ถ้าถามว่า..ใครไม่ป่วยเอามือลง จะมีสักกี่คนที่เอามือลงได้ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ เพียงแต่ว่าเราจะบริหารปัญหาเหล่านี้ให้อยู่ในระดับปกติได้อย่างไร
“ถ้าคนในชาติมีสุขภาพที่ดี หมายถึงความแข็งแรงของชาติ”
“ถ้าคนไทยป่วยจำนวนมาก คือดินพอกหางหมูชาวสาธารณะสุข”
“ถ้าคนไทยบาดเจ็บ-ป่วย-ป่วน ประเทศนี้ทุพลภาพด้วย”
“สวัสดิภาพทางสังคม ขึ้นอยู่กับสวัสดิภาพของประชาคม”
“อมทุกข์ อมโรค ไม่เหมือนอมฮอลล์หรอกนะขอครับ”
ถ้าอาการออกมาอย่างนี้ สังคมไทยจะปกติสุขได้อย่างไร เมื่อประมวลภาพรวมทั้งสาเหตุและมูลเหตุแล้ว นักบริหาร-บริการสุขภาวะชุมชน จะต้องทำงานเชิงรุกแล้วละครับ จะทำงานเชิงรุกได้ต้องลุกจากเก้าอี้ก่อน ซึ่งก็เห็นว่ามีบางหน่วยบางแผนงานเริ่มไปจ่อเรื่องนี้กับฐานชุมชนบ้างแล้ว ส่วนมากจะเป็นการเข้าไปเฉพาะกิจ ยังไม่อยู่ในระดับพบกันครึ่งทาง การพบกันครึ่งทางหมายถึงเฉลี่ยความรับผิดชอบร่วมกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน เกิดความตระหนักถึงความดีความงามที่จะช่วยกันสร้างชาตินี้ให้มีสุขภาพที่ดีทั่วหน้า
จะทั่วหน้าได้อย่างไร?
ถ้าไม่จับคนไทยตรวจให้รู้ว่าใครเป็นโรคอะไร?
โห..จะเอางบประมาณที่ไหน?
อ้าว!.. ก็งบไทยเข้มแข็งไง
จัดสรรงบประมาณมาผลิตพยาบาลทางด้านเทคนิคให้เพียงพอ
จัดสรรงบประมาณซื้อเครื่องมือเจาะ-ตรวจโลหิตฯลฯ
จัดการบรรจุนักคลินิกวิทยาในโรงพยาบาลชุมชน
ถ้าเงินไม่พอละ
งบบัตรทองเอามาใช้ได้ไหมเล่า?
หรือจะจะออกแบบเบี้ยประกันสุขภาพชุมชน
เรื่องนี้ต้องทำกันถึงเลือดถึงเนื้อ โดยตรวจสุขภาพประจำปี ตรวจเจาะโลหิต หาอาการพื้นฐานแต่ละคน ออกแบบสารสนเทศสุขภาพรายหมู่บ้าน วางแผนทยอยตรวจปีละกี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่ากันไป เพื่อตรวจดูว่าใคร-เป็นเบาหวาน-ความดัน-ตับ-ได-สำไส้-เนื้องอก-ภูมิแพ้ฯลฯ เมื่อตนเองรู้แน่ชัดว่าตนเองส่ออาการไปในโรค มี2ทางเลือกให้พิจารณา ใครจำเป็นต้องรักษาแพทย์แผนไทย ก็แยกไป ใครสมควรรักษาแพทย์ไทย ก็แยกไปปรึกษาหารือ ว่าคนเป็นเบาหวาน ความดัน เก๊าส์ ปวดท้อง ตับ ไต ฯลฯ ควรจะปฏิบัติต่อตนเองอย่างไร เรื่องอาหารควรละเว้นประเภทไหน ใช้สมุนไพรชนิดไหน การหลับนอน การพักผ่อน การออกกำลังกาย ควรอยู่ในระดับไหนอย่างไร
