พริกขี้หนู
สรรพคุณ
พริกมีวิตามินซี สูง เป็นแหล่งของกรด ascorbic ซึ่งสารเหล่านี้ ช่วยขยายเส้นโลหิตในลำไส้และกระเพาะอาหารเพื่อให้ดูดซึมอาหารดีขึ้น ช่วยร่างกายขับถ่าย ของเสียและนำธาตุอาหารไปยังเนื้อเยื่อของร่างกาย (tissue) สำหรับพริกขี้หนูสดและพริกชี้ฟ้าของไทย มีปริมาณวิตามิน ซี 87.0 - 90 มิลลิกรัม / 100 g นอกจากนี้พริกยังมีสารเบต้า - แคโรทีนหรือวิตามินเอ สูง (พริกขี้หนูสด 140.77 RE )
พริกยังมีสารสำคัญอีก 2 ชนิด ได้แก่ Capsaicin และ Oleoresinโดยเฉพาะสาร Capsaicin ที่ นำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร และผลิตภัณฑ์รักษาโรค ในอเมริกามีผลิตภัณฑ์จำหน่ายในชื่อ Cayenne สำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร สาร Capsaicin ยังมีคุณสมบัติทำให้เกิดรสเผ็ด ลดความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ หัวไหล่ แขน บั้นเอว และส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายทั้งชนิดเป็นโลชั่นและครีม ( Thaxtra - P Capsaicin) แต่การใช้ในปริมาณที่มากเกินไป อาจมีผลกระทบต่ออาการหยุดชะงัก
ผล : ใช้ปรุงรสอาหาร ช่วยเจริญอาหาร และรักษาอาการอาเจียน รักษาโรคหิด กลาก รักษาโรคบิด โดยการใช้พริกสด 1 เม็ด หรือมากกว่านั้นใช้กิน และอาการปวดบวมเนื่องจากความเย็นจัด โดยใช้ผงพริกแห้งทำเป็นขี้ผึ้ง หรือสารละลาย แอลกอฮอล์ใช้ทา
อื่น ๆ : พรรณไม้นี้เป็นพรรณไม้สวนครัวที่ขาดกันไม่ได้ เป็นพรรณไม้ที่ขึ้นง่าย แต่บำรุงรักษายาก เพราะใบอ่อนของพริกอร่อย ทำให้แมลงต่าง ๆ ชอบกิน ผลแรกผลิใช้ผสมกับผักแกงเลียงช่วยชูรส ส่วนผลกลางแก่ใช้ใส่แกงคั่วส้ม จะได้อาหารที่มีรสเปรี้ยวอ่อน ๆ เพราะมีวิตามีซี และไส้พริกจะมีสารแคบไซซิน ที่ให้ความเผ็ดและมีกลิ่นฉุนเผ็ดร้อน เป็นเครื่องปรุงอาหารช่วยชูรส ใส่น้ำพริก ยำ ทำเป็นน้ำปลาดองและยังเป็นยาช่วยกระตุ้นทำให้เจริญอาหาร บำรุงธาตุ หรือใช้ภายนอกเป็นยาทาถูนวดลดอาการไขข้ออักเสบ
1. รักษาอาการบวม ฟกช้ำ ให้ใช้พริกขี้หนูที่แก่จัดเป็นสีแดง แล้วตากแห้ง นำมาบดเป็นผงให้ละเอียด แล้วเทลงในวาสลินที่เคี่ยวจนเหลว กวนให้เข้ากัน แล้วนำไปเคี่ยวอีกจนได้กลิ่นพริก ใช้สำหรับทาถู รักษาอาการเคล็ด ถูกชน ฟกช้ำดำเขียว และอาการปวดตามข้อ ให้ทาตรงบริเวณที่เป็นวันละครั้ง หรือสองวันต่อครั้ง
2. รักษาอาการปวดตามเอวและน่อง ให้ใช้ผงพริกขี้หนูและวาสลิน หรือผลพริก วาสลิน และแป้งหมี เติมเหล้าเหลืองจำนวนพอประมาณ แล้วคนให้เป็นครีม ก่อนที่จะใช้ ให้ทาลงบนกระดาษแก้วปิดบริเวณที่ปวด ใช้พลาสเตอร์ปิดโดยรอบ จะมีอาการทำให้เหงื่อออก การเคลื่อนไหวคล่องแคล่วขึ้น และรู้สึกหายปวด จากการตรวจสอบพบว่า ตามบริเวณที่พอกยาจะมีความรู้สึกร้อน และการไหลเวียนของโลหิต เพิ่มขึ้น
สมุนไพรช่วยย่อยอาหาร
