นักศึกษาแพทย์ของผมอยากทำความดี

       เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 ที่อยู่ในความดูแลของผมเองมาคุยกับผม เพราะว่าเขาอยากจะทำความดีให้เป็นศรีแก่ตัวเอง แต่จะว่าไปก็คงไม่ถูกสักทีเดียวนักนะครับ ทั้งนี้เป็นเพราะว่ามันเป็นกิจกรรมที่หลักสูตรได้กำหนดไว้ต่างหาก ว่านักศึกษาจะต้องประกอบกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์หนึ่งอย่าง

       แรกเริ่มเดิมที พวกเขาประชุมกันแล้วว่าจะไปปลูกป่ากันที่จังหวัดสุราษฎร์ฯบ้านเกิดผมเอง แต่ไอ้เราผู้เปี่ยมล้นด้วยประสบการณ์ มองปร๊าดเดียวก็รู้ว่าเขาอยากเที่ยว เลยเบรกโปรเจคของเขาไว้ก่อน แล้วถามไปว่า “ปลูกต้นไม้แล้วจะได้อะไร (วะ)” “ช่วยลดโลกร้อนครับ’จารย์” โธ่ถัง ปลูก 10 ต้นคงช่วยได้กระมัง “แล้วนี่อยากจะปลูกต้นอะไรกัน ปลูกไม้สักที่ป่าชายเลนกันไหม หรือว่าปลูกดอกบัวตองกันดี ฮ่า ฮ่า...อันนี้คิดในใจครับ” ว่าแล้วก็เสนอไปว่า หากอยากจะเที่ยว ก็กรุณาเที่ยว เที่ยวให้เป็นเรื่องเป็นราวไปเลย ผมแนะนำให้เขาไปเที่ยว “เกาะพงัน” เพราะที่นั่นสวยและสบาย ที่ว่าสบายก็เพราะมีลูกศิษย์เป็นหมออยู่ที่พงันหนึ่งคน “คุณหมอพัฒน์” คือคนที่ผมกล่าวถึง เขาน่าจะดูแลน้องๆได้อย่างดี อีกทั้งไปนอนในบ้านพักของโรงพยาบาลนั้นเท่ไม่หยอกหรอกครับท่าน ดีไม่ดี ยังได้มีโอกาสดูงานของโรงพยาบาลชุมชนอีกด้วย

       คราวนี้เลยต้องมานั่งใคร่ครวญกันใหม่ ว่าจะเอายังไงกันดี อยากทำดีช่วยลดโลกร้อนสักหน่อย กลายเป็นว่ามีพญามาร’จารย์แป๊ะขัดขวางเอาไว้เสียแล้ว ข้อสรุปอยู่ในใจผมครับ เพราะผมเองมีความฝันส่วนตัวว่าอยากให้มีกิจกรรมสำหรับเด็กป่วยบ้าง อยากมานานมาก สงสัยคราวนี้จะมีคนช่วยจริงๆเสียที เลยถามพวกเขาว่า “อยากไปเล่นกับเด็กๆป่วยด้วยโรคเรื้อรังไหม” !..!..! เป็นสัญลักษณ์แทนคำตอบ เพราะบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายซึ่งล้วนเป็นนักศึกษาปีที่ 2 นั้นไม่เคยเห็นและรู้จัก เขาไม่เคยขึ้นมาบนวอร์ดเลย ผมจึงอธิบายไปว่า เด็กป่วยด้วยโรคเรื้อรังเหล่านี้ล้วนน่าสงสาร หลายคนเป็นโรคมะเร็ง บางคนเป็นโรคเลือดออกไม่หยุด ต้องมานอนในโรงพยาบาลอยู่เรื่อยๆ จนหลายครั้งไม่สามารถเรียนหนังสือหนังหาได้ตามปกติเหมือนเด็กคนอื่นๆ หลายคนอ่านหนังสือไม่ออก “เราน่าจะมาอ่านหนังสือให้เด็กๆเหล่านี้ฟังกัน น่าจะดีไหม” และนี่จึงเป็นที่มาของโครงการ “แบ่งปันรอยยิ้ม” ของนักศึกษาแพทย์กลุ่มอาจารย์ธนพันธ์

