นักศึกษาแพทย์ของผมอยากทำความดี
เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 ที่อยู่ในความดูแลของผมเองมาคุยกับผม เพราะว่าเขาอยากจะทำความดีให้เป็นศรีแก่ตัวเอง แต่จะว่าไปก็คงไม่ถูกสักทีเดียวนักนะครับ ทั้งนี้เป็นเพราะว่ามันเป็นกิจกรรมที่หลักสูตรได้กำหนดไว้ต่างหาก ว่านักศึกษาจะต้องประกอบกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์หนึ่งอย่าง
แรกเริ่มเดิมที พวกเขาประชุมกันแล้วว่าจะไปปลูกป่ากันที่จังหวัดสุราษฎร์ฯบ้านเกิดผมเอง แต่ไอ้เราผู้เปี่ยมล้นด้วยประสบการณ์ มองปร๊าดเดียวก็รู้ว่าเขาอยากเที่ยว เลยเบรกโปรเจคของเขาไว้ก่อน แล้วถามไปว่า “ปลูกต้นไม้แล้วจะได้อะไร (วะ)” “ช่วยลดโลกร้อนครับ’จารย์” โธ่ถัง ปลูก 10 ต้นคงช่วยได้กระมัง “แล้วนี่อยากจะปลูกต้นอะไรกัน ปลูกไม้สักที่ป่าชายเลนกันไหม หรือว่าปลูกดอกบัวตองกันดี ฮ่า ฮ่า...อันนี้คิดในใจครับ” ว่าแล้วก็เสนอไปว่า หากอยากจะเที่ยว ก็กรุณาเที่ยว เที่ยวให้เป็นเรื่องเป็นราวไปเลย ผมแนะนำให้เขาไปเที่ยว “เกาะพงัน” เพราะที่นั่นสวยและสบาย ที่ว่าสบายก็เพราะมีลูกศิษย์เป็นหมออยู่ที่พงันหนึ่งคน “คุณหมอพัฒน์” คือคนที่ผมกล่าวถึง เขาน่าจะดูแลน้องๆได้อย่างดี อีกทั้งไปนอนในบ้านพักของโรงพยาบาลนั้นเท่ไม่หยอกหรอกครับท่าน ดีไม่ดี ยังได้มีโอกาสดูงานของโรงพยาบาลชุมชนอีกด้วย
คราวนี้เลยต้องมานั่งใคร่ครวญกันใหม่ ว่าจะเอายังไงกันดี อยากทำดีช่วยลดโลกร้อนสักหน่อย กลายเป็นว่ามีพญามาร’จารย์แป๊ะขัดขวางเอาไว้เสียแล้ว ข้อสรุปอยู่ในใจผมครับ เพราะผมเองมีความฝันส่วนตัวว่าอยากให้มีกิจกรรมสำหรับเด็กป่วยบ้าง อยากมานานมาก สงสัยคราวนี้จะมีคนช่วยจริงๆเสียที เลยถามพวกเขาว่า “อยากไปเล่นกับเด็กๆป่วยด้วยโรคเรื้อรังไหม” !..!..! เป็นสัญลักษณ์แทนคำตอบ เพราะบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายซึ่งล้วนเป็นนักศึกษาปีที่ 2 นั้นไม่เคยเห็นและรู้จัก เขาไม่เคยขึ้นมาบนวอร์ดเลย ผมจึงอธิบายไปว่า เด็กป่วยด้วยโรคเรื้อรังเหล่านี้ล้วนน่าสงสาร หลายคนเป็นโรคมะเร็ง บางคนเป็นโรคเลือดออกไม่หยุด ต้องมานอนในโรงพยาบาลอยู่เรื่อยๆ จนหลายครั้งไม่สามารถเรียนหนังสือหนังหาได้ตามปกติเหมือนเด็กคนอื่นๆ หลายคนอ่านหนังสือไม่ออก “เราน่าจะมาอ่านหนังสือให้เด็กๆเหล่านี้ฟังกัน น่าจะดีไหม” และนี่จึงเป็นที่มาของโครงการ “แบ่งปันรอยยิ้ม” ของนักศึกษาแพทย์กลุ่มอาจารย์ธนพันธ์
ย้อนกลับไปสมัยที่ผมยังคงเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 อยู่นั้น วอร์ดเด็กชั้น 6 เป็นวอร์ดที่สร้างความสะเทือนใจให้กับผมเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะว่าที่นี่มีแต่เด็กป่วยด้วยโรคเรื้อรัง บางคนเป็นมะเร็ง เช่น Rhabdomyosarcoma ผมเรียกสั้นๆว่า “เด็กแร๊พ” หลายคนเป็นมะเร็งเม็ดโลหิตขาว (leukemia) ลักษณะเด่นของเด็กกลุ่มนี้ก็คือ หัวล้านโป๊งเหน่ง เพราะพวกเขาได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ผมจึงร่วงผลอยกันไปตามๆกัน หลายคนมองเห็นหัวแววมาแต่ไกล เด็กบางคนป่วยด้วยโรคฮีโมฟิลเลีย ซึ่งขาดสารในการกระตุ้นการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดออกเองง่ายมาก และมักเป็นที่ข้อเข่า ข้อศอก เป็นกันทีหนึ่งก็เดินกันไม่ไหวเพราะปวดข้อเหลือเกิน ต้องมานอนโรงพยาบาลเพื่อให้สารประกอบของเลือดเพื่อกระตุ้นการแข็งตัวของเลือด อยู่ไปอยู่มาก็ “ข้อติด” ขยับไม่ได้ เดินเป๋บ้าง ข้อศอกงอบ้าง น่าสงสารนัก สิ่งหนึ่งที่จะได้รับจากคนไข้ตึกนี้ก็คือ ความสนิทสนมฉันท์พี่น้อง เพราะเราก็เป็นแค่พี่นักศึกษาแพทย์หน้าใหม่ไก่อ่อน ไอ้เจ้าเด็กแก่วอร์ดก็เลยสอนมวยพี่ๆเสียเลย อยู่ไปอยู่มาก็เลยรักเด็กกลุ่มนี้มากเป็นพิเศษ หลายคนก็ตายไปต่อหน้าต่อตา เรียกน้ำตาพวกเรามานักต่อนัก นี่คงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งกระมัง ที่ผมไม่อยากเป็นหมอเด็ก
ผ่านมาอีกนานแสนนาน ผมก็ยังคงคิดถึงไอ้เจ้าบังเล๊าะ เด็กแร็พสุดที่รักของผม เบิร์ดและโดม เด็กชายผู้มีเข่าติด ศอกติด ก็ยังคงอยู่ในหัวใจของผม พวกนี้มีปัญหาเรื่องการเรียนทั้งนั้น เพราะกว่าครึ่งชีวิตที่เขามีนั้นล้วนอยู่แต่ในโรงพยาบาล ปัญหาจากการอ่านหนังสือไม่ออกเป็นปัญหาที่ทำให้เขาไม่สามารถเข้าถึงความรู้อย่างที่เด็กๆคนอื่นทำได้ ผมจึงเคยมีความฝันว่า นักศึกษาแพทย์น่าจะใช้เวลาว่างเดินไปเล่นกับพวกเขาบ้าง อ่านหนังสือให้ฟังบ้าง รวมถึงการสอนให้อ่านและเขียน แต่นั่นมันก็แค่ความฝันของผมเท่านั้นเองครับ และตอนนี้ผมกำลังหลอกล่อให้ลูกศิษย์มาติดกับดักเข้าแล้ว ฮ่า ฮ่า...
