ในที่สุดก็มาถึงจุดที่จะต้องหาทางออกร่วมกันโดยตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายมาหาแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดประโยชน์กับทุกภาคส่วน ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย สังคม เศรษฐกิจ และการลงทุน

หลังจากยืดเยื้อมายาวนานกรณีปัญหาการพัฒนาอุตสาหกรรมในจังหวัดระยอง ทั้งมาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง จนได้รับผลกระทบกันอย่างกว้างขวางทั้งนักลงทุนและชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันเป็นผลมาจากการไม่ดำเนินการให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง ซึ่งรัฐบาลได้หาวิธีแก้ไขสารพัดแต่ก็ไม่เป็นที่ยอมรับ จนในที่สุดก็มาถึงจุดที่จะต้องหาทางออกร่วมกันโดยตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายมาหาแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดประโยชน์กับทุกภาคส่วน ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย สังคม เศรษฐกิจ และการลงทุน

 

โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 250/2552 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 โดยมีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ ซึ่งเราน่าจะมากันถึงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้กันสักหน่อย เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการติดตามการทำงานว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร จะหาทางออกเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายหรือไม่

 

1. องค์ประกอบ  

                   ภาคประชาชน กรรมการประกอบด้วย นายชูชัย  ศุภวงศ์  นางเรณู  เวชรัชต์พิมล นายสุทธิ  อัชฌาศัย นายหาญณรงค์  เยาวเลิศ  

                   ภาครัฐ  กรรมการประกอบด้วย นายกอร์ปศักดิ์  สภาวสุ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงสาธารณสุข รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (นายโกศล  ใจรังษี)  

                   ผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการประกอบด้วย  นายเดชรัตน์  สุขกำเนิด นายธงชัย  พรรณสวัสดิ์ นายสุทิน  อยู่สุข นางสาวสมฤดี  นิโครวัฒนยิ่งยง นายสมรัตน์  ยินดีพิธ

                   ภาคเอกชนผู้ประกอบการ กรรมการประกอบด้วย นายชายน้อย  เผื่อนโกสุม นายพยุงศักดิ์  ชาติสุทธิผล นายมหาบีร์     โกเดอร์ นายรุ่งโรจน์  รังสิโยภาส

 

2. อำนาจหน้าที่

                 2.1หน้าที่

                         2.1.1 ศึกษาความคิดเห็นและความต้องการของประชาชน ผู้ประกอบการ นักวิชาการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

                        2.1.2 ประสานแนวทางแก้ไขปัญหา  เพื่อให้เกิดประโยชน์กับทุกภาคส่วน ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย สังคม เศรษฐกิจ และการลงทุน

                      2.1.3 จัดทำข้อยุติเพื่อเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขปัญหากรณีพื้นที่มาบตาพุด และพื้นที่ใกล้เคียงในจังหวัดระยอง  และการปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 67 วรรคสอง

               2.2 อำนาจ

                      2.2.1 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ   คณะทำงาน หรือบุคคลใดเพื่อดำเนินการตามที่คณะกรรมการกำหนด

                     2.2.2 เชิญข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลใดมาให้ข้อมูล  หรือแสดงความคิดเห็นต่อคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน เพื่อประกอบการพิจารณา

                    2.2.3 เรียกให้หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ  ส่งเอกสารหรือวัตถุที่เป็นของหรืออยู่ในความครอบครองของหน่วยงานนั้น ๆ  มาเพื่อประกอบการพิจารณา

                   2.2.4 ดำเนินการอื่นที่จำเป็นเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่บรรลุผล

3. วิธีดำเนินการ

             3.1 จัดทำข้อยุติเพื่อให้รัฐบาลดำเนินการให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 67 วรรคสอง ที่เกี่ยวข้องกับ

            3.1.1 การกำหนดประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม  ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ

           3.1.2 ศึกษาการจัดตั้งองค์กรอิสระ ทั้งในส่วนของรูปแบบการดำเนินงาน โครงสร้างองค์กร บทบาท และอำนาจหน้าที่ ในการให้ความเห็นประกอบการดำเนินการ

           3.2 จัดทำข้อยุติเพื่อให้รัฐบาลสามารถดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพและปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับเขตควบคุมมลพิษในพื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียงในจังหวัดระยอง

          3.3 จัดทำข้อยุติเพื่อให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าสำหรับโครงการ จำนวน 76 โครงการที่ถูกระงับการดำเนินการ โดยให้เป็นที่ยอมรับกันของทุกภาคส่วนและเพื่อให้ชุมชนและอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

          3.4 ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นฝ่ายเลขานุการ และทำหน้าที่หน่วยธุรการของคณะกรรมการ และให้มีหน่วยธุรการของคณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร

         3.5 เบี้ยประชุมประธานกรรมการ กรรมการ อนุกรรมการ และคณะทำงาน ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 โดยให้เบิกจ่ายจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

         3.6  ให้สำนักงบประมาณจัดสรรเงินงบประมาณในลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไปให้เพียงพอกับการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน

 

คณะกรรมการชุดนี้เริ่มประชุมนัดแรกไปแล้วเมื่อบ่ายวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 ในขณะที่องค์กรเอกชนบางส่วนนำโดยนายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนยังไม่ค่อยวางใจจึงมีการตั้งคณะทำงานคู่ขนานขึ้นมาตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายด้วย

ในขณะเดียวกันกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ได้มีการออกประกาศกระทรวง เรื่อง   กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติและแนวทางในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันเต็มๆเลย จึงไม่แน่ใจว่าสิ่งที่หน่วยงานต่างๆได้ดำเนินการล้ำหน้าสิ่งที่คณะกรรมการต้องดำเนินการไปแล้ว จะหาทางออกอย่างไร