       ย้อนกลับไปสมัยที่ผมยังคงเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 อยู่นั้น วอร์ดเด็กชั้น 6 เป็นวอร์ดที่สร้างความสะเทือนใจให้กับผมเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะว่าที่นี่มีแต่เด็กป่วยด้วยโรคเรื้อรัง บางคนเป็นมะเร็ง เช่น Rhabdomyosarcoma ผมเรียกสั้นๆว่า “เด็กแร๊พ” หลายคนเป็นมะเร็งเม็ดโลหิตขาว (leukemia) ลักษณะเด่นของเด็กกลุ่มนี้ก็คือ หัวล้านโป๊งเหน่ง เพราะพวกเขาได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ผมจึงร่วงผลอยกันไปตามๆกัน หลายคนมองเห็นหัวแววมาแต่ไกล เด็กบางคนป่วยด้วยโรคฮีโมฟิลเลีย ซึ่งขาดสารในการกระตุ้นการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดออกเองง่ายมาก และมักเป็นที่ข้อเข่า ข้อศอก เป็นกันทีหนึ่งก็เดินกันไม่ไหวเพราะปวดข้อเหลือเกิน ต้องมานอนโรงพยาบาลเพื่อให้สารประกอบของเลือดเพื่อกระตุ้นการแข็งตัวของเลือด อยู่ไปอยู่มาก็ “ข้อติด” ขยับไม่ได้ เดินเป๋บ้าง ข้อศอกงอบ้าง น่าสงสารนัก สิ่งหนึ่งที่จะได้รับจากคนไข้ตึกนี้ก็คือ ความสนิทสนมฉันท์พี่น้อง เพราะเราก็เป็นแค่พี่นักศึกษาแพทย์หน้าใหม่ไก่อ่อน ไอ้เจ้าเด็กแก่วอร์ดก็เลยสอนมวยพี่ๆเสียเลย อยู่ไปอยู่มาก็เลยรักเด็กกลุ่มนี้มากเป็นพิเศษ หลายคนก็ตายไปต่อหน้าต่อตา เรียกน้ำตาพวกเรามานักต่อนัก นี่คงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งกระมัง ที่ผมไม่อยากเป็นหมอเด็ก

       ผ่านมาอีกนานแสนนาน ผมก็ยังคงคิดถึงไอ้เจ้าบังเล๊าะ เด็กแร็พสุดที่รักของผม เบิร์ดและโดม เด็กชายผู้มีเข่าติด ศอกติด ก็ยังคงอยู่ในหัวใจของผม พวกนี้มีปัญหาเรื่องการเรียนทั้งนั้น เพราะกว่าครึ่งชีวิตที่เขามีนั้นล้วนอยู่แต่ในโรงพยาบาล ปัญหาจากการอ่านหนังสือไม่ออกเป็นปัญหาที่ทำให้เขาไม่สามารถเข้าถึงความรู้อย่างที่เด็กๆคนอื่นทำได้ ผมจึงเคยมีความฝันว่า นักศึกษาแพทย์น่าจะใช้เวลาว่างเดินไปเล่นกับพวกเขาบ้าง อ่านหนังสือให้ฟังบ้าง รวมถึงการสอนให้อ่านและเขียน แต่นั่นมันก็แค่ความฝันของผมเท่านั้นเองครับ และตอนนี้ผมกำลังหลอกล่อให้ลูกศิษย์มาติดกับดักเข้าแล้ว ฮ่า ฮ่า...