เมื่อทุกคนเห็นร่วมกันว่าจะทำงานบำเพ็ญประโยชน์แบบนี้ ผมจึงเป็นคนไปติดต่อกับท่านอาจารย์หมอสมชาย หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ เพื่อขออนุญาต ซึ่งท่านก็ดีใจหาย ตอบตกลงปลงใจไปกับผมแทบจะในทันที (สำเร็จไปอีกเปลาะหนึ่ง) ขั้นต่อมาก็คือให้นักเรียนเขียนโครงการมาส่ง ซึ่งก็ช่วยขัดเกลาจนมาเป็นแบบนี้
ชื่อโครงการ : แบ่งปันรอยยิ้ม
หลักการและเหตุผล
ความเจ็บป่วยทุกชนิด ล้วนก่อให้เกิดผลกระทบหลายด้าน ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยประการหนึ่ง อีกทั้งผลกระทบทางด้านสังคมและครอบครัวก็มีความเกี่ยวเนื่องถึงกัน ซึ่งจะเห็นได้จากความรู้สึกเป็นทุกข์ของผู้ใกล้ชิดผู้ป่วย การขาดงาน การขาดเรียน เป็นต้น และการเจ็บป่วยในผู้ป่วยที่เป็นเด็กนั้น มีลักษณะที่แตกต่างจากการเจ็บป่วยในวัยอื่นๆ อันสืบเนื่องมาจากผลกระทบที่สำคัญจากการเจ็บป่วยทางกายก็คือ พัฒนาการทางด้านต่างๆของการเจริญเติบโตทางกาย สมอง และการปรับตัวของเขาต่อการเป็นโรคทั้งโรคชนิดเฉียบพลันและโรคเรื้อรัง การปรับตัวให้เข้ากับสังคมทั้งในโรงพยาบาล โรงเรียน และครอบครัว
นักศึกษาแพทย์กลุ่ม PBL 5 ชั้นปีที่ 2 ได้มีความสนใจในบริบทของผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคเรื้อรัง เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลานานๆ ครั้นเมื่อทุเลาหรือหายจากโรคในระยะเวลาหนึ่ง ก็มีโอกาสต้องเข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลซ้ำๆ จึงทำให้ขาดโอกาสในการศึกษารวมทั้งประสบการณ์การใช้ชีวิตในสังคมเหมือนเด็กทั่วไป จากปัญหาดังกล่าวน่าจะก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านจิตใจเป็นอย่างมาก เช่น ภาวะซึมเศร้า
โครงการ “แบ่งปันรอยยิ้ม” จึงเกิดขึ้นมา เพื่อให้นักศึกษาแพทย์ได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมและช่วยเหลือในการฟื้นฟูจิตใจของผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคเรื้อรัง โดยอาศัยกิจกรรมการอ่านหนังสือ การเล่านิทานให้เด็กๆฟัง อีกทั้งการเข้าไปพูดคุยคลุกคลีกับผู้ป่วย และ/หรือญาติของผู้ป่วย อาจจะมีส่วนในการรับฟังสภาวะและผลกระทบทางจิตใจของทั้งผู้ป่วยและครอบครัวได้อีกทอดหนึ่ง นอกจากนี้นักศึกษาแพทย์ยังได้ฝึกสังเกตพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมกิจกรรมว่ามีการตอบสนองอย่างไร รวมถึงฝึกสังเกตความรู้สึกของตนที่มีต่อกิจกรรมนี้ด้วย สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เกิดพัฒนาการที่ดีของการศึกษาในวิชาแพทย์ ที่มุ่งเน้นให้มีการบูรณาการความรู้มาใช้ได้อย่างครอบคลุมทั้งเรื่องกาย จิตใจ และสังคม
วัตถุประสงค์
- เพื่อเป็นส่วนร่วมในกระบวนการฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคเรื้อรัง
- เพื่อพัฒนาทักษะในการสื่อสารกับผู้ป่วยเด็ก โดยใช้กิจกรรมการอ่านหนังสือและเล่านิทาน
- เพื่อพัฒนาทักษะในการเข้าหา และเข้าถึงข้อมูลทางด้านกาย จิตใจ และสังคมของผู้ป่วยและครอบครัว
เป้าหมาย/กลุ่มเป้าหมาย
ผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคเรื้อรัง หอผู้ป่วยเด็ก 2 ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์
