ได้ไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนน้องๆนักศึกษาของโครงการจัดตั้งคณะเทคนิคการแพทย์ที่ม.สงขลานครินทร์ของเรานี่เอง จำความฝังใจลึกๆของตัวเองได้ว่า ไม่ชอบที่จะเรียนแบบที่อาจารย์มายืนสอนเนื้อหาวิชาที่ต้องเรียนให้เราฟัง โดยเฉพาะวิชาที่อ่านเอาเองก็ได้ทั้งหลาย เพราะเป็นคนชอบอ่านก่อนเรียนอยู่แล้ว ถ้าอาจารย์มาอ่านสิ่งที่เราอ่านแล้วให้เราฟังจะทำให้เบื่อมาก สมัยเรียนปริญญาตรีก็เลยมักจะมีหนังสือ (อ่านเล่น) ติดมือเข้าเรียนด้วย แต่ก็จดสิ่งที่อาจารย์สอนได้จนเป็นต้นแบบของเลคเชอร์ให้เพื่อนๆเอาไปซีร็อกซ์เสมอมา เมื่อจบปริญญาตรีก็ไม่อยากเรียนต่อ เพราะไม่ชอบวิธีการเรียนที่อ่านๆท่องๆแล้วก็สอบวัดความจำทั้งหลาย เรียกว่าไม่มีความประทับใจกับการเรียนการสอนในระบบเอาเสียเลย เป็นคนชอบเรียนรู้ด้วยตัวเองมากกว่า รู้สึกว่าอยากรู้อะไรก็หาอ่านเอาได้ทั้งนั้น โชคดีที่เมื่อต้องไปเรียนต่อได้เรียนในวิธีการที่หลากหลาย ไม่ใช่การนั่งฟังเลคเชอร์ จำๆท่องๆแล้วสอบแบบที่เราไม่ชอบ
ไม่ชอบการต้องสอนด้วยวิธีที่ตัวเองไม่ชอบเช่นเดียวกัน แต่จริงๆก็นึกไม่ออกหรอกนะคะว่า เรื่องราวที่ต้องสอนด้วยการเอาความรู้ในตำรามาบอกต่อนี้จะใช้วิธีไหนดี คิดว่าขึ้นกับสิ่งที่ต้องสอนด้วยว่า เป็นเรื่องอะไร มีวัตถุประสงค์ว่าผู้เรียนต้องได้อะไรด้วย
ช่วงนี้ที่ต้องสอนเป็นเรื่องของไขมัน ซึ่งโชคดีมากที่ได้รับผิดชอบร่วมกับพี่ปนัดดา ทำให้ได้มีโอกาสสอนในแบบที่ตัวเองต้องการ เพราะพี่ดาเตรียมข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นให้น้องๆนักศึกษาได้อย่างดีเยี่ยม ถึงจะเป็นการไปยืนสอนตำรา แต่ก็เป็นแบบสรุปเข้มข้นให้ ได้เห็นสไลด์ของพี่ดาแล้ว ทำให้เราสอนต่อได้ค่อนข้างง่าย เพราะได้สอนในส่วนของการเชื่อมโยงส่วนประกอบต่างๆในการเผาผลาญไขมันที่พี่ดาสอนไปก่อนแล้ว ทำให้"เล่น"ได้
วันนี้ก็เลยได้ให้น้องๆนักศึกษาได้"เล่น"สมมติตัวเองเป็นส่วนประกอบต่างๆของไขมัน ในหนึ่งชั่วโมงที่ต้องสอน ได้พยายามแบ่งสัดส่วนให้เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนได้เคลื่อนไหว ได้ปฏิสัมพันธ์ครึ่งหนึ่ง แล้วหนึ่งในสี่คือประมาณ 15 นาทีเป็นส่วนที่เราพูดคนเดียวให้เขาฟัง อีกประมาณ 10 นาทีเป็นส่วนที่ผู้เรียนได้พูดบ้าง ยังไม่ได้ประเมินการเรียนการสอนวิธีนี้จากมุมมองของผู้เรียน แต่สำหรับตัวเองคิดว่า ดีใจที่ได้ทำสิ่งที่อยากทำแบบนอกกรอบ และคิดว่าหากยังได้รับหน้าที่สอนอยู่ก็จะไม่หยุดที่จะปรับเปลี่ยนวิธีสอนไปเรื่อยๆค่ะ อยากรู้เหมือนกันว่าอาจารย์ในระดับปริญญาตรีทั้งหลายเขามีวิธีการสอนใหม่ๆอย่างไรกันบ้าง
สวัสดีค่ะมาเรียนรู้วิธีการสอนควรตั้งชื่อเทคนิคการสอนว่าอะไรดีคะ..เป็นกิจกรรมที่นอกกรอบแต่รู้จริงนะคะ
การทำ การคิดนอกกรอบ เป็นการคิดสร้างสรรค์ในการทำงานเชิงรุก ส่วนมากก็ได้เห็นหลายท่าน ใน gotoknow นี้มีหลายคนหลายอาชีพที่ทำงานนอกกรอบ น่าจะมีสักคนหนึ่ง ตั้งโจทย์ให้คนนอกกรอบมาแลกเปลี่ยนกันโดยเฉพาะ
นี่แหละคือการพยุงการจัดการศึกษาไทย มองมุมกว้าง ให้ประโยชน์กับสิ่งที่สื่อออกไปมากที่สุด ถือว่าเป็นการบำบัดและเยี่ยวยาสังคมไทยที่นับวันจะคลอนแคลน มากกว่าการบำบัดราคะ
อยากเห็นครูบาอาจารย์ทุกระดับ มีการคิดนอกกรอบ เขียนนอกกรอบ ทำนอกกรอบ เช่นเดียวกัน
ชื่นชมและให้กำลังใจครับ ขออนุญาตเอามุกการสอนแบบนี้ไปใช้ด้วยนะครับ
ขอบคุณครับ
ดีแล้วครับอาจราย์ อาจารย์สอนแบบนี้ทำให้นักศึกษาได้คิดมากขึ้น และตื่นตัวในการเรียนตลอด
ทำให้ไม่ง่วง ไม่น่าเบื่อ และต้องคอยคิดตลอดเวลา แต่ท้ายชั่วโมงอยากให้อาจารย์สรุปเรื่องที่สอน
ให้มากขึ้นด้วย เป็นกำลังใจในการสอนนะครับ สู้สู้ เราผมต้องตั้งใจเรียน