
วันนี้ได้อ่านทบทวนต่อจากเรื่องการดูจิต ซึ่งขอเล่าต่อจากบันทึกที่แล้วเกี่ยวกับการเจริญสติสัมปชัญญะ เป็นการฝึกให้ทำความรู้ตัวกับจิตผู้รู้อย่างสบาย ๆ ไม่เพ่งจ้องหรือควานหา ค้นคว้าพิจารณาเข้าไปที่จิตผู้รู้ เพียงแค่รู้อยู่เฉย ๆ เท่านั้น ต่อมาเมื่อมีความคิดนึกปรุงแต่งอื่น ๆ เกิดขึ้น ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ชัดเจน เมื่ออารมณ์ปรากฏขึ้นกับจิต ก็ให้มีสติรู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏนั้น ตรงที่จิตไม่เผลอส่งออกไปนั้นเองคือความรู้ตัวหรือสัมปชัญญะ
เรื่องสตินั้นเข้าใจง่ายเพราะหมายถึงตัวที่ไปรู้เท่าอารมณ์ที่กำลังปรากฏเช่น คนทำอะไรจิตก็จดจ่อกับเรื่องนั้น โดยธรรมชาติแล้วคนมีสติอยู่เสมอ เมื่อจิตตั้งใจรู้อารมณ์ แต่จะเป็นสัมมาสติได้ก็ต่อเมื่อมีสัมปชัญญะคือความรู้ตัวไม่เผลอ ควบคู่ไปด้วย
ความรู้ตัวไม่เผลอนั้นเข้าใจยากที่สุด เพราะถามใครเขาก็ว่ารู้ตัวทั้งนั้น ทั้งที่ความจริงจิตยังมีความหลง (โมหะ) แฝงอยู่เกือบตลอดเวลา สัมปชัญญะที่ใช้เจริญสติปัฏฐานจะต้องเป็น "อสัมโมหสัมปชัญญะ"เท่านั้น
ความรู้ตัวหรือการไม่หลงเผลอส่งจิตออกไปตามอารมณ์ภายนอกนั้นเองคือสัมปชัญญะ วิธีฝึกให้ได้สัมปชัญญะที่ดีที่สุดคือการทำสมถกรรมฐานเช่น การบริกรรมพุทโธ จนจิตรวมเข้าถึงฐานของมัน แล้วรู้อยู่ตรงฐานนั้นเรื่อยไป หากมีอารมณ์มาล่อทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ก็ไม่เผลอหลงลืมฐานของตนส่งจิตตามอารมณ์ไปอย่างไม่รู้ตัว
เราสามารถเจริญสติปัฏฐานได้ทั้ง ๔ ประเภท ถ้าแยกจิตผู้รู้กับอารมณ์ไม่ได้ จะไม่สามารถเจริญสติปัฏฐานได้ทุกประเภท เพราะถ้าขาดสมถะที่ถูกต้อง จิตจะตกเป็นทาสของอารมณ์ สติปัฏฐานทั้ง ๔ คือ คือรู้กาย รู้เวทนา รู้จิต รู้ธรรม
รู้กาย เมื่อมีสัมผัสทางกาย รู้ลมหายใจเข้าออก รู้สึกหนาวเย็นจะเห็นว่ากายเป็นกลุ่มธาตุที่มารวมตัวกัน ไม่เห็นว่ากายส่วนใดจะเรียกตนเองว่ากายเลย กายกับจิตแยกกันชัดเป็นคนละส่วน
รู้เวทนา บางครั้งในขณะที่รู้จิตผู้รู้อยู่นั้น เราจะรู้เวทนากายบ้าง เวทนาจิตบ้างแล้วแต่ตัวใดจะเด่นชัด เช่นเวลาเดินจะรู้สึกเมื่อยขา ถ้าเรามีจิตผู้รู้เราจะเห็นชัดว่าความเมื่อยไม่ใช่ขาที่เป็นวัตถุธาตุแต่เป็นอีกสิ่งหนึ่งแฝงอยู่ในวัตถุธาตุที่ประกอบกันขึ้นเป็นขา บางทีจิตก็ปรุงแต่งเวทนาทางจิตขึ้นมาด้วยเช่นความสุขทางใจเกิดขึ้นก่อน
