ประเภทผ้าไหม
ผ้าไหมทอมือของภาคอีสานในปัจจุบันเป็นอาชีพที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งจะมีเอกลักษณ์ในแต่ละท้องที่แตกต่างกันไป ตามวัฒนธรรมความเชื่อและความชำนาญแต่ละสิ่ง สิ่งหนึ่งที่คล้ายคลึงกันก็คือ มนต์เสน่ห์ที่ชวนหลงใหล ผนวกกับการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการสั่งสมทางวัฒนธรรมความเชื่อที่แสดงถึงความเจริญทางศิลปะที่บรรพบุรุษได้ถ่ายทอดมาสู่ลูกหลานลงบนผืนผ้าด้วยฝีมือที่ประณีตวิจิตรบรรจงได้อย่างลึกซึ้ง ทำให้เสถียรภาพของผ้าไหมเป็นผ้าไหมที่มีความสำคัญ และจะนำมาใช้ในโอกาสที่สำคัญ ๆ หรืองานที่เป็นพิธีการและราคาแพง (สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. 2544 : 32 – 35)
วัฒนธรรมการผลิตผ้าไหมของไทย แม้ว่าจะมีวิวัฒนาการอยู่ในตัวเองตลอดเวลาแต่ก็ดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามสภาพแวดล้อมและความเชื่อดั้งเดิมเป็นพื้นฐาน ยังคงยึดติดอยู่กับรูปแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนั้น ๆ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมเมืองอันเต็มไปด้วยการใช้เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกสบาย ความเจริญก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ค่านิยมและรสนิยมแปรผันไปตามกระแสของยุคโลกาภิวัตน์ ในขณะที่งานทอผ้าไหมของชาวบ้านยังคงดำเนินไปในแนวทางของตน และดูเหมือนว่าผ้าไหมจะกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปและเกือบจะถูกลืมสิ้น หากไม่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงเป็นห่วงเป็นใยสมบัติของชาติชิ้นนี้เป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงก่อตั้งมูลนิธิในโครงการต่าง ๆ มากมายเพื่อฟื้นฟูพัฒนาการทอผ้า อันก่อให้เกิดเป็นอาชีพแก่ชาวบ้าน และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ ทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้าไหมในการเสด็จพระราชดำเนินไปยังที่ต่าง ๆ เกือบทุกครั้ง ทั้งยังสร้างกระแสความนิยมในการใช้ผ้าไหมไทยขึ้นมาใหม่ด้วยพระองค์เอง ปัจจุบันทั้งองค์กรของรัฐและเอกชนได้ให้ความสนใจผ้าไหมมากขึ้น ช่วยกันส่งเสริมพัฒนา ปรับปรุงคุณภาพของผ้าไหมกันอย่างจริงจัง โดยไม่ลืมความสำคัญกับเอกลักษณ์ความเป็นไทย ถึงแม้จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงลวดลายไปบ้างก็เพื่อเข้ากับยุคสมัย เหมาะสมกับการตลาดในปัจจุบันตามกระแสความนิยม