ยุทธศาสตร์ที่ให้ชาวบ้านรู้ตัวรู้โรครู้วิธีปฏิบัติต่อตนเองนั้นสำคัญนัก สิ่งนี้จะนำไปสู่การเฉลี่ยความรับผิดชอบอย่างเหมาะสม ที่ผ่านมาหมอรู้โรคฝ่ายเดียว เข้าทำนองรักษาโรคไม่รักษาคน เวลาอธิบายก็มีน้อย ผู้ป่วยมีหน้าที่แค่..รับใบสั่ง-รับคำสั่ง-รับยา-รับใบนัด มาตกคลักออกันอยู่เต็มโรงพยาบาล มีโรงพยาบาลสักกี่แห่งที่มีที่จอดรถเพียงพอ-มีเตียง-มียา-มีเครื่องมือ-มีหมอ-มีพยาบาล-มีงบประมาณเพียงพอ-สุดท้ายมีความสุข
ในช่วงที่ผ่านมา
กระแสเศรษฐกิจพอเพียงเอื้ออึงไปทุกย่อมหญ้า ระดับนโยบายประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ขานรับกันทั่วๆหน้า บางสถาบันบางหน่วยงานเอาจริงเอาจัง แต่หลายคนขี้สงสัย ไม่ยอมลงมือทำ เอาแต่นั่งตีความซ้ำซาก ไม่ยอมตีแตกให้เห็นหน้าเห็นหลัง ไม่ฟิตจัดเหมือนหน่วยงานด้านจัดกำลังพลกระทรวงสาธารณสุข ประชุมกันไปยกหนึ่ง เกิดดวงตาเห็นธรรม เห็นทีจะต้องลงไปขยายความคิดกับเครือข่ายที่ดำเนินการเรื่องประชาคมสุขภาพ ที่จังหวัดขอนแก่นในวันที่19พฤศจิกายน ศกนี้ ช่วงเช้าจะไปตั้งหลักปักฐานที่โรงพยาบาลน้ำพองจังหวัดขอนแก่น ช่วงบ่ายจะย้ายมากระตุกหัวใจกันในตัวจังหวัดขอนแก่น พี่น้องชาวมอดินแดงสนใจเตรียมกายใจให้เอี่ยมอ่องไว้.. จัดที่โรงแรม…
งานนี้ท่านอาจารย์ น.พ.ประเวศ วะสี มาเจิมกำลังใจให้ประชาคมคนรักสุขภาพอีสานด้วยตัวเอง มีท่านปลัดกระทรวงสาธารณะสุข คุณหมออำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เป็นแม่งาน นอกนั้นเป็นลูกคู่ยกขบวนมาลุยอีสาน
ประเด็นก็คือ
วิธีการที่จะทำให้เรื่องสุขภาวะชุมชนติดเทอร์โบ เดินหน้าเข้าถึงความตระหนักให้เกิดความรักตนเอง ดูแลและป้องกันโรคภัยให้แก่ครอบครัว และชุมชน ไปช่วยยกระดับชุมชนคนรักสุขภาพให้มีชีวิตชีวา ไม่ใช่สร้างกระแสไฟไหม้ฟางแน่นอน
ทำอย่างไร คนไทยทุกผู้ทุกนามจะมีลาภอันประเสริฐทั่วหน้า ด้วยการไม่มีโรค หรือที่มีอยู่แล้ว ก็สามารถตอบตัวเองได้ว่า จะจัดการดูแลตัวเอง พึ่งตนเอง มีภูมิปัญญาที่จะช่วยกันดูสังคมสุขภาพให้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงอย่างไร ไม่อย่างนั้น ต่อให้สร้างโรงพยาบาล ผลิตหมอ-พยาบาลออกมามากเท่าใดก็ไม่เพียงพออยู่ดี ถ้าเราไม่ชวนคนไทยร่วมใจกันตีแตกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของตนเองด้วยตนเอง มีผู้รู้กล่าวว่า..”ตัวเราคือหมอคนแรก” และเป็นหมอที่มีศักยภาพยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ถ้าเรารักตนเอง ใส่ใจตนเอง ไม่ประมาท และรับผิดชอบสุขภาพ ทั้งๆที่เรื่องนี้เป็นผลประโยชน์โดยตรง แต่คนไทยก็ละเลยเรื่องนี้อย่างมาก ถ้าไม่ป่วยจนครางฮือๆไม่มีวันไปหาหมอ อาการป่วยที่ปล่อยละเลยจนถึงขั้นยุ่งยากนี่เอง เป็นวัฒนธรรมที่น่าเบื่อของคนไทย จะมีสักกี่คนที่ไปตรวจสุขภาพประจำปี ชาวบ้านส่วนมากจะไปตรวจโรคก็ต่อเมื่อจนมุมแล้ว