รู้จิต ไม่ใช่การเห็นจิตผู้รู้ แต่เป็นการเห็นจิตสังขาร ที่กำลังปรากฏ เช่นจิตมีความโกรธ มีความใคร่ มีความหลงฟุ้งซ่าน มีความผ่องใส เบิกบานเกิดขึ้น จะเห็นว่าความปรุงแต่งล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดับไป มันไม่ใช่จิต มันเป็นแค่อารมณ์ที่ถูกรู้
รู้ธรรม ถ้ารู้จิตผู้รู้อยู่นั้น หากสภาวธรรมอันใดเกิดขึ้น ก็จะเห็นสภาวธรรมอันนั้นตามที่มันเป็นจริง เช่นขณะที่รู้ตัวอยู่ จิตก็ทะยานอยากออกไปเกาะความคิดนั้น เพราะความที่จิตไปหลงยึดอารมณ์นั้นเอง ความเป็นตัวตน ความเป็นกลุ่มก้อน ความหนัก ได้เกิดขึ้นแทนความไม่มีอะไรในตอนแรก และถ้ารู้ทันว่าจิตส่งออกไปนำความทุกข์มาให้ จิตจะปล่อยอารมณ์นั้นกลับมาอยู่กับรู้ ความหนักแน่นก็จะหายไปเอง
คือเห็นว่าถ้ามีตัณหาหรือความทะยานอยากไปตามอารมณ์ ความเป็นตัวตนและเป็นทุกข์จะเกิดขึ้น ถ้าไม่มีความอยาก ทุกข์ก็ไม่เกิด
ธรรมะสวัสดีค่ะ
พยายาลดละเลิกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันครับพี่คิม...
สาธุ อนุโมทนาค่ะน้องคิม
ธรรมสวัสดีจริงๆ
อ่าน 2 รอบแล้วก็ยังร้องอืม....
แล้วกายก็พยักหน้า...จิตรับรู้ไม่ปรุงแต่ง
อันที่จริงก็เผลอไปพยักหน้าเข้าแล้ว ฮ่าๆๆ
ขอบคุณค่ะ ยิ้มๆนะ
สวัสดีค่ะหนานเกียรติ
สวัสดีค่ะพี่ต้อยkrutoiting
ไม่มีความอยาก ทุกข์ก็ไม่เกิด เห็นด้วยค่ะครูคิม คิดถึงค่ะ รักษาสุขภาพด้วยค่ะ ฝันดีค่ะ ราตรีสวัสดิ์ ห่มผ้าหนาๆนะ เป็นห่วงค่ะ
สวัสดีค่ะคุณครูน้อย
สวัสดีค่ะน้องNina
ธรรมะสวัสดีค่ะคุณพี่ครูคิม
สวัสดีค่ะน้องหมวยสีตะวัน
สวัสดีจ้ะน้องครูคิม
พี่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฎสังขาร ความโลภ โกรธหลง ยังคงตามตัวดังเงา
จะลด ละ ได้บ้างตามโอกาสที่มีไม่บ่อยครั้งนัก แต่ก็พยายามไขว้คว้าเอาไว้ให้ได้มากที่สุดเต็มสติ ตามกำลัง
เวลาพาเด็กๆไปฝึกปฏิบัติกิจกรรมท่างธรรมะ จะให้เด็กๆ ถือศีลห้า เพราะเกรงว่าลูกๆเขาจะไม่เข้าใจแล้วกระทำการอันมิควร
ต่อพระศาสนา เมื่อมาได้อ่านธรรมะสวัสดีของน้องครูคิมแล้วทำให้พี่มีความสุขมากจ้ะ
สวัสดีค่ะพี่สาวที่แสนดีตุ๊
สวัสดีครับ ผมห่างหายไปพอสมควร..เนื่องจากขาดเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร..และเตรียมย้ายของออกจากแฟลตของหลวง...ชีวิตตอนนี้ทำให้ได้เห็นโลกธรรมจริงๆ ครับ
สวัสดีค่ะท่านพี่หนุ่ม กร~natadee
ธรรมสวัสดี .....สาธุ
ความทุกข์จะไม่โผล่ ถ้าเราไม่โง่เรื่องผัสสะ
ธรรมะสวัสดี
อนุโมทนาสาธุครับ
สวัสดีค่ะครูคิม แวะมารับธรรมะยามเช้าค่ะ..วันนี้ยะลาฝนตกอีกแล้วค่ะ...