ดินแดนที่ในชีวิตจริงนั้นผมยังไม่มีโอกาสหรือ “กล้าพอ” ที่จะไป “ตามหา” ด้วยตัวเอง
            วันศุกร์ ( 6 พ.ย.) ผมมาถึงที่ทำงาน (สคส.) แต่เช้า พบหนังสือปกสีส้มสดใสที่ใช้ชื่อว่า “อินเดียที่ตามหา” วางอยู่บนโต๊ะทำงาน ผมปราดสายตามองไปที่ชื่อผู้เขียน “ธนิษฐา แดนศิลป์” พลันในใจก็ร้อง "อ๋อ" ขึ้นมา "หนังสือเล่มนี้นี่เองที่วันก่อน คุณยุพา พูดถึง" เกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่า “หนังสือเล่มนี้มาอยู่ที่โต๊ะผมได้อย่างไร?” สอบถามแล้วได้ความว่า “มีผู้ส่งมาให้ทางไปรษณีย์” ถามหาซองที่ส่งมาก็ได้รับคำตอบว่า “ทิ้งไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว” ผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาเพราะจำได้ว่าเคยบอกไว้แล้ว “อย่าทิ้งซอง” หลายครั้งผมได้รับของ (หนังสือ) โดยไม่รู้ว่ามาจากไหนหรือใครส่งมาให้ ครั้นเมื่อเปิดหนังสือเข้าไปข้างใน ที่หน้าแรกก็พบข้อความที่บรรจงเขียนไว้ด้วยลายมือว่า. . .
 
               “แด่ ดร. ประพนธ์  . . . อย่างน้อยๆ OSHO ก็ทำให้เราได้มารู้จักกันค่ะ . . . ”
 
     พร้อมทั้งมีลายเซ็นกำกับไว้ พอเดาได้ว่าเป็น “ธนิษฐา แดนศิลป์” ลงวันที่ “1/11/2009”
 
            . . . ทำให้ผมนึกย้อนไปเมื่อหลายปีมาแล้ว ตอนที่ได้พบกับคุณธนิษฐาเป็นครั้งแรก จำได้ว่าเธอมาสัมภาษณ์พูดคุยกับผมเรื่องการแปลหนังสือ OSHO ที่นี่ ที่ สคส. เราคุยกันเกี่ยวกับ OSHO  ยิ่งคุยผมก็ยิ่งรู้สึกว่า “ผมรู้จัก OSHO น้อยมาก น้อยมากจริงๆ เมื่อได้ฟังสิ่งที่คุณธนิษฐาเล่าให้ฟัง จากการไปที่ศูนย์โอโชที่เมืองปูเณ่มาแล้วหลายครั้ง . . .”  ยังนึกขำเหตุการณ์วันนั้นว่าตกลงแล้ว “ใครสัมภาษณ์ใครกันแน่” เพราะผมเองก็อยากจะให้คุณธนิษฐาเล่าเรื่อง OSHO ให้ฟังมากๆ . . . เท่าที่จำได้สิ่งที่พูดคุยกันในวันนั้นในที่สุดก็ได้ออกมาเป็นบทความชิ้นหนึ่งในหน้าหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ หลังจากนั้นผมจำได้ว่าเคยติดต่อกับคุณธนิษฐาอีกครั้ง เป็นการพูด (ในอีเมล์?) เชิงทาบทามว่า “ถ้ามีกลุ่มผู้สนใจงานของ OSHO ต้องการจะไปฝึกภาวนาที่ปูเณ่ คุณธนิษฐายินดีจะเป็นหัวหน้าทีมไหม?” ซึ่งเธอก็ตอบกลับมาว่า “ได้ . . .ด้วยความยินดีค่ะ” แต่ผมเองกลับเป็นฝ่ายที่เงียบหายไป . . . จนกระทั่งวันนี้ วันที่ได้มาเห็นหนังสือเล่มนี้วางอยู่บนโต๊ะ
 
            คำโปรยของหนังสือที่ปกหน้า (ใต้ชื่อหนังสือ) เขียนไว้ ว่า “เรื่องของหญิงสาวแบกเป้เที่ยว (ตามหา) อินเดีย จนเสียตัว (ตน) แต่ไม่เสีย (จ ิต) วิญญาณ” เป็นคำโปรยที่ช่างกล้าหาญ และชวนให้ติดตามซะจริงๆ ในส่วนของสารบัญ ก็ได้ออกแบบไว้อย่างมีเสน่ห์ ด้วยการให้ชื่อเท่ๆ ในแต่ละบท (แต่ละ Part) ว่า . . .  
 
     - City & I 
     - Be Happy Be Hippy 
     - Love & Passion 
     - Soul Searching 
     - On Believe 
     - On Buddha 
     - Catching the Sunset in Solitude 
     - The Joy of City


โดยที่แต่ละ Part นี้มีเรื่องย่อยๆ ซอยไปอีกที เช่น Part  “City & I” พูดถึง“เดลี Delhi : สัมผัสแรกบนถนนข้าวสารของอินเดีย” หรือ ใน Part “Soul Searching” ที่แบ่งออกเป็น 3 บทหรือ 3 เรื่องคือ


   -     ราชฆาฏ Rajghat Study Centre, Varanasi : เจ. กฤษณมูรติ . . . คุรุ ผู้เป็นกระจก
   -     ปูเณ่ Pune : ‘ฉันเปลี่ยน’ ที่โอโชอาศรม
   -     เมาท์อาบู Mt. Abu : หยุด . . . เพื่อซ่อมจิตวิญญาณ
 
            ตกลงในคืนวันนั้นผมอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างมีความสุข เป็นการอ่านที่ค่อนข้างจะลื่นไหล ผมว่าคงเป็นเพราะสำนวนที่ใช้ที่เป็นการเล่าเรื่องอย่างสบายๆ อีกทั้งยังมีภาพถ่ายสี่สีที่สวยงามสอดแทรกไว้ให้ดูตลอดเวลา จัดได้ว่าเป็นภาพที่เลือกมุมกล้องได้อย่างเป็นมืออาชีพเลยทีเดียว ผมเองรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังเดินทางไปผจญภัย และร่วมแสวงหากับคุณธนิษฐาในดินแดนภารตะ ดินแดนที่ในชีวิตจริงนั้นผมยังไม่มีโอกาสหรือ “กล้าพอ” ที่จะไป “ตามหา” ด้วยตัวเอง
 
            ข้อความที่ปกหลัง ยังคงเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องมาจากคำโปรยที่ปกหน้า เป็นข้ อความที่เขียนไว้ว่า . . . ดูเหมือนเธอจะเสียตัวให้กับอินเดียจริงๆ นั่นแหละ แต่เป็นการเสียตัวตน และได้ดอกผลแห่งความงามทางจิตวิญญาณจากการ “ตามหา” ใครจะรู้ . . . บางที "อินเดียที่ตามหา" ของเธอ อาจะเป็นสิ่งเดียวกันกับที่เรา "ตามหา" อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็ได้ . . .