แม่ค้าฮานอย...บทกวีแห่งปลีน่อง

ศิวกานท์ ปทุมสูติ  

.

นอกจากการจราจรที่น่าทึ่งในกรุงฮานอยแล้ว ภาพตรึงใจของผมอีกสิ่งหนึ่งก็คือ แม่ค้าหาบคอนกลางมหานครที่คลาคล่ำ แม้จะมีพ่อค้าเร่ปั่นจักรยานให้เห็นบ้าง ก็ยังน้อยนักเมื่อเทียบสัดส่วนกับแม่นางหาบคอนตะลอนถนนเหล่านั้น ประมาณว่าในห้วงเวลาหนึ่งนาทีที่ผมยืนสังเกตการณ์อยู่ริมถนน จะมีแม่ค้าบ่าคานผ่านมาและผ่านไปราวห้าถึงสิบคนทีเดียว  ผมแอบกดชัตเตอร์เก็บภาพของเธอไว้คนแล้วคนเล่า  แต่ได้ภาพในมุมที่ไม่ค่อยเหมาะใจเท่าไรนัก  เพราะการถ่ายด้วยกล้องที่ไม่อาจดึงซูมจากระยะไกลจะกีดด้วยความเกรงใจ  และหวั่นไหวกับสายตาของผู้ถูกถ่ายที่อาจไม่พึงใจอนุญาต  

ภาพที่ผมรู้สึกประทับใจมากๆ ก็คือภาพแห่งท่วงทีลีลาหาบของแม่ค้าแต่ละคน ที่กระหยับเท้าก้าวย่างอย่างได้จังหวะยวบหยุ่นน้ำหนักพอเหมาะพอดีกับการดีดตัวขึ้นลงของไม้คานอันงอนงาม มันทำให้ผมประหวัดคิดถึงภาพ “แม่หาบข้าว สาวหาบน้ำ” ในพื้นบ้านชนบทเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว  ซึ่งภาพแห่งความทรงจำครั้งนั้นเคยเป็นแรงบันดาลใจแก่ผมให้เขียนบทกวีชื่อ “สาวหาบน้ำ” (ครอบครัวดวงตะวัน,๒๕๔๗) มาแล้วดังนี้ครับ  

.

สาวหาบน้ำ 

● หาบน้ำ                จากตีนท่า               

ย่างเท้าก้าวขา          ทะมัดทะมั่น

ยวบหยุ่น                 ไม้คานกระหยับ                  

น่องน้ำงามรับ           กระชับกระชั้น

เนิบเนิบ                   ไปนวยนวย             

‘แม่สาวลูกสวย’         ช่วยแรงแข็งขัน

กระเฉิด                   บางกระฉอก            

พอแต้มเป็นดอก        ลายดินถิ่นนั้น

กระเพื่อม                 เลื่อมเพชรรุ้ง           

สะท้อนแดดทุ่ง         รุ่งแสงตะวัน

แม่แกร่ง                  ลูกก็เก่ง                           

กระฉับกระเฉง           เขยื้อนขยัน

ร่วงร้อย                   พลอยเม็ดเหงื่อ                  

ในซับในเสื้อ             แนบเนื้อลาวัณย์

ท่าน้ำ                     ถึงแปลงผัก                       

ค่อยรดรินรัก             ชอุ่มชุ่มพลัน

บุปผา                     ลดาดื่น                            

ระรินรดรื่น                ชื่นแรงแฝงฝัน

● หาบแม่                และหาบลูก             

สายยูโยงผูก             สายใยสัมพันธ์

บ่าแม่                     เป็นแบบบท              

บ่าลูกรู้รส                ไปทีละขั้น

เลี้ยงบ่า                  ไว้นะเจ้า                          

โตขึ้นเป็นสาว          ทุกวันทุกวัน

รูปรอย                   ปริญญา                  

ลงหาบน้ำท่า           น่าอัศจรรย์

ปั๊มขัด                    บาดาลข้อง                       

เอาเหงื่อเอาน่อง       เป็นช่องธารสวรรค์

อย่างนี้                    ซิลูกจ๋า                            

มิเสียแรงบ่า              แม่หาบมาสากรรจ์

● ภาพใด                 หนองามเท่า  

ลูกหญิงแม่เหย้า         สาวหาบน้ำนั่น

กระเพื่อม                 หัวใจพ่อ       

ไม่พักไม่พอ             จะพร่ำรำพัน

เชื่อแล้ว                  ว่าสาวน้อย    

วันหนึ่งจะคล้อย        หาบมิ่งหาบขวัญ

หนึ่งสมอง               และสองบ่า    

บนวิถีมรรคา            ที่ลูกเชื่อมั่น

ก้าวสาว                  ในก้าวสวย    

จะยืนหยัดด้วย         ปลีน่องผ่องพรรณ 

.

