บ่ายวานนี้ ที่ประชุมร่วมของ สกว. แม่ฮ่องสอน มีประเด็น HOT ที่ผมคิดว่าน่าสนใจ และคนที่สนใจเรื่องการพัฒนาท้องถิ่นจะมองข้ามไม่ได้

ในขณะที่แอร์กำลังเย็นฉ่ำ แต่บรรยากาศในห้องประชุมก็ระอุพอท้วมๆ เนื่องจากประเด็นถกเถียงเรื่องการบูรณาการงานวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเข้ากับการพัฒนา ลานวัฒนธรรม ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งตอนนี้ทุ่มทุนสร้างเป็นอาคารใหญ่โต มันไม่ลื่นอย่างที่คิด

ในขณะที่บางคนในที่ประชุมกำลังทุ่มเถียงกันเรื่องจะเอางานวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่มีไปใส่ไว้ในส่วนไหนของลานวัฒนธรรม หัวสมองผมมีภาพอาจารย์ฉลาดชาย ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของผมลอยมา ให้นึกถึงเสมอว่า เวลาจะวิเคราะห์เรื่องอะไร ต้องรู้ให้ลึกถึงที่มาที่ไปและวิเคราะห์อย่างมีบริบท

ผมก็เลยบอกกับที่ประชุมว่า ท่ามกลางแบบเรียนประวัติศาสตร์ที่ถูกผูกขาดโดยรัฐชาติ (Nation State) และชนชั้นปกครอง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการเขียนจากมุมมองของกลุ่มตัวเองเป็นหลัก จะด้วยตั้งใจ หรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตามแต่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นประวัติศาสตร์เพียงเศษเสี้ยวเดียว

เพราะยังมีคนอีกหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ที่รัฐชาติและชนชั้นปกครองเขียนขึ้น เช่น ชาวนา ชาวไร่ ชาวดอย หรือแม้กระทั่งผู้หญิงชาวบ้านและเด็กๆ แต่มิได้มีส่วนร่วมในการเขียน

ที่ร้ายไปกว่านั้น ประวัติศาสตร์ฉบับเดียวนี้ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเหมารวม ใส่ร้ายป้ายสี และกดขี่บีฑาชนกลุ่มน้อยเสมอมา

  กระแสการสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงเป็นการเปิดเวทีให้ชนชายขอบผู้ซึ่งไม่มีตัวตน หรือเป็นคนที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีในประวัติศาสตร์กระแสหลัก ได้ลุกขึ้นมาอธิบายตนเอง ได้แสดงอัตลักษณ์ตัวตนของตนเองให้โลกรับรู้

ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ สำคัญมากกว่าการวิจัยเพื่อเพิ่มพูนผลผลิต หรือพัฒนารูปแบบกลไกการแก้ปัญหาที่มักนิยมทำกันในรูป งานวิจัย PAR เพราะ เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในเชิงนามธรรมของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ก็คือเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้ทีมวิจัยท้องถิ่นภาคภูมิใจในตัวตนของเขา และเขาก็สามารถเปิดเผยตัวตนให้โลกรู้ว่าพวกเขาก็มีภูมิปัญญาท้องถิ่น มีเลือดเนื้อมีชีวิต มีความคิดสร้างสรรค์ และไม่ยอมจำนน ต่อการกดขี่ขูดรีดในทุกระดับ

งานวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น มิใช่การสร้างภาพว่าท้องถิ่นของเรามีแต่สิ่งดีงาม เพราะนั่นเป็นได้แค่งานวิจัยเพื่อประทินโฉมอันฉาบฉวย ตรงกันข้าม มันเป็นการศึกษาหาความจริง ซึ่งมีอยู่มากกว่าสองด้าน   และพร้อมจะเปิดกว้างให้มีการตีความใหม่ๆเสมอ รวมถึงการโต้แย้งกับประวัติศาสตร์กระแสหลักด้วย

การเปิดกว้างให้ชาวบ้านยากจนมีสิทธิเขียน/ สร้างประวัติศาสตร์จากความเข้าใจของพวกเขาเอง ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการปะทะกับประวัติศาสตร์กระแสหลัก  จึงเท่ากับเป็นการท้าทายอำนาจรัฐที่ผูกขาดการเขียนประวัติศาสตร์เสมอมา เราต้องถามตัวเองว่า ในฐานะนักวิจัย เรากล้าพอไหม และเรากลัวอะไร

ถ้าถามชาวบ้านในคำถามเดียวกันนี้ คุณว่าพวกเขาน่าจะตอบว่าอย่างไร?