สมุนไพรช่วยย่อยอาหาร Posted by eNjOY in บทความสมุนไพร. Tagged: กระเทียม, ข่า, ตะไคร้, พริกสด, หอมเล็ก, ใบกะเพรา, ใบแมงลัก, flavonoid, glucokinin, glycosides, pectin. Leave a Comment
อาหารไทยได้ชื่อว่าอุดมด้วยสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพ แถมบ่อยครั้งที่ช่วยเยียวยาอาการต่างๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งพายา วันนี้มีสมุนไพรที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีมาฝากคนที่มักจะมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นเป็นประจำค่ะ
- กระเทียม กระเทียมเป็นสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพหลายด้าน เมื่อรับประทานเข้าไป สารในกระเทียมจะช่วยเพิ่มน้ำย่อยและน้ำดี ช่วยในการย่อยอาหาร และยังแก้อาการปวดท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อย มีของฝากพิเศษสำหรับคนที่มีอาการจุกเสียดแน่นเนื่องจากอาหารไม่ย่อยอยู่บ่อยๆ ให้นำกระเทียมปอกเปลือก นำเฉพาะเนื้อใน 5 กลีบ ซอยให้ละเอียด รับประทานกับน้ำหลังมื้ออาหาร อาการจะค่อยๆ หายไป
- หอมเล็ก มีฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ไกลโคไซด์ (Glycosides) เพคติน (Pectin) และกลูโคคินิ(Glucokinin) ช่วยย่อยอาหารและทำให้เจริญหาอาหาร หอมเล็กสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด โดยเฉพาะยำต่างๆ
พริกสด พริกทุกชนิดไม่ว่าจะเผ็ดมากเผ็ดน้อย ก็ช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำลายให้ออกมามาก ซึ่งเอนไซม์ในน้ำลายนี้จะช่วยย่อยสลายแป้งในปาก นอกจากนี้ยังพบว่าพริกขี้หนูรสเผ็ดร้อน ช่วยย่อย ช่วยเจริญอาหาร และขับลมได้ดี พริกอยู่ในสำรับไทยหลากหลายเมนู แต่อย่าเผลอกินเผ็ดจนท้องไส้ปั่นป่วนนะคะ
ประโยชน์ของพริกขี้หนูกับการลดระดับน้ำตาลในเลือด
พริกขี้หนูเป็นพืชผักสวนครัวที่มีการศึกษาวิจัยและค้นพบว่าสาร Capsaicin ในพริกขี้หนูซึ่งทำให้เกิดความเผ็ดร้อน สามารถนำไปใช้ ประโยชน์ทางยา โดยเชื่อกันว่าสารสำคัญดังกล่าวจะมีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
"พริก" ให้ประโยชน์อะไรกับเราบ้าง
หลายคนคงไม่ค่อยชอบรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ด คุณทราบหรือไม่ว่าในพริกมีคุณค่ามากมายไม่ต่างจากยาชั้นดีทั่วไป เพราะคุณประโยชน์หลากหลายทีเดียว...
"พริกแก้เจ็บคอ และเสียงแหบแห้ง" นำพริกขี้หนูป่นประมาณ 1 หยิบมือใส่ลงในน้ำเดือด 1 แก้ว
พอน้ำอุ่นก็นำมากลั้วคอ เจ้าตัวสารแคบไซซินของพริกจะเข้าไปช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของการเจ็บคอและทำให้เสียงคุณแหบแห้ง...
"พริกช่วยขับลม" ช่วยแก้อาหารไม่ย่อย เพียงคุณนำพริกขี้หนูสวนมารับประทานกับอาหารตามปกติ พริกจะช่วยเพิ่มกำลังให้กับกระเพาะที่ไม่มีกำลังย่อยอาหารทำให้ทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิม กระเพาะของ
คุณก็ไม่ต้องทำงานหนักด้วย...