ภาพแสนงามเช่นนั้น วันนี้หาดูได้ไม่ง่ายนักแล้วในวิถีชีวิตไทย  เหมือนภาพชีวิตที่หายไปจากชีวิต  แต่แล้วผมก็ได้มาพบเจอโดยไม่คาดคิด  จึงรู้สึกตะลึงตะลานใจเป็นอันมาก  ขณะเฝ้ามองเฝ้าจับจ้องหามุมอยู่เพลินๆ  แม่ค้าฮานอยนางหนึ่งก็พักวางหาบคานริมทางเท้า  เธอเงยหน้าขึ้นสบตาผมพร้อมหยิบกล้วยหอมหวีงามชูขึ้นเอ่ยเอื้อน “บะนานะๆ ฟอร์ ยู ทะเวนตี้ เท้าซั่น”  ผมยืนเซ่อเหม่อนิ่ง...ภาพอีกภาพหนึ่งของความรู้สึกแล่นขึ้นมาจับหัวใจ  ภาพนั้นคือภาพแม่ของผม ครั้งที่ท่านเคยหาบขนมจีนขาย  เวลานั้นฐานะของครอบครัวเรายังขัดสนมาก  นาไร่ไม่ค่อยจะได้เม็ดได้รวง  แต่เงินต้นและดอกเบี้ยที่กู้ยืมเขามางอกวันงามคืน  แม่ต้องทิ้งบ้านที่สุพรรณ ทิ้งพ่อ ทิ้งลูกๆ ไปเช่าห้องเล็กๆ อยู่ที่เมืองกาญจน์เพื่อหาบขนมจีนขาย  นานๆ แม่จึงจะกลับมาบ้านสักครั้งหนึ่ง  แม่ค้าฮานอยเหล่านี้ล่ะ เธอทั้งหลายก็อาจซุกซ่อนละครชีวิตบทเศร้าไว้ใต้ไม้คานของเธออีกหลากร้อยพันเรื่อง  แม่ค้านางนั้นคงจะไม่รู้หรอกว่าผมครุ่นคิดอะไรอยู่  จึงปล่อยเธอยิ้มเก้ออยู่เป็นนาน...กว่าผมจะยิ้มตอบและควักกระเป๋าจ่ายไปสองหมื่นด่อง (ประมาณสี่สิบบาท) แลกกับกล้วยหอมหวีงามหวีนั้น  วิธีเสนอขายสินค้าของบรรดาแม่ค้าในกรุงฮานอยนั้นมีหลากหลายรูปแบบ  นอกจากหยิบยื่นชวนซื้อชวนชิม  ก็อาจใช้วิธีเอื้อนอ้อนต้อนตื๊อ  หรือวิธีโปรยยิ้มให้นักเดินทางผู้ไม่รู้จักนาม  แบบทอดไมตรีตีสนิท  เร่หาบเข้ามาชิดใกล้ไหล่ทางแล้วคะยั้นคะยอ  บางทีบางเธอเมื่อเจอนักสะพายกล้องก็กราดเข้ามาทักและชักชวนให้ลองเก๊กท่าหาบ  พร้อมกับชวนให้สวมใส่หมวกทรงยอดแหลมของเธอแล้วถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก  ใครก็ตามที่ตกหลุมเสน่ห์ทำนองนี้เข้าแล้วจะไม่ซื้อสินค้าของเธอบ้างก็คงจะดูใจจืดใจดำเกินไปละ...แบบนี้เสร็จเธอทุกราย

.

