เผ่าพันธุ์แผ่นดิน

 

ผมเชื่อว่าระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า นักการเมืองของประเทศเราทุกระดับตั้งแต่สมาชิก อบต.จนถึงระดับชาติ จะขยันเรียนจบปริญญาเอกมากที่สุด
มหาวิทยาลัยหลายแห่งก็สนับสนุนอย่างเต็มที่
เหตุผลนะหรือครับ  มีเงิน มีอำนาจ ไม่พอครับ ต้องมี ดร.นำหน้า เอาไว้ขย่มข้าราชการ และเบ่งบารมีกับชาวบ้าน
ต้องยกเว้นไว้บ้างสำหรับนักการเมืองส่วนน้อยของประเทศนี้ ที่ไม่เป็นอย่างงั้น
ดูง่าย ๆ ก็แล้วกันว่านะครับ การสร้างความแตกแยกของประชาชนในชาติ ทั้งๆที่มือยังกราบบังคมทูล พวกเขาทำได้อย่างไม่ละอายแก่ใจ

พวกเรา (ผมหมายถึงผมและเพื่อนพ้องอีกจำนวนหนึ่งนะครับ)  อยากเห็นมิติใหม่ทางการศึกษา ที่กระทรวงศึกษาธิการ และสถาบันอุดมศึกษาของเรา ต้องพลิกตำราเล่นงาน 
นั่นคือการเพาะต้นกล้าของแผ่นดิน

เทอมที่ผ่านมา พวกเราเปิดสอนให้ต้นกล้าที่เป็นผู้นำชุมชนราว 30 คน ด้วยหลักสูตรปริญญาตรีการเปลี่ยนแปลงสังคม   มีตั้งแต่อายุ 30 จนถึง 82 ปีที่เป็นนักเรียนกับเรา
เรารับสมัครเพิ่มในรุ่นที่สอง เปิดเรียนเมื่อ 1 พ.ย. 2552 นี้เอง
เราเก็บค่าเล่าเรียนวิชาละ 100 บาท เทอมละ 6 วิชา เก็บ 600 บาท เอาเงินมาเป็นค่าอาหารกลางวัน
เรียน 43 วิชา 7 เทอม น่าจะเสียเงินไป 4300 บาท จบปริญญาตรี
สำหรับอาจารย์ที่มาสอน เราก็หาอาสาสมัครที่เป็นเพื่อน ๆ ของเรา และพอมีเวลา
ไม่มีค่าสอน ไม่มีค่าน้ำมันรถ แต่ขอเก็บอาจารย์ที่มาช่วยสอนคนละ 100 บาทต่อเดือน มาเป็นกองทุนสวัสดิการ
 
เรากำลังก้าวหน้าต่อไปในเทอมที่สองนี้
13 ธ.ค. 2552 พวกเรามาเปิดเรียนที่จังหวัดนนทบุรีอีกแห่งหนึ่ง ด้วยหลักการเดียวกัน
มีมาสมัครกับเราแล้วราว 30 คน ส่วนใหญ่เป็นนักกิจกรรมทางสังคม ที่เท่ห์กว่านั้น น่าจะมีคนพิการแขน ขา จะมาร่วมเรียนด้วย
เรามีมติจะไม่เก็บเงินพวกเขาเหล่านี้
 
พวกเราได้ท้าทายมากขึ้น
สำหรับทีมอาจารย์ผู้สอน ที่ยังไม่จบปริญญาโท พวกเรามีมติที่จะเปิดสอนปริญญาโทให้เขา วิชาละ 1000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายเข้ากองทุน
เรียนสัก 12 วิชา ก็หมื่นสองพันบาท ให้เขาทยอยจ่าย ถ้าไม่มีเราก็จะให้เขาเป็นนักศึกษาทุน เรียนฟรี แต่ต้องมาเป็นอาสาสมัครสอนรุ่นหลังต่อไปด้วยก็แล้วกัน
เราตกลงจะเปิดสอนกลุ่มอาจารย์ของพวกเราวันที่ 12 ธ.ค. 2552 เทอมแรกจะเรียน 4 วิชา


พวกเราที่จบปริญญาเอกแล้ว จะมาเป็นอาสาสมัครในการสอน

พวกเราอยากท้าทายมากกว่านี้
สำหรับอาจารย์ของเราที่เรียนจบปริญญาโทแล้ว
วันที่ 6 ก.พ. 2553 พวกเราจะเริ่มเปิดสอนระดับปริญญาเอก ในหลักสูตรด้านการจัดการภาครัฐและเอกชน
เราจะขอเงินบริจาคคนละ 2000 บาทต่อวิชา 17 วิชา ก็ราว 34,000 บาท เอาเงินมาเป็นกองกลางไว้ใช้จ่าย
เทอมละ 4 วิชาก็คงราว 8000 บาท อาจารย์ของเราที่ไม่มีเงินสมทบ  เราจะให้มาสอนรุ่นน้องเป็นการตอบแทน
เพื่อนๆของเราที่จบปริญญาเอกแล้วจะมาเป็นอาสาสมัครในการสอน
 
เราเชื่อว่าหลังห้าปีข้างหน้าต่อไปนี้ เราจะเห็นลูกศิษย์ของเราเติบโตทางจิตวิญญาณ
เป็นคนทำงานทางสังคม มีจิตอาสา และมีวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาเอกมากมาย และมากขึ้นเรื่อยๆ
เราจะเพาะต้นกล้าที่เป็นคานงัดสังคม คานดุลอำนาจนักการเมืองฉ้อฉล
และเป็นต้นกล้าแห่งความดีงามแห่งสาธารณะ
 
ศักดิ์ ประสานดี
18 พ.ย. 2552