"พริกช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหาร" ใครที่เป็นแผลในกระเพาะอาหารควรทานพริกสดผสมกับ
อาหาร ช่วงแรกคุณทานน้อย ๆ ก่อนแล้วค่อยเพิ่มปริาณขึ้นเพื่อให้ระบทางเดินอาหารจะได้ค่อย ๆปรับตัวรับความเผ็ดร้อนและการระคายเคืองของพริก โดยการเพิ่มการหลั่งสารเมือกและสร้างเนื้อเยื้อบุผิว
กระเพาะและลำใส้ วิธีนี้จะช่วยให้กระเพาะเกิดการสมานตัวจนแผลในกระเพาะหายไปเอง...
"พริกแก้ปวดหัว" คุณรู้หรือไม่ว่าพริกที่เราทานเผ็ดจี๊ดขึ้นสมองเนี่ยช่วยลดอาการปวดหัวได้ดีเยี่ยม
แต่ต้องเป็นอาการปวดหัวจากการเป็นไข้ ไม่ใช่ปวดหัวจากการเป็นไมเกรน วิธีง่ายนิดเดียวเพียงคุณนำใบพริกขี้หนูสด ๆ เอามาตำกับดินสอพองแล้วเอามาติดไว้ที่บริเวณขมับข้างที่ปวดทิ้งไว้สัก 15 นาที อาการปวดจะลดลงทันที...
"พริกช่วยอาการเจ็บปวดจากเงี่ยงปลาดุก" เวลาที่คุณถูกเจ้าเงี่ยงปลากดุกแทงเข้าจะปวดสุดสุด คุณรีบนำเอาพริกขี้หนูสด ๆมาขยี้ตรงที่ปลาดุกแทง ความเจ็บปวดจะหายไปและอาการบวมก็จะไม่มีด้วยค่ะ...
"พริกช่วยแก้ส้นเท้าแตก" เพียงคุณนำพริกขี้หนูไปต้มกับน้ำจนเดือดแล้วนำเท้ามาแช่ไว้ ส้นเท้าและฝ่าเท้าคุณก็จะนุ่มไม่แตก เป็นตำราโบราณที่ดีค่ะ...
"พริกช่วยรักษาแผลสดและแผลเปื่อย" ในใบพริกขี้หนูมีแร่ธาตุอยู่มากมาย เช่น ธาตุแคลเซี่ยม
ฟอสฟอรัส วิตามินเอ และ บี เพียงคุณนำอาใบพริกขี้หนูมาตำพอกที่แผลสด แผลก็จะหายเร็วขึ้นเพราะในใบพริกขี้หนูมีสารอาหารเป็นตัวช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ดีค่ะ...
"พริกช่วยแก้พิษตะขาบและแมลงป่องกัด" ถ้าคุณถูกแมลงกัดให้นำใบพริกขี้หนูแห้งตำให้ละเอียด
แล้วผสมกับน้ำมะนาวทาบริเวณแผลที่ถูกพิษตะขาบหรือแมงป่องกัด จะทำให้คุณหายปวดได้...
"พริกช่วยลดอาการคันและเจ็บ" เวลาคุณถูกมดคันไฟกัดให้นำเอาดอกหรือใบพริกขี้หนูมาถูที่บริเวณที่ถูกกัด เพื่อบรรเทาความแสบร้อน...
"พริกแก้บวม" ให้นำพริกขี้หนูบดผสมน้ำมะนาวพอกบริเวณที่คุณบวม จะช่วยอาการบวมได้ดีคะ...