       เมื่อทุกคนเห็นร่วมกันว่าจะทำงานบำเพ็ญประโยชน์แบบนี้ ผมจึงเป็นคนไปติดต่อกับท่านอาจารย์หมอสมชาย หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ เพื่อขออนุญาต ซึ่งท่านก็ดีใจหาย ตอบตกลงปลงใจไปกับผมแทบจะในทันที (สำเร็จไปอีกเปลาะหนึ่ง) ขั้นต่อมาก็คือให้นักเรียนเขียนโครงการมาส่ง ซึ่งก็ช่วยขัดเกลาจนมาเป็นแบบนี้

 

ชื่อโครงการ  : แบ่งปันรอยยิ้ม

 

หลักการและเหตุผล

       ความเจ็บป่วยทุกชนิด ล้วนก่อให้เกิดผลกระทบหลายด้าน ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยประการหนึ่ง อีกทั้งผลกระทบทางด้านสังคมและครอบครัวก็มีความเกี่ยวเนื่องถึงกัน ซึ่งจะเห็นได้จากความรู้สึกเป็นทุกข์ของผู้ใกล้ชิดผู้ป่วย การขาดงาน การขาดเรียน เป็นต้น และการเจ็บป่วยในผู้ป่วยที่เป็นเด็กนั้น มีลักษณะที่แตกต่างจากการเจ็บป่วยในวัยอื่นๆ อันสืบเนื่องมาจากผลกระทบที่สำคัญจากการเจ็บป่วยทางกายก็คือ พัฒนาการทางด้านต่างๆของการเจริญเติบโตทางกาย สมอง และการปรับตัวของเขาต่อการเป็นโรคทั้งโรคชนิดเฉียบพลันและโรคเรื้อรัง การปรับตัวให้เข้ากับสังคมทั้งในโรงพยาบาล โรงเรียน และครอบครัว

       นักศึกษาแพทย์กลุ่ม PBL 5 ชั้นปีที่ 2 ได้มีความสนใจในบริบทของผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคเรื้อรัง เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลานานๆ ครั้นเมื่อทุเลาหรือหายจากโรคในระยะเวลาหนึ่ง ก็มีโอกาสต้องเข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลซ้ำๆ จึงทำให้ขาดโอกาสในการศึกษารวมทั้งประสบการณ์การใช้ชีวิตในสังคมเหมือนเด็กทั่วไป จากปัญหาดังกล่าวน่าจะก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านจิตใจเป็นอย่างมาก เช่น ภาวะซึมเศร้า

       โครงการ “แบ่งปันรอยยิ้ม” จึงเกิดขึ้นมา เพื่อให้นักศึกษาแพทย์ได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมและช่วยเหลือในการฟื้นฟูจิตใจของผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคเรื้อรัง โดยอาศัยกิจกรรมการอ่านหนังสือ การเล่านิทานให้เด็กๆฟัง อีกทั้งการเข้าไปพูดคุยคลุกคลีกับผู้ป่วย และ/หรือญาติของผู้ป่วย อาจจะมีส่วนในการรับฟังสภาวะและผลกระทบทางจิตใจของทั้งผู้ป่วยและครอบครัวได้อีกทอดหนึ่ง นอกจากนี้นักศึกษาแพทย์ยังได้ฝึกสังเกตพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมกิจกรรมว่ามีการตอบสนองอย่างไร รวมถึงฝึกสังเกตความรู้สึกของตนที่มีต่อกิจกรรมนี้ด้วย สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เกิดพัฒนาการที่ดีของการศึกษาในวิชาแพทย์ ที่มุ่งเน้นให้มีการบูรณาการความรู้มาใช้ได้อย่างครอบคลุมทั้งเรื่องกาย จิตใจ และสังคม

 

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อเป็นส่วนร่วมในกระบวนการฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคเรื้อรัง
  2. เพื่อพัฒนาทักษะในการสื่อสารกับผู้ป่วยเด็ก โดยใช้กิจกรรมการอ่านหนังสือและเล่านิทาน
  3. เพื่อพัฒนาทักษะในการเข้าหา และเข้าถึงข้อมูลทางด้านกาย จิตใจ และสังคมของผู้ป่วยและครอบครัว

 