จากประสบการตรงของคนขี้โรค ผมได้รับมอบหมายให้มาแหย่รังแตน..ผมเห็นว่าชาวบ้านที่อยู่ในชนบท ส่วนมากได้รับการฝึกอบรมเรื่องการทำเกษตรประณีต การทำเศรษฐกิจพอเพียง การพึ่งพาตนเอง ยกระดับวิชาการสู่วิชาชีพ ปลุกกระแสเรื่องการกินอยู่อย่างปลอดภัย ใส่ใจเรื่องบริโภคมากขึ้น มีการใช้สมุนไพร และการแพทย์แผนไทยในบางส่วน
แต่งานเหล่านี้ยังไม่โยงให้เชื่อมต่อกัน ถ้าเอ็กซเรย์ดูในแปลงสวนครัวของเกษตรกรที่ใส่ใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง จะเห็นว่าเริ่มตระหนักถึงดุลยภาพของชีวิตบ้างแล้ว การพบปะกัน ถ่ายทอดความรู้ด้านการเพาะปลูกพืชอินทรีย์ การปลูกสมุนไพร การรักษาแบบแพทย์แผนไทย ต้นทุนเหล่านี้มีอยู่แล้วจริงๆ ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ สามารถตั้งหลักโดยเอา เรื่องสุขภาพมาเป็นตัวเบิกนำ
1 ตื่นเช้า..ดื่มน้ำสะอาด หลังจากนั้นดื่มน้ำปั่นสมุนไพร เอามาจากไหน? โธ่! ใบหญ้านาง ใบกระวานฮ็อก หญ้าปักกิ่ง ใบบัวบก ใบเตย ใบคาวตอง ฯลฯ ใครเป็นโรคอะไรก็ปรึกษาแพทย์ทางเลือก อ่านในตำรา เข้าอบรม จัดกิจกรรค่ายสุขภาพระดับครัวเรือน บรรจุความรู้เข้าไปในหัวใจแล้ว มีใครบ้างที่ไม่ต้องการหายป่วย ไม่ต้องทรมาน ต้องการแข็งแรง ไม่เป็นภาระการดูแล ไม่ต้องเสียทรัพย์ไม่รู้จบสิ้น ตีแตกตรงจุดนี้ให้ชัดๆ
2 หลังจากนั้นก็มาดูเรื่องอาหารการกิน ข้าวก็มีเต็มยุ้ง สีข้าวกล้อง ทำข้างงอก หุงข้าวธัญพืชรับประทาน โรคอะไรที่ต้องละเว้นเนื้อสัตว์ ละเว้นอาหารรสจัด ละเว้นเครื่องดอง ไขมัน และสารปรุงรส อาหารสุกๆดิบๆ สุรายาสูบ ถ้าไม่อยากตายเร็ว ก็ช่วยตัวเองในเรื่องที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง กินอาหารและผลไม้ให้เป็นยา ลงมือปฏิบัติให้เป็นวิถีประจำวัน
3 เรื่องออกกำลังกาย ในระดับชาวบ้านไม่ต้องไปเต้นตาม จังหวะเครื่องเสียงในสนามหรอก มันฝืนธรรมชาติของชาวบ้าน ไม่ยั่งยืนอะไร พาไปดูการทำสวนครัวรอบบ้าน ปลูกผักและสมุนไพรที่ตนเองต้องใช้ประจำ ใช้เนื้อที่ประทานประมาณ 20-40 ตารางว่าก็พอแล้ว จะปลูกผักและสมุนไพรอะไรบ้าง ก็ควรปรึกษาแพทย์แผนไทย หมอชุมชนที่มีประสบการณ์จะบอกเราได้ว่า..เราต้องรักษาแบบ“หยิน”หรือ“หยาง”ซึ่งโรคแต่ละกลุ่มอาการต้องใช้ผักและสมุนไพรไม่เหมือนกัน เรื่องนี้เป็นผลประโยชน์ร่วมกันทั้งครัวเรือน พ่อ-แม่-ลูก ช่วยกันปลูกช่วยกันกินจะไม่มีความสุขได้อย่างไร สิ่งที่ตามมานอกจากความห่วงหาอาทรกันเองแล้ว ยังเป็นการยกระดับเศรษฐกิจพอเพียงอย่างล้ำลึก