ขั้นตอนการดำเนินงานและแผนการดำเนินโครงการ
ขั้นตอนวางแผนงาน
- ประชุมคิดเค้าโครงการ
- เข้าพบอาจารย์ที่ปรึกษา
- หาข้อมูลและความเป็นไปได้ในการทำโครงการ
- ประชุมเขียนโครงการ
ขั้นตอนการดำเนินงาน
- พบอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อปรึกษาความเป็นไปได้ของการจัดทำโครงการ
- เขียนโครงการ
- นำเสนอโครงการต่ออาจารย์ที่ปรึกษา
- ส่งและขออนุมัติโครงการ
- ดำเนินกิจกรรมของโครงการ
- จัดหาหนังสือเพิ่มเติมโดยการซื้อ และขอรับบริจาค
- นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 ขอความร่วมมือจากนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 ที่กำลังศึกษาในกองกุมารเวชศาสตร์ เพื่อเป็นคนเชื่อมโยงในการเข้าพบผู้ป่วย
- จัดกิจกรรมในทุกวันอาทิตย์ (หรือเสาร์) ช่วงเวลา 13-15.00 น. โดยมีตารางกำหนดรายชื่อผู้ดำเนินกิจกรรมไว้ในหอผู้ป่วยตลอดภาคการศึกษา
- ช่วงที่จัดกิจกรรม แบ่งให้นักศึกษาแพทย์ 1-3 คนทำหน้าที่อ่านหนังสือ อีก 1 คนมีหน้าที่ในการสังเกตพฤติกรรมของผู้ร่วมกิจกรรม
- มีการประเมินความรู้สึกของผู้จัดกิจกรรมในทุกวันที่ดำเนินงาน วัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นการสะท้อนความรู้สึก โดยใช้ blog เป็นช่องทางในการสื่อสาร
- ประชุมสรุปผลโครงการต่ออาจารย์ที่ปรึกษา
- จัดนิทรรศการนำเสนอโครงการ
ระยะเวลาดำเนินการ ตลอดภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2552
ผู้รับผิดชอบโครงการ
- นางสาวชมพูนุท ลิ่มรัชชพงศ์ 5110310024
- นายชวลิต สุขสง่า 5110310026
- นางสาวณัฐชนา เปรมปราชญ์ 5110310042
- นายณัฐวุฒิ ปรีชาปัญญากุล 5110310048
- นายธนพฤธ อิสระวัฒนา 5110310060
- นางสาวบุศวรรณ ถิระผลิกะ 5110310087
- นางสาวฟ้าใส รัตนบุรี 5110310109
- นายภาณุพงศ์ ศรีอินทร์เกื้อ 5110310112
- นายวรรธนะ บูรพเกียรติ 5110310133
- นางสาวอาลีม๊ะห์ จินาแว 5110310181
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
- ผู้ป่วยเด็กมีความสุขที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม
- นักศึกษาแพทย์มีความสุขที่ได้จัดกิจกรรม
- สร้างค่านิยมที่ดีในการแบ่งปัน
ฮ่า ฮ่า สุดท้าย ความฝันที่อยากจะให้เด็กชั้น 6 (เป็นหอผู้ป่วยโรคเรื้อรังและไม่ติดเชื้อ) ได้มีพี่ๆมาร่วมเล่นด้วย อ่านหนังสือให้ฟัง ก็น่าจะเริ่มเห็นเค้าโครงขึ้นมา ส่วนเมื่อมีการดำเนินกิจกรรมไปนั้นจะเป็นเช่นไร เด็กๆในกลุ่มบอกว่า จะนำมาเล่าให้ฟังอีกครั้งหนึ่งครับ
ขอชูมือทั้งสองข้างสนับสนุนไอเดียนี้เต็มที่ครับ
แล้วผมจะส่งหนังสือเด็กไปให้คุณหมอครับ
ว่าแต่เด็กเล็กจะสามารถเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้เปล่าครับ
สวัสดีและขอบคุณครับ อุชุจาโร
ขอบคุณสำหรับหนังสือครับพี่หนึ่ง
ส่วนเรื่องเด็กๆอยากเข้าร่วมกิจกรรมนั้น บางทีต้องคิดหนักนิดหนึ่ง เพราะว่า คุณนนท์อาจจะติดเชื้อจากโรงพยาบาลได้ครับ
ถึงแม้ว่าเป็นวอร์ดไม่ติดเชื้อ แต่ก็มีเชื้อบางอย่างที่มีประจำวอร์ดครับ บางคนอาจจะมีไข้อยู่
