“เราต้องการขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับประชาชนทั้งเยาวชนและผู้สูงวัยของประเทศให้ได้รับการศึกษาตามความต้องการของเขา เราจะเปิดศูนย์การศึกษาในครอบคลุมทุกพื้นที่ทุกจังหวัดเป็นอย่างน้อย เพื่อให้เขาได้เล่าเรียนตามธรรมชาติของเขาเอง”
นี้เป็นเจตนารมณ์ของ ดร.สุธิศ หล่อจันอัด ที่บอกเล่าความตั้งใจให้พวกเราฟัง
ท่านเล่าเพิ่มเติมว่า "ประชาชนจำนวนมากของประเทศไทย ได้ถูกทอดทิ้งจากระบบการศึกษา แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามขยายการศึกษาภาคบังคับออกไป จัดให้เรียนฟรี จัดให้มีกองทุนกู้ยืม แต่เราก็ยังเห็นความคนยากจนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาอยู่ดี เพราะการศึกษายังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายมากกว่าที่รัฐบาลช่วยเหลือ นักเรียน นักศึกษา ยังจำเป็นที่จะต้องมีค่าอาหารกลางวัน ค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์การศึกษา เรายังไม่พูดถึงเยาวชนที่ออกจากโรงเรียนกลางคัน เนื่องจากต้องไปช่วยผู้ปกครองไปจับปลากลางทะเล การโยกย้ายตามผู้ปกครองที่อยู่ในแรงงานก่อสร้าง เยาวชนบนพื้นที่สูง บนยอดเขา บนดอยที่ห่างไกล เยาวชนที่ไม่มีบัตรประชาชนคนไทย แต่เขาเกิดและอาศัยบนแผ่นดินไทย
จากปัญหาเหล่านี้ เราจึงคิดที่จะตั้งมหาวิทยาลัยที่มีสาขาทุกจังหวัด เพื่อให้สามารถขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับประชาชนทั่วประเทศ ให้มหาวิทยาลัยเหมือนกับเซเว่นอีเลฟเว่นที่จะมีทุกซอกซอยบ้าน มหาวิทยาลัยจะมีค่าเล่าเรียนถูก เพื่อให้คนยากจน จะเข้ามาเล่าเรียนได้ มหาวิทยาลัยจะเพิ่มทางเลือกโดยการจัดตั้งกองทุนกู้ยืมเอง โดยไม่ต้องหวังพึ่งเงินของรัฐ เราอาจจะต้องตั้งธนาคารของเราเองเพื่อสนับสนุนนักเรียน นักศึกษาของเราเอง
เราอาจจะจัดหาทุนเพื่อให้นักเรียน นักศึกษาของเราจะได้สะดวกและมีความสุขในการเรียน ผู้รับทุนของเราจะชดใช้ทุนโดยการทำงานรับใช้สังคม"
ท่านดร.สุธิศ ได้รับทุน ก.พ. มาตั้งแต่ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ท่านได้ศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของอเมริกา แต่ท่านเลือกที่จะเอาความรู้เหล่านี้มารับใช้สังคมมากกว่าที่สร้างความร่ำรวยให้ธุรกิจของตัวเอง หรือพวกพ้อง
ท่าน ดร.สุธิศ เห็นว่าการตจัดการศึกษาสำหรับเยาวชน.ก็เหมือนกับการปลูกต้นกล้าของแผ่นดิน เพื่อให้เป็นต้นไม้ ที่เติบโต แข็งแรง และทรงคุณค่า ท่านอยากจะตั้งมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงปริญญาเอก ท่านไม่คิดที่จะทำธุรกิจการศึกษา โดยการเก็บค่าหน่วยกิตแพงๆ อย่างที่นักธุรกิจการศึกษาบางคนสนใจ
เราไม่อยากจะให้เรียกว่ามหาวิทยาลัย แต่อยากจะตั้งเป็นสถาบันเทคโนโลยี เรียกว่า สถาบันเทคโนโลยีมิตรภาพ เพราะต้องการให้เห็นการย่อด้วยคำว่า MIT เพื่อให้พ้องกับคำว่ามิตร
มิตรภาพทุกที่ทุกจังหวัด จะมีอาคารอำนวยการและอาคารเรียน ที่มีการก่อสร้างเหมือนกันหมด มีเอกลักษณ์เฉพาะเหมือนตัวรัฐสภา ไม่ต้องการสร้างอาคารสูง จะสร้างหอพัก และอื่นๆ บนที่ดินไม่ต่ำกว่า 100 ไร่ ทุกจังหวัด
