ตำนานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าหญิงชายเมื่อตกลงแต่งงานกันอย่างถูกต้องแล้วควรมีความรักเดียวใจเดียวนั้นแล.

ช่วงนี้มีเรื่องเล่าต่อจากตอนที่แล้วเกี่ยวกับสตรีในอารยธรรมอินเดีย  เกี่ยวกับฐานะของสตรีในสมัยราชวงศ์นกยูงทองหรือยุคพระราชานามอโศกมหาราชปกครองอินเดีย  หลังจากที่พระองค์หันมานับถือพุทธศาสนาแล้วทรงยกฐานะหญิงเท่าเทียมชายทุกประการ 

 แม้การส่งพระสงฆ์ออกไปประกาศพุทธศาสนายังแดนไกลก็ยังส่งลูกหญิงของพระองค์ไปร่วมประกาศพุทธธรรมกับพี่ชายที่เราทราบตามประวัติคือนางภิกษุณีชื่อพระสังฆมิตตาเถรีไปยังเกาะลังกาฝ่ายพระสงฆ์ชื่อพระมหินทเถระนั้นเอง

ฐานะหญิงในยุคมหากาพย์หรือในยุคต่อมาเปลี่ยนไปอีกคือหญิงไม่ยุ่งเกี่ยวในพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของพราหมณ์หญิงมีหน้าที่อยู่บ้านบริการครอบครัวตามปรนเปรอสามี

และมีวรรณกรรมที่สอนหญิงให้ซื่อสัตย์ต่อสามีเช่นในเรื่องรามเกียรติ์คือนางสีดากับพระรามที่มีอิทธพลต่อสตรีอินเดียมากจะเห็นได้ว่าสตรีได้รับการอบรมสั่งสอนผ่านนวนิยายหรือตำนานที่เล่าขานจากปากชายโดยที่ตนเองไม่ได้เรียนรู้หนังสือ

ภาพลักษณ์ของหญิงอินเดียจึงขึ้นอยู่กับวรรณกรรมเหล่านั้นที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตอย่างเรื่อง  ศกุนตลา  หญิงผู้รอคอยสามีด้วยความรักและภักดีดังมีเรื่องเล่าว่า...

ณ. ขุนเขาหิมพานต์มีลูกสาวท้าวฤาษีวิศวามิตรกับนางอัปสรมาเนกาออกมาเดินป่าหาผลไม้ พระราชาชื่อทุษยันต์มาล่าสัตว์เจอนางหลงรักได้เสียเป็นผัวเมียก่อนจากฝากแหวนไว้กันลืม 1 วง จะกลับเมืองยกขบวนมารับนาง

ฝ่ายนางก็เฝ้ารอคอยคนรักด้วยความภักดีมั่นต่อมามีฤาษีตนหนึ่งมาขออาหารที่บ้านนางศกุนตลาไม่เห็น ฤาษีโกรธสาปนางว่าให้คนรักลืมนางเสียจนกว่าจะเห็นแหวนจึงนึกได้นานเหลือเกิน

จนวันหนึ่งนางทำแหวนตกน้ำปลากินแหวนไปติดอวนชาวประมงผ่าท้องปลานำแหวนมอบพระราชาทุษยันต์  แล้วจำได้จึงจัดขบวนไปรับนางเข้าสู่เมืองครองรักอันหวานฉ่ำชื่นใจตลอดไป...

ตำนานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าหญิงชายเมื่อตกลงแต่งงานกันอย่างถูกต้องแล้วควรมีความรักเดียวใจเดียวนั้นแล.