   แม่ค้ากล้วยผ่านไป แม่ค้าส้มผ่านมา แม่ค้าแอปเปิล องุ่น ชมพู่ ผักสด ขนม ตุ๊กตา ดอกไม้...ขวักไขว่ปะปนกับยวดยานบนท้องถนน  เช้าจรดเย็นและค่ำคืน...บ่าของเธอยังคงหาบชีวิตไม่พักวาง  สองวันสองคืนที่คณะของเราท่องตระเวนอยู่ในฮานอยก่อนเดินทางขึ้นไปเที่ยวที่เมืองซาปาสามวันแล้วย้อนกลับลงมาที่ฮานอยอีกหนึ่งทิวาหนึ่งราตรี  แม่ค้าฮานอย...ก็ยังคงหาบ และหาบ   

.

บ่ายวันที่คณะของเราจะเดินทางกลับไทยนั้นเอง  ขณะผมสอดส่ายกล้องจ้องจับลีลาแม่ค้าหาบผลไม้นางหนึ่ง  ก็มีเสียงแม่ค้าอีกสองสามนางร้องโหวกเหวกเป็นภาษาเวียดนาม  พากันวิ่งหาบกระหืดกระหอบหนีอะไรสักอย่าง  คล้ายเป็นสัญชาตญาณที่ส่งสัมผัสรับรู้กันอย่างรวดเร็ว  ทุกนางหาบค้ากลางถนนต่างก็ลุกลนตะลุยตะลานวิ่ง  บางหาบแกว่งกระหวัดซัดส่าย  ถั่วฝักสดๆ ของแม่ค้าบางคนหล่นกระจายบนพื้นถนน  แต่เธอไม่อาจหยุดก้มเก็บ  “ว็อตแฮ็พเพ่น”  เสียงใครบางคนถาม  แล้วก็มีเสียงตอบว่า “โปลิศคัม”  ผมกวาดสายตามองหาว่าตำรวจมาทางไหน  แต่ก็ไม่เห็นมีสักคน  หรืออาจจะไม่ตามมาแล้วก็ได้  แม่ค้านางหนึ่งย้อนกลับมาเก็บฝักถั่วของเธอที่กล่นกลาด  ถั่วหลายฝักหลายกำที่เก็บไม่ทันในไม่กี่วินาทีถัดมาก็ถูกล้อรถบดเหยียบจนแหลกลาญ  เธอนั่งลงบนทางเท้าเศร้าซ่อน  ยกชายแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อเรื่อน้ำตาบนดวงหน้า  พลันภาพนั้นก็กระแทกกระทบทำนบอารมณ์ของผมให้ทะลักทลายบทกวี...  

.

แม่ค้า...ฮานอย 

.

● หาบคอนตะลอนตะลุยตะลาน

บ่าเวียดเบียดคานคือบ่าแม่

ฮานอยร้อยถนนยนต์จอแจ

แม่ไม่แคร์สายตาแห่งนาคร

พืชผักหมากไม้มิขายคล่อง

แลก “ด่อง” ในรอยเท้าจนเข่าอ่อน

โชคดีวันใดได้หลาย “ดอลล์”

หาบย้อนกลับเหย้ายิ้มเพราพราย

โอ้...ฉุกละหุกพลุกพล่านย่านชีวิต

โปลิศไล่มาแม่ขวัญหาย

วิ่งหาบโกลาหลดังคนร้าย

ผักกระจายใจแม่กระเจิงกลัว

ความเป็นแม่สิแม่...แพ้ไม่ได้

ถูกปรับก็ใช่ว่าแม่ชั่ว

สาแหรกไม้คานจะสั่นรัว

ปากท้องครอบครัวต้องอิ่มครัน

หาบคอนตะลอนตะลุยตลาด

ปลีน่องผ่องผาดยังผายผัน

แม่ค้าฮานอยนับร้อยพัน

แม่เธอแม่ฉันต่างกันฤๅ 

.

ผมคงจะจากลาฮานอยด้วยความประทับใจและตรึงใจกับภาพ “แม่ค้าฮานอย” นับเป็นร้อยๆ ภาพที่กดชัตเตอร์เก็บตุน...ถ้าเหตุการณ์สะเทือนใจอันเนื่องจาก “โปลิศคัม!” ไม่แทรกภาพหาบค้ากระเจิงกระจายในเย็นวันนั้น  ฤๅว่าในที่สุดแม่ค้าบ้านใดเมืองใดก็จะต้องถูกไล่ล่าคว้าหาบ ถูกปรับ และถูกบีบบังคับให้ขึ้นห้างไปเสียทั้งหมดทั้งสิ้นเช่นนั้นหรือ 

.

  

----------------

ฮานอย, เวียดนาม, ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๒