อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์/ฎีกา ๒๓๔,๒๓๖, ๒๕๒

อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์/ฎีกา ๒๓๔,๒๓๖, ๒๕๒ อำนาจศาลสูง ๒๔๐,๒๔๓

Lecture 5  ประเด็นสำคัญ

  • แนวคิด อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์
  • ความหมาย/ตัวอย่าง
  • หลักกฎหมาย/ตัวบทมาตรา มาตรา ๒๓๔,๒๓๖, ๒๕๒
  • อำนาจศาลอุทธรณ์/ฎีกา มาตรา ๒๔๐,๒๔๓

แนวคิด อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

  • หน้าที่ของศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์    เมื่อได้รับอุทธรณ์แล้ว ให้ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์และมีคำสั่งให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์นั้นไปยังศาลอุทธรณ์  มาตรา ๒๓๒ และจำเลยอุทธรณ์ยื่นคำแก้อุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันส่งสำเนาอุทธรณ์ ตามมาตรา ๒๓๗ 
  • •กรณีศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์ แล้วมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์    ผู้อุทธรณ์มีสิทธิที่จะอุทธรณ์  คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ได้ มาตรา 234

เหตุที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ของผู้อุทธรณ์

  • 1.ยื่นเกินกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ตาม ม. 229
  • 2.ไม่ชำระค่าธรรมเนียมครบถ้วน ตาม ม. 18 และ ม. 229
  • 3.ไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียม ที่จะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายตามคำพิพากษา
  • 4.ทนายความไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในอุทธรณ์
  • 5.เป็นอุทธรณ์ต้องห้าม ตาม ม. 224 ถึง ม. 226

หลักเกณฑ์ อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์
มาตรา ๒๓๔,๒๓๖, ๒๕๒
 ๒๓๔ ถ้าศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้นไปยังศาลอุทธรณ์โดยยื่นคำขอ เป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง

  • •๒๓๖ ....ให้ศาลส่งคำร้องเช่นว่านั้นไปยังศาลอุทธรณ์โดยไม่ชักช้าพร้อมด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลชั้นต้นและฟ้องอุทธรณ์ .... ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้อง แล้วมีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ คำสั่งนี้ให้เป็นที่สุด

อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา
 มาตรา ๒๕๒ 

  • •ถ้าคู่ความยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ยอมรับฎีกา ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องเช่นว่านั้นไปยังศาลฎีกาพร้อมกับฎีกาและคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ....

หลักเกณฑ์

  • •1.ผู้อุทธรณ์ต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง
  • •2.กำหนดเวลาในการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง  ผู้อุทธรณ์ต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ 
  • •ผู้อุทธรณ์ได้ทราบคำสั่งนั้นแล้ว   หากผู้อุทธรณ์ไม่ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดคำสั่งไม่รับอุทธรณ์นั้นย่อมเป็นที่สุด

ระยะเวลา

  • ยื่นต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง (หากไม่ยื่น คดีย่อมถึงที่สุด ตามมาตรา 147 วรรคสอง)
  • ไม่อาจยื่นขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229 ได้อีก
  • วิธีการ : ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง และนำค่าฤชาธรรมเนียม, เงินที่ต้อง

   ชำระตามคำพิพากษา หรือหาประกันไว้ต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

    กรณีคำฟ้องฎีกา ศาลชั้นต้นส่งคำร้องพร้อมฎีกา และคำพิพากษาชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกา (ฎี. 3810/45)

ประเด็นสำคัญ

  • กรณีศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์  ผู้อุทธรณ์ต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด 15 วันตามม.234 และศาลชั้นต้นมีหน้าที่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเพื่อให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ไม่ว่าผู้อุทธรณ์จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด 15 วันหรือไม่ก็ตาม  
  • ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งไม่รับอุทธรณ์ที่ยื่นเกินกำหนดนั้นต้องส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เท่านั้น ( ฎี.9407/2546 )

