จงบอกตัวเองว่า ฉันคือฉัน เราเป็นเราจะเขียนจากความรรู้และประสบการณ์ของเราถ้าเราขาดความมั่นใจเราจะเขียนไม่เป็น

เราไม่ปฏิเสธว่าการเขียนเป็นทักษะที่ยากยิ่งกว่าทักษะการพูด การฟังและการอ่าน  แม้จะมีโอกาสได้ทบทวนแก้ไขข้อเขียนหรือบทความที่เราเขียน แต่ความยากของข้อเขียนนั้น เพราะมีองค์ประกอบสำคัญ 2  ส่วน คือ ส่วนที่เป็นความคิดและส่วนที่เป็นการเขียน

การพูดแม้จะยาก แต่...คิดแล้วเราก็พูด เป็นภาษาพูดง่ายกว่าภาษาเขียน

ต่างจากการเขียน   คิดแล้วเขียน  แต่ภาษาเขียนต้องไม่ใช้ภาษาพูด ต้องแปลงภาษาพูดเป็นภาษาเขียนและลำดับความคิดอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอนที่เข้าใจง่ายทำอย่างไร...จึงจะสื่อความคิด ถ่ายทอดความรู้ ความรู้สึกให้คนอ่านรู้ รู้สึกและเข้าใจเหมือนที่เราคิด

มีผู้รู้หลายท่านเริ่มต้นงานเขียนที่มีกลุ่มเป้าหมายที่จะส่งสาร

แต่..ข้าพเจ้าเริ่มเขียนเมื่อใจอยากจะเขียนและเขียนในสิ่งที่ข้าพเจ้ามีความรู้ มีประสบการณ์และถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด

ด้วยเหตุนี้กระมังที่เราบังคับเด็กให้เขียนเรียงความ บทความ เขาจะเขียน

ไม่ออก เพราะใจเขายังไม่พร้อม ใจเขายังไม่อยากเขียนหรืออาจจะไม่มีความรู้ในสิ่งที่เขียน

แต่..ถามว่า แล้วเมื่อไหร่ใจจึงจะอยากเขียน ตอบได้ว่า   แรงดลใจหรือแรงบันดาลใจมีความสำคัญยิ่ง เพราะเรามองสิ่งที่ล้อมรอบตัวเรา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตเราแตกต่างกัน 

นักเขียนหรือกวีจะมองเห็นในสิ่งที่คนทั่วไปมองข้าม

นักเขียนหรือกวี จะมองลึกลงไปในองค์ประกอบ ในส่วนที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยและส่วนที่เป็นผลอันเนื่องมาจากเหตุ  ที่คนทั่วไปไม่คิด

ดังนั้น  การเขียนจึงสัมพันธ์กับการคิด

ข้าพเจ้าเริ่มการเขียน ที่ใจคิดอยากจะเขียนและคิดอย่างไรจะเขียนออกมาก่อน เพราะตอนนั้นความคิดกำลังแล่น  เมื่อเขียนจบแล้วค่อยมาจัดระบบงานเขียนให้เข้าหลักเข้าเกณฑ์ของหลักการเขียนที่ดี  เพราะถ้าคำนึงถึงหลักเกณฑ์ หลักการเขียนก่อนจะทำให้เราติดกรอบ หรือคิดไม่ออกใจจะกังวลหรือคอยระมัดระวัง กลัวผิดกลัวถูก

ในที่สุด..ก็เขียนไม่ออก

อันที่จริง  ต้องขอกราบขอบพระคุณ อาจารย์ลัดดา  รุ่งวิสัย(ปัจจุบันท่านอาจมีวิทยฐานะเป็นผศ. หรือ รศ. แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็เป็นได้ )ท่านเป็นอาจารย์คนแรกของข้าพเจ้าที่สอนให้เขียนบทความทางวิชาการในระดับปริญญาตรี