และที่สำคัญ เด็กเราเอง อาจจะเอาหวัดไปส่งให้ท่านๆที่กำลังรับยาเคมี ซึ่งท่านเหล่านั้นมีภูมิคุมกันน้อยมากเลยครับ
ขอชูมือทั้งสองสนับสนุนด้วยคนครับ เด็กๆคงจะดีใจมากเลยครับ เป็นกำลังใจให้อีกแรงครับ สำหรับเรื่องดีๆที่แบ่งปันให้กัน
อ่านที่มาและรายละเอียดโครงการแล้วรู้สึกประทับใจในไอเดียของคุณหมอมาก เด็ก ๆ คงจะมีความสุขทีเดียว เพิ่มสีสรรและสร้างวันดี ๆ ให้กับพวกเขา ชื่นชม ชื่นชม มาก ๆ ค่ะ
สวัสดีครับ พัฒนพงศ์
ชูมือนานๆแล้วอย่าลืมเอาลงนะครับ เมื่อย
พี่อ้นที่รักครับ
มีหนังสือมอบให้บ้างไหมครับ
เรียนอาจารย์ค่ะ
ยินดีที่ได้เห็นความคิดของน้องๆนสพ.ค่ะ ขอส่งกำลังใจให้น้องๆด้วยอีกคน
อยากให้น้องได้ทำสิ่งดีๆที่น้องคิด แล้วสิ่งนี้จะทำให้น้องไม่ลืมที่จะมองดูผู้อยู่ในความทุกข์ของโรคภัยไข้เจ็บ
โดยเฉพาะผู้ป่วยรวมไปถึงญาติซึ่งบางทีทุกข์หนักกว่าผู้ป่วยด้วยซ้ำ
ทุกวันนี้มีคนถามมาว่า หมอเดี๋ยวนี้เป็นอะไร อยู่กับความเจ็บไข้จนชินชา เห็นเป็นธรรมดา จนลืมนึกถึงจิตใจของผู้ป่วยและญาติ
หมอที่เข้ามาอธิบายอาการให้ญาติฟังแบบในละครนั้นไม่มีอยู่จริงใช่หรือไม่เข้ามาตรวจเวลาห้ามเยี่ยมเท่านั้น
เมื่อถึงเวลาญาติเข้าเยี่ยมได้ก็ไม่สามารถสอบถามหมอได้ หรือถ้าตอบก็ไม่เต็มใจตอบ
อวัจนภาษาที่หมอแสดงนั้น นำมาซึ่งความกลัวที่ญาติจะสอบถามอาการผู้ป่วย
ที่กลัวอย่างที่สุดคือกลัวหมอจะว่าญาติเรื่องมากแล้วส่งผลต่อการรักษาผู้ป่วย
ทั้งๆที่ถ้าเขารู้เขาจะไม่ถามหมอหรอกไม่อยากรบกวนหมอ ให้เป็นที่รำคาญใจ
แต่ที่ต้องที่ถามเพราะเป็นห่วงคนอันเป็นที่รักของเขาที่อยู่ในการดูแลของหมอต่างหาก
หวังว่าความสุขที่ได้รับจากโครงการนี้ของน้องๆจะอยู่ในหัวใจของผู้ที่จะเป็นแพทย์เต็มตัวในอนาคตไปตลอด
เพื่อผู้อยู่ในความทุกข์ของโรคภัยไข้เจ็บจะได้พบกับหมอที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ ที่ไม่หลงไปว่าหมอคือผู้ที่สูงส่งกว่าผู้อื่น
เรียน อาจารย์หมอ ที่เคารพอย่างสูง
ขอแสดงความดีใจอย่างสุดซึ้งกับโครงการ "แบ่งปันรอยยิ้ม" ที่เป็นหลักสูตรประกอบกิจกรรมในการ
สร้างสิ่งที่ดีงาม เพื่อเด็กๆ จะได้มีโอกาสเรียนรู้ ได้สัมผัสกับ ความเมตตา ความสุข ความดี
ความเข้าใจ ความเป็นห่วงใย ความปรารถนาดีสู่สังคม เด็กๆ จะไม่ได้ไม่เกิดภาวะซึมเศร้า
(ได้อ่านบทความถึงได้ทราบว่าเด็กๆ ก็มีภาวะซึมเศร้าได้) คิดเอาเองว่าจะเป็นเฉพาะแต่ผู้ใหญ่ ฮ๋า ฮ่า
สุดท้ายนี้จะส่งหนังสือและกำลังใจเป็นความฝันที่ดีงาม ไปเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อบำเพ็ญประโยชน์ เด็กๆ
จะได้มีความสุข มีรอยยิ้ม มีความร่าเริง ความน่ารัก ซึ่งความน่ารักนี้เด็ก ๆ ทุกคน ก็มีความแตกต่างกัน
อยู่ในตัวของเค้าอยู่แล้ว คือเขาจะมีเสน่ห์อยู่ในตัวคนละแบบกันค่ะ
ด้วยเคารพอย่างสูง
อาจารย์หายไปนาน ผลเป็นอย่างไรบ้างครับ หลอกสำเร็จไหม รอฟังผลนะครับ เอารูปมาให้ดูด้วยครับ...
ขอบคุณพี่หนึ่ง
กัลยาณมิตรผู้มอบหนังสือมาร่วมสมทบกับกิจกรรมหลายเล่มครับ งานนี้เด็กๆจะได้มารู้เรื่องเต่ามะเฟืองกันบ้างล่ะ ขอบคุณนะครับ
ขอบคุณท่านผู้ไม่แสดงตนครับ
น้อมรับไว้ เรียกให้เด็กๆมาอ่านมารับฟังครับ
ขอบคุณ kitt ครับ
จะรอรับหนังสือ ฮา...