นอกจากผ้าฝ้ายแล้ว “ผ้าไหม” เป็นผ้าอีกชนิดหนึ่งที่มีบทบาทมากในสังคมวัฒนธรรมอีสาน การทอผ้าไหมเป็นกระบวนการที่ละเอียดและซับซ้อน จากการศึกษาของวิบูลญ์ ลี้สุวรรณ ได้ให้รายละเอียดว่า การทอผ้าไหมแต่โบราณนั้น ชาวอีสานจะเริ่มตั้งแต่การปลูกต้นหม่อนไว้สำหรับเลี้ยงตัวไหม เพื่อจะใช้ใยไหมทอผ้า ขั้นตอนต่าง ๆ ของการทอผ้าไหมได้แก่
การเลี้ยงไหม เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งหลังจากที่ได้ต้นหม่อนเป็นอาหารแล้ว การเลี้ยงไหมมีขั้นตอนยุ่งยากพอสมควร เพราะการดำรงชีวิตของตัวไหมค่อนข้างจะซับซ้อน ผู้เลี้ยงจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งการให้อาหารและการรักษาตัวไหมเพื่อให้ตัวไหมเจริญเติบโตจนสามารถชักใยเป็นเส้นไหมได้ เมื่อได้ฝักไหมหรือรังไหมแล้ว จะต้องนำไปต้มน้ำร้อนแล้วจึงสาวเส้นไหมมาจากรังไหม เรียกว่า “การสาวไหม”
การสาวไหม จะต้องเอาไหมที่ชักใยจนสุดแล้วไปต้มในหม้อสำหรับสาวไหมโดยเฉพาะ เป็นหม้อที่มีหูทำด้วยไม้โค้งสูงขึ้นไปบนปากหม้อ คล้ายหูหิ้วของตะกร้าอีสานสำหรับแขวนรอก เหนือปากหม้อมีไม้เป็นง่ามอีกอันหนึ่ง ยาวประมาณศอกเศษ เรียก “ไม้ขืบ” มีรูเล็ก ๆ สำหรับร้อยเส้นไหมผ่านขึ้นไปยังรอก การสาวไหมจะต้องสาวไหมจากรังไหมผ่านรูไหมขึ้นไปพันรอกแล้วจึงผ่านไปยังที่เก็บไหมหรือเครื่องสาวรอก การสาวไหมจะต้องใช้ความชำนาญจึงจะได้เส้นไหมเส้นเล็กและเรียบเสมอกัน
เมื่อได้เส้นไหมดิบแล้ว จะต้องนำไปผอกและย้อมก่อนจึงจะนำไปทอได้
การฟอกไหม ถ้าเป็นวิธีพื้นบ้านจะใช้ด่างธรรมชาติเป็นตัวฟอก คือ ใช้เครือกล้วยแห้ง ทางมะพร้าวไปเผาไฟ เอาขี้เถ้าไปแช่น้ำแล้วกรองน้ำใส ๆ ก็จะได้ด่างสำหรับฟอกไหม น้ำด่างนี้จะมีส่วนช่วยฟอกสีไหมดิบให้ขาว และยังช่วยละลายขี้ไหมที่เป็นปุ่มเป็นปมตามเส้นไหมให้เรียบด้วย
วิบูลย์ ลี้สุวรรณ (2527 : 206 – 207) กล่าวว่า การย้อมไหม การย้อมไหมให้เป็นสีสันตามที่ต้องการ การย้อมไหมนี้ถ้าเป็นวิธีพื้นบ้านจะใช้สีที่นำมาจากวัตถุดิบพื้นบ้าน เช่น แก่นไม้ รากไม้ ใบไม้เป็นส่วนมาก เช่น แก่นแข คราม ยอ ขนุน เป็นต้น การย้อมสีด้วยสีธรรมชาติเหล่านี้ จะทำให้ผ้าไหมที่ย้อมมีสีสันกลมกลืนกันต่างไปจากสีวิทยาศาสตร์ ซึ่งทำให้ไหมมีสีสด ฉูดฉาด ตัดกันจนดูบาดตาไม่กลมกลืน แต่สีวิทยาศาสตร์มีความสะดวกในการใช้และทนทานกว่าสีพื้นบ้าน การย้อมสีเส้นไหมของชาวอีสานนี้มีวิธีการพิเศษอยู่ประการหนึ่ง การย้อมไหมสำหรับทำผ้ามัดหมี่ ซึ่งเป็นวิธีการย้อมเส้นไหมมีรอยด่างเป็นลวดลายที่ต้องการเวลาทอเป็นผืนผ้า การย้อมไหมมัดหมี่จะย้อมด้วยวิธีใช้เชือกผูกมัดเส้นไหมเป็นกลุ่ม ๆ เป็นช่วง ๆ เพื่อให้สีไม่ติดเส้นไหมตรงส่วนที่ผูกมัดไว้ จะทำให้เกิดรอยด่างบนเส้นไหม พร้อมที่จะนำไปทอเป็นผ้าไหมต่อไป