4 เรื่องการพักผ่อน การผ่อนกายผ่อนใจเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากบริหารร่างกาย เช่น การรำมวยจีน รำไม้พลอง ว่ายน้ำ เล่นดนตรี นวดรักษาสุขภาพ ฯลฯ การนั่งอาบแดด เดินชมสวนผักยามเช้าตรู่ การฝึก การสนทนาแบบจิตวิวัฒน์ จะส่งผลด้านการผ่อนพัตรตระหนักรู้ คุยกันเรื่องหลับนอนตามนาฬิกาชีวิต งานด้านดนตรี ศิลปะ จัดมาเชื่อมโยงในจุดที่เหมาะสม
สรุป เรื่องทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการเรียนรู้และจัดการความรู้ที่เอา ชาวบ้านมาเป็นพระเอก-นางเอก- พวกเราชาวสาธารณสุขคอยเป็นพี่เลี้ยง คอยเติมเต็มในจุดที่ยังขาดเหลือ คอยยิ้มปลอบให้กำลังใจ
ถ้าทำได้อย่างนี้ สุขภาวะชุมชนเชิงรุก ลุกขึ้นได้อย่างแน่นอน
เรื่องสุขภาพไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่ก็ไม่ใช่จะเล่นไม่ได้ ขอแต่เล่นให้เป็น เล่นให้ถูก เล่นให้เหมาะ การแสวงหาความรู้ทำไมต้องเครียดด้วย เรียนรู้วิธีทำความเข้ากันให้สนุกเถิด ถ้าใจสบายมีความสุข มีหรือที่ใครจะไม่โหยหา อิ อิ..
หมายเหตุ
* เรื่องนี้เขียนขึ้นมาเพื่อโยนหินถามทาง เชิญท่านผู้รู้ได้โปรดชี้แนะความรู้ความเห็นที่ถูกที่ควรให้ด้วยครับ
เรียน ท่านพี่ครูบา ดูทีวี เขาถ่ายทอดบางกิจกรรม ของ ส...ยิ่ง ป่วย ครับท่าน
ขอบคุณครับท่านJJ ช่วยออกความเห็นสุขภาพชุมชนหน่อยครับ
เรียนท่านพี่
หินก้อนหนึ่งที่กระเด็นมาโดนหัว..อิอิ...ก้มมามองคำว่าชาวบ้าน...เวลานี้..ตามหัวเมือง..ตำบล หมู่บ้าน..บ้านไม่มีคนอยู่อู่ไม่มีคนนอน..บ้านจะมีคนนอนก็เกือบจะประแงบๆแล้ว ..เหลือคนแก่เฝ้าบ้าน..เด็กที่ไม่มีพ่อแม่เลี้ยงดูทิ้งไว้ให้ตายาย..ตายายอยู่บ้านปราศจากคนเหลียวแล...อย่าว่าแต่ยากลางบ้าน(ไม่มี)มีแต่ยาครอบจักรวาลสิบบาทรักษาทุกโรค..คำถามที่หาคำตอบไม่ได้ค่ะครูบาเราจะทำไงดี....สามสี่ข้อที่ว่า...อ่านง่ายแต่ปฏิบัติ..ลองสุ่มวิจัยตามประสาชาวบ้านอาจได้ข้อควรทำดีตามออกมาหรือเราจะแก้สถานะบางอย่างที่ขึ้นอืดอยู่เวลานี้ได้อย่างไร...หรือจะใช้กฎธรรมชาติ..เขาดูแลกันเอง..ตามมีตามเกิด..อิอิ..ด้วยความคาระวะอย่างสูง..ยายธีค่ะ
ยายธิ สะท้อนความจริงได้อย่างโดนใจ ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะคุณ ครูบาสุทธินันท์