อาจารย์ขจิตที่เคารพ
กิจกรรมเริ่มแล้วครับเมื่อเสาร์ที่ผ่านมา เดี๋ยงลูกศิษย์คงเข้ามาเล่าให้ฟัง
ถึงอาจารย์ธนพันธ์
อาจารย์คับหลังจากที่ได้รับความคิดเห็นดีๆจากอาจารย์แล้วทางกลุ่มได้จัดทำตัวรายงานเพื่อส่งโครงการไปแล้ว และได้เริ่มทำโครงการกันไปแล้ว
วันที่ึ 7 พ.ย. 2552 สมาชิกในกลุ่มไปศึกษาดูสถานที่ ณ หอผู้ป่วยเด็กสอง รพ. มอ. เข้าไปปุ๊บ ความรู้สึกแรกทำไมที่นี่มีแต่เด็กหัวล้าน พี่พยาบาลบอกน้องส่วนใหญ่เป็นมะเร็ง มีบ้างที่เป็นโรคไตแบบเรื้อรัง มีหลายคนต้องให้เคมีบำบัดผมจึงร่วงจนหมดหัว พวกเราก็แอบอึ้งเพราะก็ยังไม่เคยเจอคนเป็นมะเร็งที่ให้เคมีบำบัดจนผมร่วงกันสักคน หลังจากได้สอบถามพี่พยาบาลประจำ ward พี่บอกว่าที่นี่มีห้องให้จัดกิจกรรม ถ้าจะทำอะไรก็ให้มาบอกพี่เดี่ยวพี่เค้าจะจัดการเปิดห้องแล้วจะเชิญน้องๆให้เข้าไปร่วมกิจกรรมเอง พี่พยาบาลยังบอกอีกว่าเด็กที่นี่ค่อนข้างที่จะกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมกิจกรรมเกือบทุกอย่างที่มีบุคคลภายนอกมาจัดให้ สิ่งที่น้องๆชอบทำมากที่สุดคือ การเล่นมายากล ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะลำบกอยู่ที่จะให้ นสพ.ปีสองอย่างพวกเราโชว์มายากลให้ดู แต่ทางกลุ่มก็จะพยายามหากิจกรรมอื่นให้น้องทำแทนละกัน
จากการที่เราได้แบ่งกันไปสอบถามน้องๆตามเตียงผู้ป่วยว่าน้องๆอยากให้ทางกลุ่มมีกิจกรรมอะไรให้นั้น น้องๆหลายคนบอกว่าอยากระบายสีรุปภาพแปลก เพราะรูปที่มีอยู่ที่นี่ระบายกันจนเบื่อแล้ว พวกเราจึงให้คำสัญญาว่าเราจะจัดหารูปภาพแปลกๆ สวยๆ มาให้น้องได้ระบายสีกัน อีกอย่างที่น้องต้องการมากคือ สี ซึ่งที่มีอยู่นั้นก็ไม่พร้อมที่จะใช้งานซะเป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ทางกลุ่มสามารถทำให้ได้ พอได้ข้อมูลจนครบเราจึงบอกลาน้องๆและพี่พยาบาลแล้วจึงแยกย้ายกันไปจัดหาอุปกรณ์ให้น้องๆ
วันที่ 14 พ.ย. 2552
วันนี้เป็นวันที่เราต้องไปทำกิจกรรมเป็นครั้งแรกในกลุ่มก็ยังงว่าเราจะเริ่มทำอะไรกันก่อนดี ไปถึงเราจะเริ่มพูดกับน้องอย่างไร น้องจะคุยกับพวกเรามั้ย พี่พยาบาลจะให้ความร่วมมือหรือเปล่า แต่ทุกคนที่ไปก้พร้อมเต็มร้อยที่จะไปทำกิจกรรมในวันนี้(ออ ลืมบอกไปคับ วันนี้เราไปกันห้าคนคือผมเอง กอล์ฟ จ๊ะเอ๋ ม๊ะห์ และก็เตย สาเหตุที่ไปกันคึ่งกลุ่มก็เพราะว่าถ้าไปกันทั้งหมดสิบคนทางกลุ่มคิดว่าจะไปรบกวนพี่บนตึกเค้าเปล่าๆ ไปไม่ต้องเยอะแล้วเราผลัดกันไปเยี่ยมน้องกันดีกว่าจะได้ดูไม่ดูรกตาคนไข้บนตึกด้วย)
พอไปถึงเราก็เดินตรงไปหาพี่พยาบาลคนเดิมที่เราเคยได้มาติดต่อไว้แล้วพี่เค้าก็จำพวกเราได้พร้อมกับทักทายว่า"มาทำโครงการหรอ เดี่ยวพี่ไปเปิดห้องให้" ว่าแล้วพี่เค้าก็เดินไปเปิดห้องทำกิจกรรมให้เรา ภายในห้องก็พอจะมีอุปกรณ์ที่จะทำโครงการอยู่บ้างแล้วที่เรานำมาวันนี้ก็คือ ภาพระบายสี หนังสือนิทาน และสมุดสอนพับกระดาษ ขณะที่เรายังเตรียมตัวยังไม่ทันจะเสร็จนั้นก็มีเด็กกลุ่มหนึ่งประมาณสองสามคนเดินจูงเสาน้ำเกลือหรือเสาน้ำยาอะไรซักอย่างของตัวเองเดินเข้ามาด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น บางคนก็ให้ญาติจูงเข้ามาส่ง บางคนแม่พามายืนที่ประตูแต่ก็ไม่กล้าเข้ามา แม่จึงพยายามขยั้นขยอกันใหญ่ว่า "เข้าไปตะๆๆ(เป็นภาษาใต้นะคับ)" ผมซึ่งกำลังเตรียมของอยู่จึงบอกให้เตยไปชวนน้องเค้าเข้ามา ซึ่งเตยก็ทำได้ดีจนน้องเค้ายอมเข้ามา ตอนนี้เราก้มีผู้มาร่วมโครงการกับพวกเราสี่ห้าคนแล้ว สักพักพี่พยาบาลก็มาบอกว่า"มีแค่นี้นะที่เหลือให้คีโมอยู่" เราจึงได้เวลาเริ่มโครงการของพวกเรา