เป้าหมาย/กลุ่มเป้าหมาย

ผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคเรื้อรัง หอผู้ป่วยเด็ก 2 ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์

 

ขั้นตอนการดำเนินงานและแผนการดำเนินโครงการ

ขั้นตอนวางแผนงาน

  1. ประชุมคิดเค้าโครงการ
  2. เข้าพบอาจารย์ที่ปรึกษา
  3. หาข้อมูลและความเป็นไปได้ในการทำโครงการ
  4. ประชุมเขียนโครงการ

 

ขั้นตอนการดำเนินงาน

  1. พบอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อปรึกษาความเป็นไปได้ของการจัดทำโครงการ
  2. เขียนโครงการ
  3. นำเสนอโครงการต่ออาจารย์ที่ปรึกษา
  4. ส่งและขออนุมัติโครงการ
  5. ดำเนินกิจกรรมของโครงการ

            - จัดหาหนังสือเพิ่มเติมโดยการซื้อ และขอรับบริจาค

            - นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 ขอความร่วมมือจากนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 ที่กำลังศึกษาในกองกุมารเวชศาสตร์ เพื่อเป็นคนเชื่อมโยงในการเข้าพบผู้ป่วย

            - จัดกิจกรรมในทุกวันอาทิตย์ (หรือเสาร์) ช่วงเวลา 13-15.00 น. โดยมีตารางกำหนดรายชื่อผู้ดำเนินกิจกรรมไว้ในหอผู้ป่วยตลอดภาคการศึกษา

            - ช่วงที่จัดกิจกรรม แบ่งให้นักศึกษาแพทย์ 1-3 คนทำหน้าที่อ่านหนังสือ อีก 1 คนมีหน้าที่ในการสังเกตพฤติกรรมของผู้ร่วมกิจกรรม

            - มีการประเมินความรู้สึกของผู้จัดกิจกรรมในทุกวันที่ดำเนินงาน วัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นการสะท้อนความรู้สึก โดยใช้ blog เป็นช่องทางในการสื่อสาร

  1. ประชุมสรุปผลโครงการต่ออาจารย์ที่ปรึกษา
  2. จัดนิทรรศการนำเสนอโครงการ

 

 

 

ระยะเวลาดำเนินการ ตลอดภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2552

 

 

ผู้รับผิดชอบโครงการ

  1.  นางสาวชมพูนุท            ลิ่มรัชชพงศ์     5110310024
  2.  นายชวลิต    สุขสง่า       5110310026
  3.  นางสาวณัฐชนา             เปรมปราชญ์    5110310042
  4.  นายณัฐวุฒิ   ปรีชาปัญญากุล 5110310048
  5.  นายธนพฤธ อิสระวัฒนา 5110310060
  6.  นางสาวบุศวรรณ            ถิระผลิกะ        5110310087
  7.  นางสาวฟ้าใส               รัตนบุรี    5110310109
  8.  นายภาณุพงศ์               ศรีอินทร์เกื้อ    5110310112
  9.  นายวรรธนะ บูรพเกียรติ 5110310133
  10. นางสาวอาลีม๊ะห์        จินาแว      5110310181

 

 

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. ผู้ป่วยเด็กมีความสุขที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม
  2. นักศึกษาแพทย์มีความสุขที่ได้จัดกิจกรรม
  3. สร้างค่านิยมที่ดีในการแบ่งปัน

 

       ฮ่า ฮ่า สุดท้าย ความฝันที่อยากจะให้เด็กชั้น 6 (เป็นหอผู้ป่วยโรคเรื้อรังและไม่ติดเชื้อ) ได้มีพี่ๆมาร่วมเล่นด้วย อ่านหนังสือให้ฟัง ก็น่าจะเริ่มเห็นเค้าโครงขึ้นมา ส่วนเมื่อมีการดำเนินกิจกรรมไปนั้นจะเป็นเช่นไร เด็กๆในกลุ่มบอกว่า จะนำมาเล่าให้ฟังอีกครั้งหนึ่งครับ