการประเมิน ที่ไม่แตกต่างจากระดับที่กล่าวมาข้างต้นมากนัก ผลจากการประเมินของ สมศ.และการประเมินผลสัมฤทธิ์ระดับชาติของระดับชั้นเรียนต่างๆมีผลสัมฤทธิ์ลดลงตามลำดับ  ประกอบกับคุณลักษณะทางด้านคุณธรรม จริยธรรม  ความรับผิดชอบของนักเรียนก็ต่ำลงตามลำดับเช่นกัน

             ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่สถานศึกษาต่างๆจะต้องมีระบบ การจัดการความรู้ที่ดี เพื่อจะได้นำความรู้ ประสบการณ์ที่ดี ที่ครูและสถานศึกษามี มาใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อให้นำพาโรงเรียนให้รอด ทั้งการประเมินของ สมศ.และผลสัมฤทธิ์  คุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน

              ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ ภารดร  จินดาวงศ์(2549) ที่กล่าวไว้ว่า Knowledge Management หรือ KM เป็นสิ่งที่องค์กรต้องดำเนินการ เพื่อให้ความรู้ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาได้ถูกใช้และสร้างประโยชน์เกิดมูลค่าเพิ่ม  เพราะเราเชื่อว่าคน คือ ทรัพยากรที่มีคุณค่าสูงสุดที่มีอยู่ในองค์กร การดึงเอาความรู้และความสามารถของคนออกมาใช้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งหากองค์กรมีการจัดการความรู้ที่ดี จะทำให้ความรู้ที่มีทั้งในและนอกองค์กร  ได้ถูกนำมาใช้และไม่เกิดความสูญเสีย สร้างศักยภาพต่อการแข่งขัน

               ในทัศนะของผู้เขียน เห็นด้วยกับคำกล่าวข้างต้น  และคิดว่าถ้าองค์กรสามารถ คิดค้น จัดสร้าง จัดหา นวัตกรรม สำหรับเป็นเครื่องมือในการจัดการความรู้ให้เป็นระบบได้ ก็สามารถที่จะลบคำสบประมาท ที่กล่าวมาข้างต้น คือ  ความรู้ท่วมหัว.....พาตัว(โรงเรียน)....ไม่รอด  ได้แน่นอน

                สวัสดี.....พี่น้อง....ชาวการศึกษาครับ

เอกสารอ้างอิง :

กระทรวงศึกษาธิการ,สถาบันพัฒนาการศึกษา(2548).การจัดการความรู้ในสถานศึกษา.

                         อัดสำเนา.กรุงเทพมหานคร

กระทรวงศึกษาธิการ,สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(2552).สรุปผลการดำเนินงาน

                       9 ปีของการปฎิรูปการศึกษา(พ.ษ.2542-2551).หจก.วีทีซีคอมมิว-

                       นิเคชั่น.กรุงเทพมหานคร

ชัด  บุญญา.Gotoknow.org/blog/chat-boonya,WWW.nitesonline.net

ภราดร  จินดาวงศ์(2549).การจัดการความรู้.ซีดับลิวซี พริ้นติ้ง.กรุงเทพมหานคร