วันนี้คุณสามีและพี่เหน่นขับรถพาคุณปู่ของสามหนุ่มเดินทางกลับบ้านที่ระนองกันแล้ว น้องฟุงไปสอบเข้าม.1 ทำให้เป็นวันแรกในรอบหลายเดือนที่ได้อยู่คนเดียวอย่างแท้จริง ตั้งตัวไว้ว่าจะได้เริ่มกลับเข้าโหมดทำงานเสียที
แต่ก่อนที่จะปรับโหมด ก็ได้ทบทวนตัวเองว่าในช่วงที่อยู่ดูแลท่านผู้เฒ่านี้ ทำให้เราได้รู้ว่าการที่คนเราวนเวียนอยู่แต่กับเรื่องของตัวเราเองและคนใกล้ๆตัว โดยแทบจะไม่ได้มองออกไปนอกแวดวงชีวิตตัวเองเลยนั้น เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ใจแคบลง ความคิดวนเวียนอยู่ในเรื่องไม่กี่เรื่อง หัวสมองตื้อ หัวใจไม่เบิกบานแจ่มใสแม้จะพยายามปรับสภาพอย่างไรก็ทำได้ไม่ดี ยังโชคดีที่ระหว่างนี้ยังมีการสื่อสารผ่านทางอินเตอร์เน็ต ที่ทำให้ได้ทำอะไรให้คนอื่นบ้าง ได้รับรู้ความเดือดร้อนของคนอื่นอยู่บ้าง มีโอกาสได้ทำประโยชน์เล็กๆน้อยๆนอกแวดวงของชีวิตตัวเองอยู่บ้าง ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะมีส่วนช่วยให้เรา"มีชีวิตชีวา"ขึ้น รู้ว่าสมดุลแห่งการใช้ชีวิตสำหรับตัวเองที่จะทำให้รู้สึกว่าชีวิตนี้มีความหมายนั้น ต้องการการปรับสภาพให้ตัวเองมีชีวิตอยู่ตรงกลางๆที่ไม่ค่อนไปทางด้านชีวิตส่วนตัว ญาติพี่น้องมากจนเกินไป ยังมีสติรู้ตัวที่ไม่กล้าแกร่งพอที่จะประคองจิดใจตัวเองให้มั่นคง รู้ว่าจิตใจความรู้สึกของตัวเองยังขึ้นกับคนรอบข้างอยู่มากทีเดียว
ยืนยันกับตัวเองได้อีกครั้งว่า การคิดถึงตัวเองให้น้อยลง เปิดตาเปิดใจกับเรื่องอื่นๆให้มากๆ ทำให้ชีวิตมีความสุข เบาสบายได้มากกว่าเวลาที่เราวนเวียนอยู่แต่กับแวดวงชีวิตตัวเองเท่านั้นจริงๆ
ขอบคุณมาก ๆ นะคะที่ติดตาม forchildren ดีใจที่ยังมีผู้ที่ให้ความสำคัญกับเด็ก ๆ ที่ด้อยโอกาสและอยู่ห่างไกล ไม่มีความจริงใจใดแทนค่าของคำว่า "ขอบคุณ"
สวัสดีค่ะน้องฟุง..ก็เป็นเพื่อนกับน้องก้านตูนที่บ้านได้เลยค่ะ กำลังทำแฟ้มสะสมงานเพื่อเข้าสัมภาษณ์เข้า ม. 1 เหมือนกัน ในฐานะศิษย์เก่าสถาบันเดิม..แต่เปลี่ยนสถานที่.ทั้งพ่อแม่ก็เตรียมตัวให้พร้อมในวันนั้นค่ะ
คนส่วนมากจะเริ่มมองและช่วยเหลือผู้คนรอบข้าง
เมื่อรู้สึกว่าชีวิตตัวเองเติมเต็มแล้วค่ะ
ซึ่งความเต็มของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันค่ะ