ต้นกล้าของแผ่นดินของเรา ไม่เพียงแค่เรียนรู้จากห้องเรียนเท่านั้น แต่จะต้องเก่งภาษาอังกฤษและคอมพิวเตอร์ทุกคน การเรียนการสอนจะมีระบบการสร้างสัมพันธภาพระหว่างนักศึกษากับอาจารย์ เช่น สถานที่เรียนของเราจะอยู่ห่างไกลตัวเมือง ทุกคนจำเป็นต้องพักแรมด้วยกัน เราจะจัดเป็นทะเลสาบ ให้มีหาดทรายให้อาจารย์กับศึกษาที่จะได้ใกล้ชิดกัน สร้างความสนิทสนมกัน ความสัมพันธ์ของนักศึกษาและอาจารย์จึงเป็นการปฏิสนธิ ไม่ใช่ปฏิสัมพันธ์ เพราะการปฏิสนธิ คือ การก่อกำเนิดจิตวิญญาณใหม่ คือจิตวิญญาณมิตรภาพ ความผูกพันระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ จะรวมไปจนถึงการหางานทำ และการสนับสนุนให้ก้าวหน้าในอาชีพการงานด้วย
MIT จะมีงานใหม่ ๆ ให้นักศึกษา เช่นการมีโรงพยาบาล การผลิตรถมอเตอร์ไซด์ และรถยนต์ การสร้างระบบโลจิสติกส์ ที่แลกเปลี่ยนสินค้าได้ทั่วประเทศ เราจะให้นักศึกษา เรื่องเราได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงจากสถานประกอบการต่าง ๆ
เราจะเปิดสอนในหลักสูตรทุกศาสตร์ ที่มีการเรียนการสอน เราจะเริ่มต้นที่จะจังหวัดพะเยาเป็นแห่งแรก และจะเป็นอาคารสำนักงานใหญ่ของเรา แล้วเราจะขยายไปยังที่อื่นๆทั่วประเทศ ที่ได้เตรียมไว้แล้วได้แก่ ร้อยเอ็ด พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี ปทุมธานี ยะลา นราธิวาส และกรุงเทพ ปัจจุบันมีที่ดินอยู่แล้วประมาณ 30 จังหวัด ที่พร้อมจะสร้างอาคาร MIT โดยแต่ละแห่งเราจะพยายามสรรหาผู้มีอุดมคติ และแนวความคิดคล้ายกับพวกเรามาทำงาน
ศูนย์การเรียนรู้ของเราในต่างจังหวัด จะเป็นศูนย์ที่มีชุมชนเป็นเจ้าของ และเป็นผู้บริหารไม่ใช่เป็นของมหาวิทยาลัยที่ไปตั้งสาขาในชุมชน เพื่อแสวงหารายได้จากผลกำไรเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยเอกชนทั่วไป
ในระยะเริ่มแรกที่ต้องการผู้ร่วมอุดมการณ์ เราอาจจำเป็นต้องจัดทุนการศึกษาในระดับปริญญาตรี โท เอก เพื่อให้มีผู้มาสืบทอดอุดมคติ และสามารถขยายไปทุกจังหวัดได้ในโลกอันรวดเร็ว ผู้ที่รับทุนจากเราไม่จำเป็นต้องเข้ามาทำงานประจำของเรา แต่จะมาทำงานตามโอกาสที่เขาอำนวยเท่านั้น
อาจารย์ของเราต้องผลิตตำรา และเขาจะมีรายได้จากการเขียนตำราไปจนตลอดชั่วลูกชั่วหลานหากยังมีคนซื้อตำราเล่มนั้นอยู่
เราคิดถึงคนไทยมุสลิมมากพอสมควร ครูสอนศาสนาหรือโต๊ะครูทั้งหลายที่สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศจะมาศึกษาต่อที่เราเพื่อการเรียนเสริมหรือต่อยอด เพื่อให้ได้มีวุฒิปริญญาตรี โท เอก ที่รัฐบาลไทยรับรอง
ในพื้นที่ส่วนใหญ่ที่เป็นชาวพุทธ เราจะมีการสร้างวัดด้วย มีอาคารเรียนสำหรับพระภิกษุสามเณร มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม พร้อมกับการจัดการศึกษาทางโลกสำหรับพระภิกษุสามเณร
นักศึกษาของเรา จะจ่ายเงินค่าเล่าเรียนเป็นรายเดือนก็ได้ หากสะดวกเช่นนั้น พวกเขาสามารถจะโอนย้ายสถานที่เล่าเรียนไปยังศูนย์การศึกษาของเราทุกจังหวัด เพื่อศึกษาเรียนรู้ภูมินิเวศและสังคมวัฒนธรรมที่หลากหลาย ที่รวมกันเป็นชาติไทย
เนื่องจากเราคือสถาบันแห่งมิตรภาพ
รวบรวมโดย ศักดิ์ ประสานดี
สวัสดีค่ะอาจารย์
ขอบคุณมากครับ ผมยินดีสำหรับคนที่คนที่ปราถนาในสิ่งดีงามร่วมกันครับ