-
คุณคงทราบแล้วว่า"พริก"สารพัดประโยชน์ไม่ว่าจะปวดหัวแมลงกัดต่อยหรือเจ็บคอพริกก็ล้วนแต่เป็นประโยชน์ทั้งน้านคะ
- ข่า ข่ามีฤทธิ์ขับน้ำดี จึงช่วยย่อยอาหารเช่นกัน วิธีที่ดีที่ทำให้เรากินข่าได้อร่อยเหมือนผักอื่นๆก็คือ เวลานำข่ามาใส่อาหารให้หั่นข่าเป็นชิ้นเล็กๆ
- ตะไคร้ ตะไคร้มีสารช่วยในการขับน้ำดีมาช่วยย่อย ถ้าจะให้กินตะไคร้สดๆก็คงไม่น่าอร่อยเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นน้ำพริกตะไคร้หรือชาตะไคร้ ก็อร่อยไม่เบา
- ใบแมงลัก ใบแมงลักมีกลิ่นหอมเป็นลักษณะเฉพาะ หอมโล่งจมูก และน้ำมันหอมระเหยหอมๆนี้เองที่มีฤทธิ์ในการช่วยย่อยอาหาร คุยเรื่องใบแมงลักก็คิดถึงแกงเลียงทุกที
- ใบกะเพรา มีฤทธิ์ขับน้ำดีออกมาช่วยย่อยอาหารที่เรากินเข้าไป
สมุนไพรทั้ง 7 ชนิด นี้ หากเลือกกินอย่างเหมาะสม ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการย่อยมากวนใจ ทางที่ดี ปลูกไว้ในบ้านก็ได้ เพาะปลูกง่ายทุกชนิดค่ะ (นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 229)
ตะไคร้ (Takhrai), Lemongrass
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cymbopogon citratus Stapf.
ภาคเหนือ : จะไค (Cha-khai) จะไค้ (Cha-khai)
ภาคใต้ : ไคร (Khrai)
ชวา : ซีเร (Sere)
ถิ่นกำเนิด อินโดนีเซีย ศรีลังกา พม่า อินเดีย อเมริกาใต้ ไทย
รูปลักษณะ ไม้ล้มลุกทีมีอายุได้หลายปี ชอบดินร่วนซุย ปลูกได้
ตลอดปี ใบสีเขียวยาวแหลม ดอกฟูสีขาว หัวโตขึ้น
จากดินเป็นกอๆ กลิ่นหอมฉุนค่อนข้างร้อน
สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
น้ำมันจากใบและต้น – แต่งกลิ่นอาหาร เครื่องดื่ม สบู่
ลำต้นแก่หรือเหง้า – แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว ขับประจำเดือน
ชื่อท้องถิ่น: จะไคร (ภาคเหนือ) ไคร (ภาคใต้) คาหอม (แม่ฮ่องสอน) เชิดเกรย ,เหลอะเกรย (เขมร-สุรินทร์), ห่อวอตะโป่(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
มีลักษณะ: เป็นพืชล้มลุก ความสูงประมาณ 4-6 ฟุต ใบยาวเรียว ปลายใบมีขนหนามลำต้นรวม กันเป็นกอ มีกลิ่นหอม ดอกออกเป็นช่อยาวมีดอกเล็กฝอยเป็นจำนวนมาก ตะไคร้เป็นพืชที่สามารถนำส่วนต้นหัวไปประกอบอาหาร และจัดเป็นพืชสมุนไพรด้วย
ถิ่นกำเนิด: ตะไคร้มีถิ่นกำเนิด ในประเทศอินโดนีเซีย ศรีลังกา พม่า อินเดีย ไทย และในทวีป อเมริกาใต้
ลักษณะโดยทั่วไป โดยทั่วไปแบ่งตะไคร้ออกเป็น 6 ชนิด ได้แก่
1. ตะไคร้กอ 2. ตะไคร้ต้น 3. ตะไคร้หางนาค 4. ตะไคร้น้ำ
5. ตะไคร้หางสิงห์ 6. ตะไคร้หอม