236 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย

  • ต้องเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์  
  • การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าหากจำเลยยังติดใจอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์  ให้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล   และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษา  จึงไม่เป็นการยื่นตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์   จำเลยจึงมีสิทธิ ฏีกาได้ ( ฏ.365/2546 )

236 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย

  • •คำสั่งศาลอุทธรณ์ยืน หรือรับอุทธรณ์ เป็นที่สุด
  • •:ต้องเป็นเหตุในเนื้อหาอุทธรณ์โดยตรงว่า ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ และศาลอุทธรณ์มีหน้าที่วินิจฉัยเฉพาะประเด็นว่า จะยืนหรือกลับ ตาม 236 เท่านั้น
  • •(ฎี. 3369/38,432/42, 6921/43,1370/40,801/51,คำสั่งคำร้อง 340/13,คร. 919/50, 4493/50,1044/50, ฎี. 428/51,10431/50, ,8276/51,8277/51)

 กรณีศาลอุทธรณ์ยืนด้วยเหตุแห่งเนื้อหาอุทธรณ์

   -เหตุเกี่ยวกับระยะเวลาอุทธรณ์/ฎีกา มิใช่เหตุในเนื้อหาอุทธรณ์โดยตรง

   แต่เป็นคำขอขยายระยะเวลา ตามมาตรา 23

   -เหตุเกี่ยวกับไม่วางเงินค่าธรรมเนียม มิใช่เหตุในเนื้อหาอุทธรณ์โดยตรง คำสั่งศาลอุทธรณ์ดังกล่าว จึงไม่เป็นที่สุด

   -สั่งกำหนดเวลาให้คู่ความปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วน มิใช่สั่งไม่รับอุทธรณ์ /ฎีกา

 ข้อสังเกต

  • (1). แม้คำสั่งไม่รับอุทธรณ์จะไม่ใช่เรื่องเนื้อหาในประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้อง คำให้การ ก็ต้องอยู่ในบังคับของ ม.234
  • (2). การยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว  ผู้อุทธรณ์คำสั่งต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ ม. 234 ( ฏ.3199/2547 ) (3)  ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ส่งคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์ (ตาม 236)โดยไม่มีหน้าที่จะตรวจสั่งรับหรือไม่รับ ตามมาตรา 232 อีก หากศาลชั้นต้นยกคำร้องนี้ ย่อมไม่ชอบ(ฎี. 3802/47, 1044/50,1043/51)

สรุป การยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น  ผู้อุทธรณ์ต้องปฏิบัติต้องอุทธรณ์คำสั่งภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้ทราบคำสั่งศาลที่ไม่รับอุทธรณ์  และวางเงินหรือหาหลักประกันสำหรับจำนวนหนี้ที่จะต้องชำระตามคำพิพากษา และค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล ( ฏ.226/2547 ) 

ตัวอย่างประเด็นข้อสอบ

  • โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำละเมิด ขอให้ชำระค่าเสียหาย 60,000 บาท จำเลยขาดนัดยื่น  คำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายโจทก์ 50,000 บาท
  •  จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่อ้างว่า จำเลยมิได้จงใจขาดยื่นนัดคำให้การ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งว่า จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

ข้อสอบ

  • หลังจากนั้น 1 เดือน จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง เพราะยื่นคำร้องเกิน 15 วัน และส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์
  • ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยยื่นเกิน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง กรณีนี้
ข้อสอบ(ก) คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ และคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 
  • (ข) จำเลยจะฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ ได้หรือไม่
  • ประเด็น ทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์/อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์/ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามศาลชั้นต้น

ธง:คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ชอบ ส่วนคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ไม่ชอบ ข : ไม่ได้

