ที่ทำได้ก็คือมี “สติรู้ตัว” ใช้ชีวิตอยู่ด้วย "ความไม่ประมาท" อยู่อย่างเป็นประโยชน์ สดชื่นเบิกบาน
กรณีการจากไปของ “ชูวิท” ได้ให้แง่คิดที่ชัดมากกับผมในเรื่องของ “ความทุกข์” โดยเฉพาะเข้าใจความรู้สึก “ทุกข์ทางใจ" ในฐานะที่เห็นผู้ที่เป็น “พ่อแม่” ต้องมาเสียลูกไปก่อนเวลาอันควร ทำให้ได้เห็นว่า "การพลัดพราก" จากคนที่เรารัก จากสิ่งที่เรารัก นั้นสร้าง “ความทุกข์ใจ” ขึ้นมาเพียงใด ความทุกข์นี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใคร “หนีพ้น” ไปได้ ทำให้เห็นชัดว่าเราล้วนต่างก็เป็น “เพื่อนร่วมทุกข์” กันทั้งนั้น ไม่มีมนุษย์คนไหนที่ไม่ "พลัดพราก" จากสิ่ง (คน) ที่ตนรักไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการจากไปของพ่อแม่ พี่น้อง ญาติสนิท มิตรสหาย หรือสิ่งใดก็ตาม
ชีวิตคนเราประกอบด้วย "ร่างกายและจิตใจ" ส่วนที่เป็นร่างกายนั้นย่อมเสื่อมโทรมไปตามอายุขัย หรือไม่ก็มีอันเป็นไปเพราะโรคภัยไข้เจ็บ หรืออุบัติภัยต่างๆ นานา พูดง่ายๆ ว่าเป็น “สิ่งที่ไม่เที่ยง” ไม่คงทนถาวร เมื่อถึงวันหนึ่งเราก็ต้องเสื่อมสลายไป ต้องตายไปเป็นธรรมดา ไม่มีใครจะอยู่ค้ำฟ้า ที่ทำได้ก็คือมี “สติรู้ตัว” ใช้ชีวิตอยู่ด้วย "ความไม่ประมาท" อยู่อย่างเป็นประโยชน์ สดชื่นเบิกบาน ครั้นเมื่อถึงเวลาที่จะต้อง “เสื่อมสลายไป” ก็คงต้องไป ไม่สามารถจะฝืนกฎธรรมชาตินี้ได้ นี่ก็คือ “ทุกข์ทางกาย” ที่ทำให้เราทุกคนล้วนแต่เป็น “เพื่อนร่วมทุกข์” ด้วยเช่นกัน
เมื่อรู้เช่นนั้นแล้ว ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่่า "แล้วนี่เราจะทะเลาะกันไปทำไม?" ไม่ว่าจะมีใจให้กับ "เสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง" มันก็เป็นแต่เพียงสิ่งที่เรา “สมมุติ” กันขึ้นมา แล้วเราไปหาเรื่อง “เพิ่มทุกข์” ให้กันอีกทำไม? ถึงอย่างไรเราก็ต้อง “ทุกข์ใจ” (จากการสูญเสีย) และ “ทุกข์กาย” (จากโรคภัยไข้เจ็บ) อยู่แล้ว . . . จะไปทะเลาะกันทำไม? เห็นด้วยกับฝ่ายค้าน เห็นด้วยกับฝ่ายรัฐบาล นั่นมันเป็นเพียงเรื่องที่ “สมมุติกันขึ้นมาเท่านั้น” มันไม่ใช่ “ของจริง” ของจริงก็คือ “ความทุกข์” ที่เราต้องเผชิญกัน ทำไมต้องไป “เพิ่มทุกข์” ให้มากขึ้นไปอีก ทำไมไม่มองให้เห็น "ความเป็นเพื่อนร่วมทุกข์” ของเรา ทำไมไม่ช่วยกันทำให้ทุกข์เหล่านั้นคลายลง? ด้วยการหา "สาเหตุ (สมุทัย)" ให้พบว่าทำไมเราจึง “ทุกข์ใจ” กับการที่ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่เรารักไป เป็นเพราะคำว่า “ของกู” ใช่หรือไม่? ทำไมเราจึง "ทุกข์กาย" (และทุกข์ใจ) เวลาที่เราเจ็บไข้ เวลาที่เรารู้ว่าเราต้องตาย? เป็นเพราะคำว่า “ตัวกู” ใช่หรือไม่?
หนทางช่างดูยาวไกล แต่ไม่มีใครรู้ว่าเราเหลือเวลาอีกเท่าใด?
ขอบคุณข้อคิดดีๆครับอาจารย์
ท่านอาจารย์ประพนธ์ครับ
ผมติดตามอ่านบทความของท่านอาจารย์และเห็นจริงด้วยกับท่านครับ
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ที่แนะนำเตือนสติให้ไม่ประมาทครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์ประพนธ์ หนทางอันแสนยาวไกล จุดหมายมิไกลตา เดินทางไปข้างหน้า อย่าประมาท
ชอบภาพประกอบ ภาพนี้ งามแปลกตา ฟ้าสดใส จังค่ะ ขออนุญาตินำไปใช้ ต่อนะคะ ขอบคุณค่ะ
ถ้ามีเวลาแวะไปเยี่ยมบันทึกของผมเรื่อง ยิ่งใช้ยิ่งสั้น บ้างนะครับ
อนุโมทนารางวัลสุดคะนึงกับอาจารย์
สวัสดีค่ะอาจารย์
***หนทางช่างดูยาวไกล แต่ไม่มีใครรู้ว่าเราเหลือเวลาอีกเท่าใด? ดิฉันประทับใจบรรทัดนี้มาก อ่านเรื่องราวของน้อง“ชูวิท” น้องพูดว่า เวลาผมมีน้อย สงสารน้องจับใจที่ไม่ได้มีโอกาสใช้เวลาเพื่อคนอื่นอย่างที่ตั้งใจ เรื่องนี้เป้นอุทาหรณ์สอนใจ เรื่องการจัดการเวลาที่ดี
*** ชอบวิธีการเขียนของน้องเพิท ด้วยค่ะ กระชับและประทับใจ
*** ขอบคุณบันทึกที่พัฒนาสติค่ะ
ผมติดตามงานอาจารย์ ...เห็นด้วยมากเลยครับ ชีวิตคนเราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเราบ้าง ดังนั้นจงมีชีวิตอยู่กับคงามเป็นจริง อยู่อย่างมีความสุข เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน ซึ่งกันและกัน ...
ขอบคุณทุกๆ ท่านที่เข้ามาแบ่งปันในบันทึกนี้ครับ