เริ่มโดยเราให้น้องๆแนะนำตัวแลกกับพวกเราแนะนำตัว วันนี้มีน้อง อามีเราะห์ น้องตาล น้องหยก น้องหวาน และน้องออม(ขอสารภาพว่าตอนแรกผมดูไม่ออกเลยว่าทั้งสี่คนเป็นผู้หญิงเพราะน้องเค้าหัวล้านกันทุกคน คล้ายเด็กผู้ชายที่ตัดผมทรงสกินเฮดแต่สั้นกว่าจนเกือบจะไม่มีผมซะด้วยซ้ำ)มาร่วมกิจกรรมกับพวกเรา ทางกลุ่มจึงยื่นข้อเสนอให้น้องเลือกว่าน้องๆ อยากทำอะไรบ้าง วันนี้พวกพี่มีกิจกรรมวาดภาพระบายสี เล่านิทาน แล้วก็พับกระดาษ ปรากฎว่าน้องทั้งห้าแยกกันเป็นสามพวกอย่างชัดเจนพวกแรกอยากวาดภาพระบายสี กล่มสองอยากพับกระดาษ แต่น้องอีกคนกลับนั่งนิ่งไม่เลือกอะไร มีะห์จึงถามน้องว่า"น้องอยากทำอะไรจ๊ะ" น้องก็ยังไม่ตอบม๊ะห์จึงถามว่า"ฟังนิทานมะ เอามั้ย" น้องจึงพยักหน้า เราจึงแบ่งกันเป็นสามกลุ่มเล็กเช่นกันโดย เตยเป็นหัวหน้าฝ่ายเล่านิทานนหัวหน้าฝ่ายซึ่งมีลูกทีมคืม๊ะห์กับกอล์ฟ จ๊ะเอ๋เป็นหัวหน้าฝ่ายพับกระดาษ ส่วนผมเองซึ่งไม่เก่งทั้งสองอย่างที่กล่าวมาจึงอาสาอยู่ฝ่ายระบายสีกับน้องๆ
สิ่งที่ให้น้องทำอย่างแรกคือ ให้น้องเลือกภาพที่จะระบายสีพอน้องเลือกเสร็จผมก็จะเลือกภาพมาอันนึงด้วย เราจึงนั่งๆนอนระบายสีกันตรงนั้นเลย ดดยมีข้างๆเป็นมะกำลังเล่านิทานเรื่องโหรวิชัยคาวีให้น้องฟัง น้องคนที่ระบายสีกับผมนั่นนอนระบายสีโดยไม่พูดจาอะไรกับใครเลยผมพยายามถามว่าระบายอะไรอยู่น้องเค้าก็จะตอบแค่คำต่อคำว่า ระบายนางฟ้า บางครั้งก็นิ่งไปเลยไม่ตอบอะไรตั้งใจระบายสีกันใหญ่ ผมจึงบอกว่าเรามาแข่งกันมั้ยว่าใครระบายสวยกว่า น้องพยักหน้าแล้วก็ก้มลงไประบายสีต่อ เราระบายสีกันไปเรื่อบก้ไม่ได้คุยอะไรกันมากอาจจะเป็นเพราะเราเพิ่งพบกันครั้งแรกต่างฝ่ายต่างเกรงใจกัน จึงไม่ค่อยคุยกัน
ระหว่างที่พวกเรากำลังทำกิจกรรมกันไปนั้นก็จะได้ยินเสียงพี่พยาบาลเดินมาตามน้องไปทีละคนเพื่อไปกินยา ฉีดยาบ้างแล้วแต่คนไปหลังจากกินยาอะไรเสร็จน้องเค้าก็จะรีบกลับมาทำสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ตามเดิม มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมกับจ๊ะเอ๋ต้องตกใจคือ ขณะที่เราทำกิจกรรมไรกันไปนั้นก้มีเสียงๆหนึ่งดังมาจากเสาน้ำยา ดัง "ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด" เราสองคนมองหน้ากันแล้วถามกันว่าเสียงอะไร เราทำสายอะไรของน้องเค้าหลุดรึปล่าว(ว่ะ) ทำไมมันถึงดังขึ้นมา เราจึงถามน้องว่ามันเคยดังรึเปล่า น้องบอกว่าเคย แล้วน้องก็บอกว่า "น้ำยาหมด(ภาษาใต้)" ผมจึงถามน้องว่า "แล้วพี่ต้องทำไง"(รู้สึกแปลกเหมือนกันนะกับคำถามนี้ที่คนที่กำลังจะเป็นหมอในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าต้องมานั่งถามคนไข้ว่าต้องทำยังไงต่อดี) น้องจึงบอกว่า "เรียกพยาบาลมาแล(ภาษาใต้)"ผมจึงไปตามพี่พยาบาลมาช่วยแทน ผมกับจ๊ะเอ๋จึงโล่งใจ
ผมช่วยเพื่อนทำกิจกรรมได้ประมาณชั่วโมงครึ่งก็ต้องขออนุญาตเพื่อนกลับก่อนเพราะผมต้องไปช่วยเป็นกรรมการตัดสินพาเหรดกีฬาศรีตังเกมส์ต่อ หลังจากไปเป็นกรรมการเสร็จจึงกลับมาถามจ๊ะเอ๋กับเตยว่าหลังจากที่ผมกลับแล้วมีอะไรอีกบ้าง เตยบอกว่าตอนที่เตยจะกลับมีน้องถามว่า "พี่เตยจะกลับแล้วหรอ" เตยบอกว่าใช่ แล้วน้องก็ถามต่อว่า"กลับไปอาบน้ำแล้วมาอีกใช่มั้ย" เตยบอกว่า เปล่าพี่กลับแล้วเดี่ยววันหลังพี่มาอีก ฟังแล้วรู้สึกแปลกเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าน้องเค้าจะอยากอยู่กับเรามากขนาดนี้ทั้งที่เพิ่งรู้จักกับน้องเค้าได้ไม่ถึงครึ่งวันเลย
กลุ่มเราจะมีโครงการอีกในวันเสาร์นี้ครับอาจารย์โดยคราวหน้านี้จะเป็นสมาชิกในกลุ่มที่เหลือครับ รายละเอียดเป็นอย่างไรเดี่ยวผมจะบอกให้เพื่อนมาโพสไว้ให้นะครับ
ขออภัยถ้าใช้คำไม่สลวย
ถึงอาจารย์ธนพันธ์