เมื่อครั้งเรียนวิชา การใช้ห้องสมุด และท่านมอบหมายให้ทุกคนเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้ามาคนละ  1  เรื่อง  

เพื่อนๆหลายคนไปคว้างานเขียนของคนอื่นมาส่ง เพื่อให้ได้คะแนนและเกรด

แต่....ข้าพเจ้าลองทำตามที่อาจารย์แนะนำ โดยเขียนเรื่อง "เชียงรายเหนือ

สุดยอดแดนสยาม" เป็นบทความทางวิชาการชิ้นแรกและได้รับคำแนะนำ

จากอาจารย์ทำให้เกิดการเรียนรู้ว่า การเขียนบทความทางวิชาการที่แท้จริง

ต้องเริ่มจาก

1. มีเรื่องที่อยากจะเขียน

2. รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆให้มีข้อมูลสารสนเทศให้มากที่สุด

3. วางโครงเรื่องที่จะเขียน ลำดับความคิดว่าจะกล่าวถึงเรื่องใดก่อนหลังอย่างไร

    ยึดหลักการเขียน ความนำ เนื้อหาสาระและปิดท้ายการเขียนอย่างไร

4. ลงมือเขียนตามโครงเรื่อง ที่สำคัญการเขียนข้อความแต่ละข้อความมักจะไม่เป็นตัวของตัวเอง ถ้าเราพิงบทความของคนอื่น หรือคัดลอกสำนวนของคนอื่น

    จงบอกตัวเองว่า  ฉันคือฉัน  เราเป็นเรา  จะเขียนจากความรู้และประสบการณ์ของเรา  ถ้าเราขาดความมั่นใจ จะทำให้เราเขียนไม่เป็น

    เขียนจบแล้วอ่านทบทวน  มีหลายครั้งที่ไม่ถูกใจ ต้องขยำทิ้งลงตระกร้า

    แล้วกลับนำมาอ่านใหม่อีกที  เป็นอย่างนี้หลายครั้งหลายครา  เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่คิดจะเขียนแล้วคิดว่าใช้ได้ไม่อยากให้ใครติชม  ต้องหัดติชมตัวเองก่อน

5.  ลองประเมินผลงานเขียนของตัวเอง โดยการให้คนอื่นอ่าน 

เปิดใจรับฟังคำชี้แนะ

     ข้าพเจ้าใช้การลองส่งบทความหรืองานเขียนไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆ

     วันที่พบผลงานของตัวเองปรากฏในวารสาร นิตยสารหรือสื่อสิ่งพิมพ์ที่เราส่งไป  ใช่เลย... เป็นวันที่  "ฉันเขียนเป็นแล้ว" ความรู้สึกดีใจ เป็นความภูมิใจและกลายเป็นความเชื่อมั่น ในที่สุด 

6.  การเขียนเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนสม่ำเสมอ  ไม่มีใครที่เขียนได้เองโดยไม่ต้องฝึกหัดฉะนั้น จึงต้องฝึกเขียนบ่อยๆ ประสบการณ์ทำให้เกิดทักษะ

7.  ข้าพเจ้าจะเขียนไม่เป็น  ถ้าไม่อ่านผลงานของผู้อื่นมามากพอ  เพราะฉะนั้น การอ่าน การฟัง เป็นต้นทุนที่สั่งสมของการเขียนและการพูด

8.  จงเริ่มต้นที่จะเขียนตั้งแต่วันนี้  อย่างน้อยก็เขียนความในใจ เขียนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในบันทึกประจำวันของตนเอง  แล้วท่านจะเขียนเก่งอย่างไม่น่าเชื่อ 

หากจะทดแทนคุณแผ่นดิน  จงสร้างอักขระไว้เถิด

อ่านบทความนี้จบ  ท่านจะรีบเขียนแล้ว ใช่หรือไม่

อย่างน้อยก็เขียนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นข้างล่าง

 

ขอบคุณที่ท่านเองก็รักการเขียน