แนวคิดใหม่ เกษตรกรต้องปลูกพืชหลายชนิด กล่าวคือ ปลูกข้าวไว้ก่อน เลือกชนิดพืชไม้ผล เช่น มะม่วง และปลูกสับปะรดเป็นพืชแซม ลดต้นทุนการผลิตโดยหันมาใช้จุลินทรีย์ชีวภาพ เป็นปุ๋ยน้ำ-ปุ๋ยแห้ง ทำสารไล่แมลง และฮอร์โมนเร่งการออกดอกออกช่อ เมื่อพืชคละกันหลายชนิดในพื้นที่ โรคพืช แมลงที่รบกวนจะน้อยลงโดยธรรมชาติ อีกทั้งถ้าเราใช้สมุนไพรแทนยาฆ่าแมลง ก็ได้ผลดีอีกด้วย
บางคนบอกว่า "ผมทำงานราชการ เศรษฐกิจพอเพียงไม่เกี่ยวกับผม" ความคิดนี้ผิดถนัด เพราะเศรษฐกิจแบบพอเพียงไม่จำกัดอยู่เพียงการเพาะปลูกของเกษตรกรเท่านั้น ยังใช้กับผู้คนที่ทำงานประจำในหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ได้ด้วย เพราะถ้ารู้จักวิธีประหยัด ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนก็ย่อมจะมีเงินออมเพิ่มขึ้น
ประหยัดได้อย่างไร ยกตัวอย่างการกำจัดเศษอาหารในครัวเรือน โดยทั่วไปจะใส่ลงถังขยะ ให้เทศบาลเก็บไปทิ้ง ก่อปัญหาต่อสังคม ถ้าเราจะรู้จักนำขยะกลับมาใช้ใหม่ โดยอาศัย "ถังพิทักษ์โลก" ใส่เศษอาหาร เปลือกผลไม้ ฯลฯ พร้อมกับใส่ปุ๋ยจุลินทรีย์ลงไปช่วยย่อย ผลผลิตที่ได้คือปุ๋ยจุลินทรีย์ ชนิดน้ำและปุ๋ยจุลินทรีย์ชนิดแห้ง นำไปใส่ไม้ดอก ไม้ประดับรอบๆ บ้าน ลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อปุ๋ยเคมี และเอาจุลินทรีย์ที่ได้ใส่ในส้วม ส้วมของเราจะไม่มีวันเต็ม และเอาจุลินทรีย์ใส่ท่อระบายน้ำก็จะสามารถบำบัดกลิ่นได้
เห็นหรือยังว่าทุกคนสามารถใช้ "จุลินทรีย์" ให้เป็นประโยชน์ แก่ตนได้ และสิ่งแวดล้อมของเราจะดีขึ้น ของดีๆ อย่างนี้ทำไมพวกเราจึงไม่ทดลองใช้ดู
แต่ประการที่สำคัญที่จะต้องระลึกไว้ ดังนี้
- พอมีพอกิน ปลูกพืชสวนครัวไว้กินเองบ้าง ปลูกไม้ผลไว้หลังบ้าน 2-3 ต้น พอที่จะมีไว้กินเองในครัวเรือน เหลือจึงขายไป
- พออยู่พอใช้ ทำให้บ้านน่าอยู่ ปราศจากสารเคมี กลิ่นเหม็น ใช้แต่ของที่เป็นธรรมชาติ (ใช้จุลินทรีย์ผสมน้ำถูพื้นบ้าน จะสะอาดกว่าใช้น้ำยาเคมี) รายจ่ายลดลง สุขภาพจะดีขึ้น (ประหยัดค่ารักษาพยาบาล)
- พออกพอใจ เราต้องรู้จักพอ รู้จักประมาณตน ไม่ใคร่อยากใคร่มีเช่นผู้อื่น เพราะเราจะหลงติดกับวัตถุ ปัญญาจะไม่เกิด
"เศรษฐกิจพอเพียง" จะสำเร็จได้ด้วย "ความพอดีของตน"