เป็นพืชตระกูลหญ้า ตะไคร้เป็นพืชที่เจริญเติบโตง่าย อาจมีทรงพุ่มสูงถึง 1 เมตร มีลำต้นที่แท้จริงประมาณ 4-7 เซนติเมตร ลำของต้นจะถูกห่อหุ้มไปด้วยกาบใบโดยรอบ ใบยาวแคบเส้นใบขนานกับก้านใบ ใบของตะไคร้อุดมไปด้วยน้ำมันหอมระเหย ที่นิยมนำมาปลูกเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกกันโดยทั่วไป
การปลูกและขยายพันธุ์
ปลูกได้การปักชำต้นเหง้า โดยตัดใบออกให้เหลือตอนโคนประมาณหนึ่งคืบ นำมาปักชำไว้สักหนึ่งสัปดาห์ก็จะมีรากงอกออกมาแล้วนำไปลงแปลงดินที่เตรียมไว้ หรืออาจใช้วิธีเอาโคนปักลงไปที่ดินซึ่งเตรียมไว้เลย ให้ห่างประมาณหนึ่งศอก ถ้าปลูกในกระถางใช้วิธีปัก โคนลงในกระถางๆละ 2-3 ต้นก็ได้ แล้วหมั่นรดน้ำให้ชุ่มเช้าเย็น ตั้งไว้ให้โดนแดดตลอดวันจะทำให้โตได้เร็ว ตะไคร้ชอบดินร่วนซุย เป็นพืชที่ชอบน้ำ ชอบแดด ดูแลรดน้ำเสมอและโดนแดดได้ตลอดวัน เจริญได้ในดินแทบทุกชนิด เวลาจะใช้ก็ให้ตัดที่โคนสุดส่วนรากเลย แล้วถอนออกมา ทั้งต้นตามต้องการ ต้องคอยตรวจดูเมื่อตะไคร้มีกอเจริญเติบโตได้เต็มที่แล้ว ต้องถอนทิ้งหรือแยกออกไปปลูกใหม่บ้าง หรือเอาไปใช้บ้าง จำนำมาหั่นเป็นฝอยๆ ตากแดดให้แห้งสนิทแล้วแพ็คเก็บไว้ใช้ได้นานๆ เพื่อให้ต้นอ่อนโตขึ้นมาใหม่ ถ้าไม่แยกออกไปต้นจะเล็กและลีบลงเรื่อยๆ และบางที่ก็แคระแกร็น ต้นและกอก็จะโทรม ต้องล้างและปลูกใหม่ทั้งหมด
สรรพคุณ
ใช้ส่วนของเหง้าและลำต้นแก่ ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารที่สำคัญหลายชนิดเช่น ต้มยำและอาหารไทยหลายชนิด ให้
กลิ่นหอม มีสรรพคุณทางยาเช่น บำรุงธาตุ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ขับลมในลำไส้ทำให้เจริญอาหาร แก้โรคหืด แก้อหิวาตกโรค บำรุงสมอง ช่วยให้สมาธิดี ต้มกับน้ำใช้ดื่มแก้อาเจียน ใช้ต้นสดโขลกคั้นเอาน้ำดื่ม แก้อาการเมาในกรณีผู้ที่เมามากๆช่วยให้สร่างเร็ว ส่วนหัวสามารถใช้แก้โรคเกลื้อน ท้องอืดท้องเฟ้อ โรคนิ่ว มากไปกว่านั้นยังสามารถทำเป็นยาช่วยนอนหลับ ช่วยลดความดันสูงน้ำมันตะไคร้หอมใช้ทากันยุงได้ ถ้าปลูกใกล้ผักอื่นๆ จะช่วยกันแมลงได้และยังให้กลิ่นหอม ที่ดับกลิ่นบางชนิดใช้ตะไคร้เป็นส่วนผสม เพราะมีกลิ่นที่หอม และที่กำจัดยุงบางชนิดก็ใช้ตะไคร้เป็นส่วนผสมด้วยเนื่องจาก มีกลิ่นที่แรงจึง ช่วยทำให้ไล่ยุงได้ นอกจากนี้ตะไคร้ยังแก้กลิ่นคาวหรือดับกลิ่นคาว ของปลา และเนื้อสัตว์ได้ดี
วิธีทำน้ำตะไคร้ไว้ดื่ม
นำต้นตะไคร้มาทุบแล้วใส่ลงไปต้มในน้ำที่กำลังเดือดพล่าน รอจนน้ำเปลี่ยนสีให้ยกลง เอากากออกแล้วเอาน้ำตาลใส่ ชิมดูรสชาติหวานปานกลาง พอเย็นลงเก็บใส่ตู้เย็น แก้กระหายใช้ดื่มก่อนดื่มเหล้าจะทำให้ดื่มเหล้าได้น้อยลง และทำให้เจริญอาหาร
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- พุธที่ 14 ตุลาคม 2009 09:51:45 น.