ในวันที่7พ.ย.นั้นผมไม่ได้ไปดูสถานที่กับเพื่อนๆเพราะว่าผมต้องไปทำโครงการ light up your life จุดประกายให้ชีวิต ที่โรงพยาบาลมหาราชซึ่งเป็นโครงการสำหรับผู้ป่วยครับ เรื่องนั้นไว้เล่าทีหลัง เอาเป็นว่าวันแรกผมไม่ได้ไปครับ
ในวันที่14พ.ย.ช่วงเช้าผมก็ยังนั่งเล่นคอมอยู่ พอบ่ายโมงก้อเริ่มออกเดินทางไปวอร์ดเด็กกัน ก็ไปถึงก็ไหว้พี่พยาบาล พี่เขาก็บอกว่าเดี๋ยวเปิดประตูให้ ผมเลยขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อน หลังจากสบายตัวและกลับมาเข้าห้องที่เปิดแล้ว ผมก็ได้พบว่า ห้องเจ๋งเหมือนกันนี้หว่า มีของเล่นครบ หนังสือนานาชนิด มีทีวีด้วย แล้วก็มีเด็กหัวเหม่งนั่งม๊อง(หมายความว่านั่งจ้องอย่างงงๆ)อยู่จำนวนหนึ่ง มาถึงเราก็ไม่รู้จะทำอะไรก่อน แนะนำตัวกันหน่อยละกัน น้องส่วนใหญ่ที่มาเล่นกับเราก็จะเป็นน้องๆมุสลิม ทำให้ผมไม่ค่อยสันทัดในการออกเสียงชื่อน้องเช่นเดียวกับเพื่อนๆ(ยกเว้นมะห์) ชื่อผมก็จำไม่ค่อยได้เท่าไหร่ แต่น้องเขาจำชื่อพี่ๆได้หลายคนอยู่ แล้วเราก็เริ่มกันโดยถาม น้องอยากทำอะไรครับ ก็แบ่งออกได้เป็นระบายสี พับกระดาษ เล่านิทาน ผมเองอยากจะเล่านิทานให้ทุกคนฟัง แต่เด็กๆดันอยากระบายสีซะนี้ ไม่เป็นไร เอาหน่อยเว้ย ทีแรกผมก็อยู่ในห้องดีๆ แต่จู่ๆนพยบ.(นางพยาบาล)ก็มาเรียกน้องหยกว่า "เดี๋ยวพี่จะไปให้ยานะ "เอ้าทำไงละทีนี้ ผมกับเตยซึ่งกำลังเริ่มเล่านิทาน ก็ตกลงว่า ตามไปเล่าที่เตียงดีกว่า น้องๆก็เห็นควรด้วยอย่างยิ่ง เอาเป็นว่าเราไปที่เตียงของน้อง โดยมีน้องหยกซึ่งเป็นคนไข้และน้องหวานที่เป็นน้องคนไข้+แม่+ป้าคนไข้ อยู่ แล้วพอเราจะเล่านิทาน เราก็ว่าระหว่างเล่าถ้าพยาบาลมาฉีดยา คงจะเสียอารมณ์น่าดู เราเลยหันไประบายสีแทน น้องหยกระบายได้โปรมาก เตยถึงกับเศร้าทีเดียว แต่ด้วยความเก๋าของเตยกับผมก็ยังพอระบายสีให้พอไปวัดไปวาได้ ส่วนเจ้าหวานนั้นมองหน้าผมแล้วไม่ยอมคุยด้วย สงสัยจะกลัว หุหุ เพราะผมไม่ได้โกนหนวด ถือว่าหน้าโหดพอควรถึงโหดสาด ไม่แปลกที่เด็กกลัว กลับมาต่อ น้องหวานแกก็ระบายแต่สีตากับปาก ระบายสีม่วงเลยทีเดียว แล้วก็เปลี่ยนแผ่น โฮ่ๆๆ พอนพยบ.มาถึงผมก็ทึ่งในความอดทนของน้อง ทีแรกนพยบ.มาต่อสายยาเป็นสามสาย แล้วก็เริ่มฉีดยาที่หลังมือซักสองเข็ม แล้วฉีดยาอีกเข็มนึงแล้วปักคาไว้แล้วเอาเทปมัด แต่เจ้าหยกแกก็มาดูบอกว่าไม่ต้องมัดก็ได้ มันระบายไม่ถนัดน่ะ ผมนี้ถึงกับอึ้งทีเดียว เห็นเข็มก็ว่าเสียวแล้วนะ เจ๋งจริง แล้วก็มาระบายสีต่อจนเสร็จ แล้วเราก็เริ่มเล่านิทานเรื่องลูกหมูสามตัว โดยเตยเป็นผู้เล่า แม่หมู ลูกหมูทั้งสามตัว คนถือหนังสือนิทาน ส่วนผมเป็นหมาป่าอย่างเดียว(ไม่เอาเปรียบผู้หญิงเลยทีเดียว) ก็เรียกเสียงฮาจากน้องหยกได้โขอยู่ส่วนน้องหวานก็นิ่งเหมือนเดิม หลังจากนั้นเราก็หันมาพับกระดาษกัน ผมไม่สันทัดในเรื่องนี้ เลยยกให้เตยไป แล้วผมก็เข้าไปลายเครงคนในห้องต่อ ก็ไปดูจ๊ะเอ๋พับนกเพนกวิน และไปฟังคุณมะห์เล่านิทานเรื่องลูกหมูสามตัว(ซึ่งผมถามแล้วว่าผิดหลักศาสนาหรือเปล่า มะห์บอกไม่ผิด) แล้วผมก็ได้รู้ข้อควรระวังอย่างหนึ่งว่า ไม่ควรให้มะห์เล่านิทานเรื่องหมูน้อยสามตัวหรือเรื่องใดๆทั้งปวง เพราะว่าเธอคนนี้เล่าเหมือนlectureมาก ผมไปนั่งฟังนี้ผมเกือบเผลอกดอัดสตรีมไปแล้ว(โทดนะมะห์ หุหุ) ตอนกลางๆที่พาเหรดเริ่มเดินผมเองก็เซ็งๆอยากลงไปดูเหมือนกัน แต่พอเห็นแววตาของน้องก็รู้สึกดีว่าเราหน้าตาแบบนี้ก็ทำให้เด็กน้อยคนหนึ่งยิ้มได้เหมือนกันแฮะ แล้วก็ทิ้งพวกนี้ไม่ลง อยู่ต่อ ตอนจะกลับก็รู้สึกว่าทำไมเวลามันเดินเร็วจังวะ ทีตอนสอบไม่เห็นเป็นแบบนี้ ก็สนุกดีครับ ได้เห็นเด็กยิ้ม มีความสุขแล้วรู้สึกดีเป็นบ้า แล้วเรา(เตย)กับน้องหยกอีกว่าเดี๋ยวจะพับนกมาให้นะ ถ้าครั้งหน้าเราได้เจอกันอีกก็ดีนะ แต่ถ้าไม่เจอเพราะพวกนายได้กลับบ้านมันก็ดีกว่าใช่มะ