ส่วนลึก ผมตอบแทนพวกเขาว่า เขากล้า เพราะเขารู้ว่ามันเจ็บปวดเพียงไรกับการถูกสังคมรังแก

ต่างจากเรา ที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจสังคมมากกว่าอย่างฟ้ากับเหว

จากประสบการณ์ของผม ชาวบ้านไม่รู้ว่าประวัติศาสตร์กระแสหลักนั้น ทรงพลังขนาดไหน ผมบอกชาวบ้านลัวะ ม้ง จีนยูนนาน ในที่ประชุมว่า ที่คนไทยพื้นราบเข้าใจว่า พวกคุณชอบตัดไม้ทำลายป่า ค้ายาเสพติด เป็นภัยคอมมิวนิสต์ แถมยังล้าสกปรก ก็เพราะถูกประวัติศาสตร์กระแสหลักครอบงำ ถึงพวกคุณจะมีฐานะสูงขึ้น ได้เป็นใหญ่เป็นโต แต่ถ้าคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศยังเชื่อมายาคติในประวัติศาสตร์กระแสหลักอย่างนี้ ชีวิตพวกคุณจะอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีได้อย่างไร ลูกหลานของคุณจะภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์และกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของเขาได้แค่ไหน ถ้าสังคมไทยยังมองพวกคุณมีค่าแห่งความเป็นคนต่ำกว่าพวกเขา

ตรงนี้ ผมย้ำกับทาง สกว.ว่าอย่าลดทอนพลังของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นลงให้เป็นเพียงเครื่องมือในการเรียนรู้ของชาวบ้าน หรือเป็นแค่องค์ความรู้  เพราะในความเป็นจริง มันคือยุทธศาสตร์การต่อสู้ที่จะนิยามความเป็นมนุษย์ที่จำเป็นต้องขับเคียวให้เข้มข้น มีน้ำหนักและชัดเจน จึงจะมีพลัง และเรียกศรัทธาจากมวลชนได้

การที่ สกว. ประสงค์จะบูรณาการงานวิจัยชาวบ้านเข้ากับงานพัฒนาของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างงานลานวัฒนธรรมนี้เป็นหลักการที่ดี  แต่ต้องรู้เท่าทัน ต้องระวังมิให้ตกเป็นเครื่องมือขององค์กรและนักแสวงหาแห่งอำนาจและผลประโยชน์เหล่านี้

ที่สำคัญต้องตั้งคำถามว่า เราจะมีลานวัฒนธรรมไว้เพื่อใคร เพื่อการท่องเที่ยว หรือคนยากไร้ อย่าคิดว่าสองส่วนนี้ไปด้วยกันได้อย่างราบรื่น มันไม่ง่าย

โครงการลานวัฒนธรรมมีมาจวนจะสองปีแล้ว ผมเห็นใจในความพยายามของคนที่ตั้งใจและมีเจตนารมณ์ที่ดีที่จะผลักดัน แต่ถ้ามีงานวิจัยประวัติศาสตร์เพื่อท้องถิ่นเพื่อให้ไปหนุนเสริมการท่องเที่ยวแล้ว ผมคิดว่าอย่าเอาไปใส่เลย ให้ ททท.มาทำจะเหมาะสมกว่า

เพราะงานวิจัย คือการวิจารณ์วัฒนธรรม ยิ่งเป็นงานวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ยิ่งสุ่มเสี่ยงต่อการไปขัดหูขัดตา (และขัดผลประโยชน์) กับผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัด รวมถึงจากส่วนกลาง งานวิจัยในนิยามนี้ถามว่า จะ ได้รับอนุญาต ให้เข้าร่วมสังคายนากับลานวัฒนธรรมของจังหวัดหรือไม่ และจะถูกจัดวางไว้ที่โชว์รูมไหน

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงคิดว่า สกว.ไม่น่าจะเป็นผู้ตอบว่าจะนำงานวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเข้าร่วมหรือไม่ อย่างไร เพราะผู้ที่เป็นเจ้าของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ในที่นี้ก็คือ ชาวบ้าน ชาวเขา ชาวดอย ชาวคนชายขอบทั้งหลายต่างหากล่ะ  ที่เป็นผู้เขียน ผู้สืบทอดอย่างชอบธรรม จึงควรจะมีสิทธิ์มากกว่า ในการกำหนดทีท่าเช่นนี้

ถ้าคนของ สกว.มาอ่าน ก็อภัยผมด้วยที่อาจทำให้เคือง แต่ทั้งหมดนี่ก็จากความคิดที่อยากเห็นเราก้าวไปด้วยกันด้วยดี ทั้งงานวิจัยและพัฒนา (อย่างรู้เท่าทัน)

และเป็นองค์กรที่พึ่งของประชาชนคนยากจนอย่างแท้จริง.....