  • •(ก)  ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า มิได้จงใจขาดฯ เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้เป็นปัญหาในการกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น ไม่ใช่ปัญหาในประเด็นที่พิพาทในคดี  การพิจารณาถึงสิทธิในการอุทธรณ์ ก็ต้องถือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ เมื่อไม่เกิน 50,000 บาท ย่อมต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เทียบฎีกา 4244/41 
  • •ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 236 ไม่มีหน้าที่ตรวจสั่งไม่รับ เหมือนอย่างชั้นรับหรือไม่รับอุทธรณ์ มาตรา 232 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงไม่ชอบ (เทียบฎีกา 451/49 และ 1044/50)

ธง(ข)  การที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เกินกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ยื่นเกินกำหนด ให้ยกคำร้องของจำเลย จึงมีผล เป็นการไม่รับอุทธรณ์ยืน ตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ ย่อมเป็นที่สุด ตามมาตรา 236 วรรคหนึ่ง (เทียบฎีกา 1044/50, 4493/50 และ 801/51)                                                                                                                          [เนติฯ สมัยที่ 61 ปี 2551 , ข้อ 5]

ฎีกา 4493/50 คำสั่งศาลอุทธรณ์ จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 236 วรรคหนึ่ง

  • •ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์นั้น ต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามมาตรา 234 แต่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง เกินกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ และเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย โดยเห็นว่า จำเลยยื่นพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่ง
  • •คำสั่งศาลอุทธรณ์ จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 236 วรรคหนึ่ง และเป็นที่สุดนั้น ไม่จำต้องคำนึงว่า ในการมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าว จะต้องเป็นกรณีวินิจฉัยเฉพาะเนื้อหาอุทธรณ์เท่านั้น เพราะการที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์อาจมาจากสาเหตุอื่น โดยไม่ต้องวินิจฉัยเนื้อหาอุทธรณ์ว่า ต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ก็ได้

อำนาจศาลอุทธรณ์ มาตรา ๒๔๐,๒๔๓
[ 242 – 245,247]

  • •ชี้ขาดคดีแล้ว ยืน /ยก คำพิพากษาศาลชั้นต้น/กลับ/ แก้
  • •เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า มีเหตุอันสมควรยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้พิจารณาใหม่ตามรูปคดี

ประเด็นสำคัญ

  • •กรณีคู่ความอุทธรณ์ ในปัญหาข้อกฎหมาย 240 (3) หากศาลชั้นต้นยังไม่ได้พิจารณา หรือวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริง อันเป็นสาระสำคัญในประเด็นกฎหมายที่อุทธรณ์ขึ้นมา ศาลอุทธรณ์ มีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นพิจารณาปัญหาข้อเท็จจริงนั้นและพิพากษาไปตามรูปคดีได้ (ฎี 2690/35)
  • •กรณีศาลอุทธรณ์ถือตามข้อเท็จจริงศาลชั้นต้น 243(3)(ก)  เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงไม่ชอบ เช่น ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงที่นอกเหนือจากคำฟ้องคำให้การ ศาลอุทธรณ์มี อำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่ได้ (ฎี.1785/46)

953/2542

  • •การพิจารณาว่า ประเด็นแห่งคดี มีอย่างไร ต้องพิจารณาข้ออ้างและข้อเถียงทั้งจากคำฟ้อง และคำให้การ แม้ผู้ร้องจะเริ่มคดีโดยทำเป็นคำร้องขอ แต่เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ก็ต้องดำเนินคดี อย่างคดีมีข้อพิพาท
  • •ตามมาตรา 240 ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยคดี ไม่มีความจำเป็นต้อง ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยก่อน เมื่อปรากฏว่า ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสืบพยานผู้ร้อง และผู้คัดค้านมาจนเสร็จสิ้น ย่อมเพียงพอให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีไปได้โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานและเอกสารในสำนวน

Next Lecture 6

  • วิธีชั่วคราวก่อนพิพากษา
  • -จำเลยขอคุ้มครอง มาตรา ๒๕๓
  • -โจทก์ขอคุ้มครอง มาตรา ๒๕๔-๒๖๓
  • -กรณีศาลมีคำพิพากษาแล้ว มาตรา ๒๖๐