บันทึกนี้ดีมากๆค่ะแต่จะมีสักกี่คนที่ปฏิบัติได้ เราชาวไทยจะทำอะไรเป็นพักไม่ต่อเนื่องค่ะ ขนาดไม่สบายมากๆ ยังกินยาไม่ต่อเนื่องเกิดการดื้อยา ต้องเริ่มใหม่โรคก็ไม่หายสักที่ หมดค่ายาเพิ่มอีก คนส่วนใหญ่ รอให้เกิดโรคก่อนถึงมาคุมอาหารค่ะ
รู้ทั้งรู้ก็มีมากแต่ก็ยังให้เข้าร่างกายอยู่ทุกมื้อทุกวัน เพราะอร่อย ก็ซ้ำๆจนสะสมโรคก็ตามมาอยู่เป็นเพื่อนเสียเลย ไม่ว่าจะคนในเมืองหรือชนบท แต่ในชนบทก็ยังมีพืชผักธรรมชาติ คนในเมืองจะเกิดโรคเร็วกว่า
ปัจจุบัน อาหารคือสิ่งที่ทำให้เกิดโรค โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากขึ้น แล้วเมื่อโดนงดอาหารเมื่อมีโรค ก็จะลำบากใจมาก ของที่ชอบไม่ได้กิน เครียดอีก
การกินเนื้อสัตว์อาหารดิบก็เช่นกัน อร่อยกันจัง ทำไมไม่นีกว่ากินบ่อยๆ เกิดมีสัตว์ไปเคลื่อนไหวสนุกสนานตามอวัยวะต่างๆ ชอบหรือ เมื่อมันเข้าไปอยู่แล้วออกยากเพราะมีอาหารให้มันกินอยู่สบายๆ ไม่มีใครมองเห็นเสียด้วย
คนในเมืองที่กินอาหารทอด น้ำมันในกระทะดำแล้วดำอีก เห็นก็ยังซื้อ อยากให้ สสส. ที่ท่านนายกเป็นประธานเข้าถึงตรงจุดนี้มากๆ อนาคตคนไทย โรคมะเร็งจะเป็นกันตั้งแต่อายุน้อยๆแน่ หากไม่มีใครมาบอกกล่าวรณรงค์ เรื่องไขมันทรานส์ ทุกจังหวัด อาหารทอด เหมือนกันหมดแล้วขายดีเสียด้วย กินทุกวัย แม่ค้าเขาจะรู้ไหมว่าผู้ซื้อ จะเกิดโรค จากการกินอาหารทอด น้ำมันซ้ำๆ ที่ขายดิบขายดีของเขา ขนมถุง ที่อบทอด ด้วยน้ำมันนั้นเป็นทรานส์ทั้งนั้น แต่ทำอะไรไม่ได้เลย นี่แหละประเทศเรา ประเทศอื่นออกกฏหมายห้ามขายอาหารที่เป็นทรานส์ ไทยเราเงียบจริงๆ ทำใจ ค่ะทุกคนต้องช่วยตัวเอง ช่วยกันสอน ช่วยกันบอก ฯลฯ แต่พยายามบอก ก็ไม่ปฏิบ้ติอีก ก็ทำใจ อีก มาอ่านที่คุณครูบา ก็ตรงกับที่กานดาพยายามบอก ทุกคน เท่าที่จะทำได้ค่ะ
พรุ่งนี้เป็นวันเบาหวานโลก เฉพาะคนไทยเป็น 3 ล้านคนแล้วนะคะมีคุณหมอบอกในวิทยุให้ทราบเมื่อวานนี้ และเตือน หวัด 2009
ที่เชียงใหม่ทำโรงเรียนตัวอย่างค่ะ ในรร.ถ้ายังไม่มีใครเป็น ชักธงขึ้น สีเขียว ถ้ามีเป็นบ้างไม่กี่คน ชักธงขึ้น สีเหลือง ถ้าเป็นกันหลายคน ชักธงขึ้นสึแดง ขอความร่วมมือทุกฝ่าย นักเรียน ครู อาจารย์ ผู้ปกครอง ฯ ช่วยกัน คนไม่สบายต้องอยู่บ้านห้ามออกไปไหน ผ้าปิดจมูกทั้งคนที่เป็นและไม่เป็น หมอเตือนค่ะ เป็นกันมากขึ้น โดยเฉพาะคนท้อง ไม่ควรออกไปไหน เสี่ยงมากๆ
คุยไปคุยมายาวเลยค่ะ
ขอบคุณ คุณกานดา ที่แชร์ประสบการณ์