การแบ่งประเภทของผ้าตามเทคนิคการทอและลวดลายที่แตกต่างกัน
ผ้าอีสาน แบ่งตามวัตถุดิบที่ใช้เป็น 2 ประเภท คือ ผ้าฝ้ายและผ้าไหม และการแบ่งอีกประเภทหนึ่งคือ แบ่งตามเทคนิคการทอและลวดลายที่ต่างกัน แบ่งเป็นผ้าได้อีกหลายประเภท
ผ้ามัดหมี่ เป็นผ้าไหมหรือผ้าฝ้ายที่เกิดลวดลายจากการย้อมเส้นและทอเป็นหลัก โดยการย้อมเส้นไหมให้ด่างโดยการผูกหรือมัดให้เกิดช่องว่าง สีไม่ติดคล้ายกับการย้อม Tie Dye เดิมการย้อมจะใช้สีที่ได้จากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ครั่ง คราม แก่นขนุน รากขนุน สมอ แหน คำแสด ผลมะเกลือ รากชะพลู เปลือกเพกา ยอป่า ขมิ้น ใบฝรั่ง ซึ่งให้สีต่าง ๆ ดังนี้
- สีแดง ย้อมด้วยครั่ง
- สีคราม ย้อมด้วยต้น – ราก – ใบ ของต้นคราม
- สีดำ ย้อมด้วยสมอ แหน เปลือกสมอ ผลมะเกลืออ่อนและรากชะพลู
- สีแสด ย้อมด้วยดอกคำแสดหรือใบ
- สีกากีแกมเขียว ย้อมด้วยรากขนุน เปลือกเพกา สมอป่า
- สีไพล ย้อมด้วย แก่นยอป่า
- สีเหลือง ย้อมด้วยหัวขมิ้นหรือหัวมัดหมี่กับใบฝรั่ง หรือรากยอป่า แก่นขนุน
ผ้าหางกระรอก เป็นผ้าไหมที่ทอเพื่อทำเป็นโสร่ง โจงกระเบน มีความแน่น เรียบ หนา
หน้าผ้ากว้าง มีการตีเกลียวเส้นไหมสีสลับเพื่อทำให้เกิดสีเหลือบ ส่วนใหญ่จะมีลายตาหมากรุกขนาดต่าง ๆ กัน
ผ้าตีนจก คือผ้าที่ทอลวดลายด้วยการทอสลับกับการปักหรือควักเส้นไหมขึ้นมาระหว่างสอด เรียกว่า “จก” (แปลว่า ควัก) ซึ่งนิยมทำเป็นลวดลายต่าง ๆ เป็นผ้าหน้าแคบสำหรับต่อเข้าตัวซิ่นหรือผ้าถุง เพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับซิ่น ผ้าตีนจกหรือผ้าจกนี้ทำกันในลาวภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง ชาวเขาจีนตอนใต้
ผ้าแพรวา เป็นผ้าที่สืบเนื่องมาจากความเชื่อของชาวภูไท ทอด้วยมือ มีขนาดพอที่จะใช้เป็นสไบ ลวดลายของผ้า เป็นลักษณะผสมกันระหว่างลายขิดกับลายจก หรือจะเรียกอีกอย่างว่า
“ขิดไหม” มีความละเอียดประณีตสูงในบรรดาผ้าทอด้วยกัน จะพบแถบกาฬสินธุ์ มุกดาหาร นครพนม สกลนคร
ผ้าขิด เป็นผ้าทอด้วยฝ้าย เรียกว่า ขิดฝ้าย (ในทำนองเดียวกันก็เรียก ขิดไหม เพราะขิด หมายถึงการทอผ้าอย่างหนึ่ง -- ศึกษา) “ขิด” เป็นภาษาพื้นบ้านของอีสาน มาจากคำว่า สะกิด หมายถึงการงัดซ้อนขึ้น “ขิด” สันนิษฐานว่า มาจากคำในภาษาบาลีที่ว่า “ขจิต” แปลว่าทำให้วิจิตร งดงาม ฉะนั้น ผ้าขิด หมายถึง ผ้าที่ทอด้วยวิธีใช้ไม้เขี่ยหรือสะกิด ซ้อนเส้นด้ายยืนขึ้นแล้วสอดเส้นด้ายพุ่งไปตามแนวเส้นที่ถูกงัดซ้อนขึ้นนั้น จังหวะการสอดเส้นด้ายพุ่ง ซึ่งถี่ห่างไม่เท่ากัน ทำให้เกิดลวดลายรูปแบบต่าง ๆ (ถนอมชาติ ชำนิราชกิจ. 2531 : 16)
แยกแยะไม่ค่อยออก ว่าผ้าแบบไหน
รู้แต่ว่า "สวย "