Just Believe is enough
คุณหมอเป็นคนที่เอื้ออาทรต่อคนอื่นมากเลยนะคะ
อ่านแล้วคิดอยากทำบ้าง สงสารเด็กตัวเล็กๆที่เค้าไม่มีโอกาสเหมือนเด็กอื่น(เศร้าจัง)
ปล.ข้อความที่เคยพิมพ์กับคุณหมอจอยจำไม่ได้ว่าพิมพ์ไว้ที่ไหนหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอค่ะ(555)
เรียนอาจารย์ธนพันธ์ค่ะ
ต้องขอประทานโทษอาจารย์ด้วยค่ะที่เสียมารยาท พิมพ์ไปก่อนแล้วคิดว่าจะใส่ชื่อที่หลังแต่กลับคลิกส่งเลย ปัญหาคือความสามารถในการพิมพ์ต่ำมาก อยู่ในระดับจิ้มทีละตัว ทำให้ผลออกมาเป็นเช่นนั้นค่ะ
และขอขอบพระคุณอาจารย์ที่รับฟัง รวมทั้งให้น้องๆได้อ่านค่ะ เพราะความรู้สึกแรกที่ได้ยินคำพูดนี้จากคนไข้คือ เราเคยทำหรือไม่
แต่ที่ยืนยันได้แน่นอนก็คือถ้าเคยทำย่อมไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ และคิดว่าที่บุคลากรทางการแพทย์ทำแบบนั้นอาจเป็นเพราะเราชินชากันมาโดยอาชีพที่ต้องพบเจออยู่ทุกวัน
น้องที่มาเล่าเรื่องนี้ ขอร้องว่าอยากจะขอให้ช่วยสื่อไปให้ด้วย น้องเล่าหลายเรื่องเพราะเป็นเรื่องที่จากคนไข้และญาติหลายคน
ได้แต่คิดว่าจะทำอย่างไร น่าจะเริ่มตั้งแต่การผลิตแพทย์เลยจะดีหรือไม่
พอดีมาพบเรื่องราวและความตั้งใจที่อาจารย์ได้สานฝันโดยน้องๆนสพ.ทำให้ยินดีมากที่ยังได้พบว่าหัวใจแห่งเมตตายังมีอยู่
ในวันที่น้องๆยังไม่ได้รับการไหว้หรือยกย่องจากคนไข้และญาติรวมไปถึงเจ้าหน้าที่อื่นๆในโรงพยาบาลจนลืมเลือนไปว่าแพทย์ไม่ใช่ผู้ที่ทุกคนต้องเคารพ หรือพูดได้ก็ต่อเมื่อorder
ดังนั้นจึงได้นำเรื่องราวดีๆในที่นี้ไปเล่าให้เขาฟังแล้วค่ะ ซึ่งเขาขอบคุณที่มีโครงการนี้และขอร้องมาว่าอย่าได้ลืมเลือนความรู้สึก
เมตตากรุณานี้ เมื่อได้ดำเนินชีวิตในฐานะแพทย์ เพราะเขาไม่ได้เห็นว่าแพทย์จะต้องสูงส่งกว่าวิชาชีพอื่น
แต่การทำงานกับชีวิตและความทุกข์ของคนก็ต้องมีเมตตาสูงยิ่ง เมื่อก้าวเข้ามาแล้วก็ต้องรับความเหนื่อยยากลำบากนี้ด้วยเมตตา
วันนี้เพิ่งคุยกับเพื่อนที่คุณพ่อได้รับชีวิตใหม่จากอาจารย์แพทย์ค่ะ เพื่อนบอกว่าทุกคนในครอบครัวร้องไห้ด้วยความยินดีที่สุดในชีวิต
เพราะนี่ไม่ใช่แค่ความสุขของคุณพ่อแต่เป็นความสุขของทุกคนในครอบครัวที่รอมายาวนาน จากการดูแลทั้งร่างกายและจิตใจที่อาจารย์มอบให้พวกเขา นี่เป็นชีวิตของพวกเขาทุกคนค่ะ
ขอฝากถึงน้องๆที่ทำโครงการนี้ ได้อ่านสิ่งที่น้องๆทำแล้ว ขอเอาใจช่วยค่ะ แล้วน้องจะได้พบด้วยตนเองต่อไปเรื่อยๆว่า
สิ่งที่น้องทำนำความสุขที่แท้อันเกิดจากการให้ด้วยเมตตามากกว่าเวลาที่ได้รับการไหว้จากใครเพียงเพราะเราเป็นหมอ
จะเข้ามาติดตามความก้าวหน้าบ่อยๆนะคะ ขอให้โครงการนี้ประณีตและยั่งยืนด้วยหัวใจที่ดีงาม
และสำหรับประโยคนี้ของน้อง
"ผมจึงถามน้องว่า "แล้วพี่ต้องทำไง"(รู้สึกแปลกเหมือนกันนะกับคำถามนี้ที่คนที่กำลังจะเป็นหมอในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าต้องมานั่งถามคนไข้ว่าต้องทำยังไงต่อดี)"
อยากจะฝากบอกน้องว่า อย่าแปลกเลย คำถามนี้เป็นคำถามที่เรายังต้องหาคำตอบตลอดชีวิต และอาจจะต้องถาม
คนที่เราคิดว่าต้องพึ่งเรานั่นเอง
คนเรามีเรื่องที่ไม่รู้อีกมากมาย แม้จะเป็นเรื่องในวิชาชีพของเราเองก็ตาม
เมื่อน้องเรียนจบมาจะพบว่าเราไม่ได้เรียนจบเลย(แต่เราต้องออกมาทำงานแล้วละนะ..)
เพราะเราต้องเรียนกันตลอดชีวิต(แล้วก็ยังไม่จบ.....)
ต้องขอขอบพระคุณอาจารย์อีกครั้งค่ะที่กรุณาอ่านและรับฟัง หากมีที่ใดทำให้ระคายใจต้องกราบขอโทษไว้ด้วยนะคะ