ความสุขของคนเคียงข้าง
จากการมีโอกาสได้มีส่วนร่วม ในการยืนเคียงข้างครู ขณะที่ท่านเผชิญปัญหา หนูเห็นท่าน ตั้งแต่ รับรู้ปัญหา แรงสั่นสะเทือน เริ่มหาต้นเหตุของปัญหา หาวิธีแก้ปัญหา เผชิญกับปัญหา จนสามารถผ่านพ้นปัญหากันมากได้
หนูได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่ครูทำให้เห็น มันคือสุดยอดแห่งการแก้ปัญหา
ตอนที่ท่านโทรมา ตอนแรกก็รู้สึกงง เพราะว่าดูท่านจะเป็นกังวล และเร่งรีบ ให้หนูช่วยวิเคราะห์ ตอนนั้นหนูวางงานทุกอย่างลง แม้กระทั้งตอนนั้นหนูกำลังรู้สึกทุกข์กับอาการปวดท้อง และอ่อนเพลีย แต่พอครูโทรมา หนูหมดความสนใจกับอาการผิดปกติในร่างกาย หันมาคุยกับครูและตั้งใจตอบคำถามท่าน อาการมันหายไปโดยไม่รู้ตัวค่ะ
พอวางสายครั้งแรก หนูก็ทำกิจวัตรประจำวันหนูเช่นเดิม แต่ก็มีแว๊บ ของความรู้สึกที่เป็นห่วงท่าน จึงภาวนาส่งกำลังใจให้ท่าน พอท่านเสร็จภารกิจ ท่านก็โทรมาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ความรู้สึกที่รับรู้ อย่างละเอียด
ประมาณว่าท่านไปเจอใครคนหนึ่งที่รับรู้ได้ว่า เขาเปลี่ยนแปลงชีวิต เปลี่ยนแปลงตนเอง เพื่อท่าน แต่สิ่งที่เขาเองปรารถนา ท่านไม่สามารถให้ได้ วันนั้นเหมือนเป็นการยืนยันความรู้สึกที่แท้จริงที่เกิดขึ้น พอเขาคนนนั้นรับรู้ก็รู้สึกเหมือนจะหมดหวัง ท่านเองก็รู้สึกสงสาร แต่การช่วยเหลือคนคนนั้น ที่ดีที่สุดคือ ยืนให้กำลังใจอยู่ห่าง ๆ ไม่ใช่เข้าไปปลอบโยน เพราะท่านรู้สึกอยากจะช่วยเหลือคนนั้นนั้นให้มากที่สุด อยากให้เขาเจ็บปวดน้อยที่สุด ท่านจึงรู้สึกเสียใจ
แล้วท่านก็ให้หนูลองวิเคราะห์ ตอนนั้นหนูรู้สึกว่า เป็นการพิจารณาอย่างเต็มที่เท่าที่หนูทำได้ หนูรู้สึกดีที่ได้ทำ หนูตั้งใจมาก มองผ่านหลาย ๆ มุม มองและระลึกถึงคำสอนครูว่า “ทุก ๆ อย่างมีสิ่งดี ๆ” ในตอนจบของละคร ก็เหมือนกับเป็นโอกาสของละครเรื่องใหม่กำลังจะได้ออกฉาก ในจุดจบของความรู้สึกหนึ่ง ก็เป็นโอกาสที่จะเริ่มสิ่งใหม่ ๆ ได้เช่นกัน
การที่คนนั้นได้มองเห็นหัวใจที่บริสุทธิ์ของตนเอง อย่างไม่มีเงื่อนไข จากเดิมที่เป็นหุ่นยนต์ ที่ควบคุมการทำงานด้วยสมองและเหตุผล แต่การที่เขาได้มารู้จักครูทำให้เขาคนนนั้น มีหัวใจ มีรักที่บริสุทธิ์งดงาม ต่อไป ท่านผู้นั้นก็จะเป็นคนที่มีความอ่อนโยน จะรักทุกสรรพสิ่งเป็นและปฏิบัติต่อทุกสิ่งด้วยหัวใจ การที่คนคนนี้ได้มาเรียนรู้ ความรู้สึกดี ดี ที่เรียกว่า รัก ครั้งนี้ งดงามที่สุด มีค่าที่สุดแล้วของการเกิดเป็นมนุษย์
จริง ๆแล้ว คำตอบที่ท่านได้จากหนูไม่ใช่ทางแก้ปัญหาหรอกค่ะ แต่หนูก็พูด ๆ ๆ ในสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาตอนนั้นทั้งหมด ไม่รู้เหมือนกันค่ะ รู้แค่ว่า ทำดีที่สุด แล้วท่านก็วางสายไป
ดึก ๆ ท่านโทรมาอีกท่านบอกว่า อะไรก็ไม่รู้ อยู่ดี ๆ ก็มีความเศร้าไหลเข้ามากระทบใจแล้วท่านก็อยากร้องไห้ (ปกติท่านไม่ร้องไห้ให้กิเลส ท่านสอนว่าจะเสียน้ำตาให้ธรรมเท่านั้น) แต่ความรู้สึกครั้งนี้ดูจะรุนแรงมาก เสียงท่านเงียบไปนาน หนูรู้สึกแปลกใจ จึงพูดว่าฮัลโหล ฮัลโหล แล้วเสียงท่านก็สั่นเครือเหมือนคนร้องไห้ พอหนูรู้ว่าครูร้องไห้ หนูถามตนเอง
“ทำไงดี ทำไงดี ช่วยท่านยังไงดีนะ”
ก็มีเสียงครูปรากฏขึ้นมาในใจสอนว่า “หายใจ ๆ ฟังเฉย ๆ ใจเบา ๆ”
หนูจึงนิ่ง ฟังความเงียบ แล้วท่านก็ค่อย ๆ เล่าสภาวะที่ปรากฏขึ้นให้ฟัง แล้วท่านก็ลองให้หนูวิคราะห์ หรือ มองผ่านมุมมองของตนเอง ท่านก็รับฟัง แล้วก็ถามต่อเรื่อย ๆ ทำให้หนูเห็นความอดทนของท่านมาก ๆ ท่านเล่าไปเรื่อย ๆ ทั้งครูและหนู คุยเป็นเพื่อนกันไปเรื่อย ๆ จนดึก พอดึก ๆ แล้วหนูกับครูจะเป็นอะไร ที่คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่เราก็สามารถคุยเพื่ออยู่เป็นเพื่อนกันและกันได้ พอดึกมากเราจึงวางสายเพื่อเข้านอน
เช้ามาหลังหนูทำกิจวัตรตอนเช้าเสร็จครูก็ โทรมาเล่าประมาณว่า ความรู้สึกมัว ๆ เศร้ายังปรากฏอยู่ เราก็พูดคุยแลกเปลี่ยนกันไปเรื่อย ๆ วันนี้คุณครูพาหนูคุย เรื่องมหัศจรรย์ หนูรู้สึกสนุกและผ่อนคลาย พอวกเข้ามาที่สภาวะภายในของครูท่านก็บอกว่า ยังมีอยู่แต่ไม่เหมือนเดิม แต่ใจหนูกลับรู้สึกหนัก ๆ ยังมีกังวลอยู่
ครูสอนว่า
“หนูยังอยู่กับปัจจุบันไม่เป็น เรื่องที่เราคุยก่อนหน้านี้มันจบแล้ว สภาวะภายในที่ครูเล่าก่อนหน้านี้ก็จบแล้ว ตอนนี้ก็สภาวะใหม่ แต่หนูยังมีสัญญาเก่า ยึดมันมาเป็นอารมณ์”
ตอนหนูฟังท่านหนูก็ยังรู้สึกอึ้ง ๆ หนัก ๆ อยู่ ได้แต่ดึงลมหายใจเข้าลึก ๆ ท่านชี้แจงต่อว่า
“แบบนี้แหละถึงทำให้หนู ยังหายใจไม่เป็น เพราะไม่อยู่กับปัจจุบัน ต้องฝึกอีก”
หนูคุยเป็นเพื่อนครูจนท่านถึงที่หมาย ซึ่งท่านต้องไปทำงาน
พอตอนเย็นท่านโทรมาเล่า สภาวะภายในให้ฟังแล้วให้หนูวิเคราะห์
แต่ท่านก็บอกว่า มันเบาลง ท่านมองเห็นความหมอง อย่างรู้ตัว ไม่ได้ดิ้นรนจะจัดการ หรือ อยากทำให้มันหายไป ท่านบอกว่า แค่ดู ดูมันเฉย ๆ อย่างมีสติและรู้ตัว
แล้วท่านก็ สอนหนูไปเรื่อย ๆ แล้วก็วางสายไป

พอเช้านี้ หนูโทรหาท่าน แล้วท่านโทรกลับมาสั่งงานและบอกว่า
เรื่องเมื่อวานจบแล้ว เสร็จแล้ว หนูฟังแล้วรู้สึกดีมาก ๆ ค่ะ แล้วท่านก็เล่าให้ฟังว่า
ที่มันเสร็จเพราะว่า การเจริญสติอย่างเดียว คือ "แค่รู้" ไม่ได้คร่ำครวญ มันมาก็รู้ว่ามันมา มันหายก็รู้ว่ามันหาย โกรธก็รู้ว่ามันโกรธ ใจเราไม่ได้โกรธด้วย หมองก็รู้ว่ามันหมองแต่ใจเราไม่ได้ไปหมองด้วย
รู้จักไหม จิตกับใจมันคนละตัวกัน
หนูฟังตรงนี้แล้วรู้สึกไม่เข้าใจ หัวเราะ แฮะ ๆ ครูท่านจึงบอกว่า ฟังไว้ก่อน
ครั้งนี้ หนูรู้สึกดีที่ได้ยืนเคียงข้างครู ได้รับรู้ ได้เรียนรู้ ความจริงที่ปรากฏในชีวิตครู แล้วครูสรุปสุดท้ายว่าจริง ๆ แล้ว พี่สอนเราเรื่อง รู้ตัว และเราก็ได้เรียนรู้ร่วมกันว่า
การเผชิญปัญหาแบบมีเพื่อน (สังฆะ) ทำให้เราอยู่กับปัจจุบันได้ดีขึ้น การอยู่กับปัจจุบันทำให้ผ่านปัญหาได้อย่างอ่อนโยน
กราบขอบพระคุณครูค่ะ