วัดเชียงทองเป็นวัดที่ข้าพเจ้าหลงมนต์เสน่ห์ตั้งแต่ยังไม่ทันได้มาสัมผัสกับความงดงาม...ข้าพเจ้าเคยเห็นรูปในโปสการ์ด ก็เกิดอาการตกหลุมรัก และในที่สุดก็ได้มีโอกาสเดินเข้ามาทำความรู้จัก
ออกจากถ้ำติ่งก็พากันนั่งเรือกลับ ขากลับนี้เร็วกว่าขาไปเพราะนั่งเรือตามกระแสน้ำ น้ำโขงที่นี่ขุ่นทุกฤดู ต่างจากน้ำโขงทางลาวใต้ ซึ่งพอหมดฤดูฝนแม่น้ำโขงก็จะเป็นสีฟ้าใส...งดงามมากๆ จนน้องหมีบ่นอิจฉาชาวลาวทางใต้
 
กว่าจะถึงฝั่งก็บ่ายสามโมงกว่า ต้องทำเวลา รีบไปดูพระราชวัง เพราะเดี๋ยวหมดเวลาเข้าชม พระราชวังจะปิดเสียก่อน
 
พระราชวังที่หลวงพระบางนี้อาคารชั้นเดียวสีขาว ดูเรียบง่าย แต่ก่อนน้องหมีบอกว่าดูเรียบๆ ยิ่งกว่าที่เห็นอีก ไม่ได้หรูหราเหมือนปราสาทราชวังที่อื่น  รัฐบาลฝรั่งเศสเข้ามาบูรณะทำให้ดูโอ่อ่า สง่างามมากขึ้น ภายในเป็นศิลปะล้านช้างผสมกับศิลปะแบบตะวันตก น่าเสียดายที่ภายในเขาห้ามถ่ายรูปเลยไม่มีรูปมาฝากกัน...
 

     ทางเข้าพระราชวังซึ่งปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์

 

หน้าบันของพระราชวัง เป็นรูปช้างสามเศียรสัญลักษณ์ของราชวงศ์ลาว

 
 
ด้านซ้ายมือของพระราชวังเป็นหอพระบางที่กำลังบูรณะ เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบางโดยเฉพาะ...ขณะนี้บูรณะเกือบเรียบร้อยดี เหลือแต่เรื่องความปลอดภัย พระบางเป็นพระพุทธรูปปางห้ามสมุทรที่หล่อขึ้นจากทองคำ ทองเหลืองและเงิน หนักถึง 53.4 กิโลกรัม ต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยกันอย่างแน่นหนา
 

  หอพระบางที่กำลังบูรณะซ่อมแซม

 
ด้านหน้าของพระราชวังเป็นที่ประดิษฐานของพระบาง พระจำประจำเมืองหลวงพระบางแห่งนี้  และเนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่เปิดประตูให้เข้าไปนมัสการพระบางข้างใน ข้าพเจ้าจึงได้เพียงนั่งชมความงดงามจากภายนอก และก้มลงกราบนมัสการระลึกถึงคุณพระพุทธด้วยความศรัทธา น้องหมีเล่าให้ฟังว่าเค้าว่าพระบางกับพระแก้วมรกตจะอยู่ด้วยกันไม่ได้  ข้าพเจ้าก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไม? (ตอนนั้นต้องรีบไปชมวัดต่อ จึงไม่ได้ถาม... เก็บความสงสัยไว้ในใจ) พอกลับมาได้มาค้นเพิ่มเติมได้ข้อมูลว่า ในสมัยของพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระองค์ได้ทรงยกทัพมาตีลาว และได้อัญเชิญพระบางกับพระแก้วมรกตไป...ในสมัยพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการตรวจดวงชะตาบ้านเมืองแล้วพบว่า ดวงเมืองของกรุงเทพฯ ไม่แข็งพอที่จะให้พระที่ศักดิ์สิทธ์ 2 องค์ประดิษฐานอยู่ด้วยกันได้ ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการส่งพระบางกลับคืนให้ลาว และพระบางก็ได้มาประดิษฐานที่ลาวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
 
เดินเที่ยวพระราชวังและพิพิธภัณฑ์ด้วยความเร่งรีบ น้องหมีก็เร่งยิกๆ เพราะเดี๋ยวจะไม่ทันได้เข้าชมสถานที่ ไฮไลท์ของการมาหลวงพระบางแห่งนี้ซึ่งก็คือวัดเชียงทอง ทำให้ไม่มีเวลาเก็บภาพความงดงามของพระราชวังมากนัก
 
วัดเชียงทองเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของหลวงพระบาง แม้จะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง แต่ก็ไม่ได้ดูใหญ่โตโอ่อ่าลักษณะเป็นวัดเรียบๆ ทว่างดงาม ถ้าจะเปรียบก็คงเหมือนหญิงไทยสมัยโบราณที่ดูเรียบร้อยอ่อนหวาน วัดเชียงทองตั้งอยู่บริเวณที่แม่น้ำคาน (ข้าพเจ้าไม่ค่อยจะชอบชื่อแม่น้ำนี้เลย 555)ไหลบรรจบกับแม่น้ำโขง กว่าจะถึงวัดต้องเดินขึ้นบันไดปูนซีเมนต์หลายขั้นทีเดียว
 
วัดเชียงทองสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช พระองค์ได้สร้างวัดนี้ก่อนที่จะย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบางไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ วัดเชียงทองเป็นวัดที่ข้าพเจ้าหลงมนต์เสน่ห์ตั้งแต่ยังไม่ทันได้มาสัมผัสกับความงดงาม...ข้าพเจ้าเคยเห็นรูปในโปสการ์ด ก็เกิดอาการตกหลุมรัก และในที่สุดก็ได้มีโอกาสเดินเข้ามาทำความรู้จักกับวัดเชียงทองแห่งนี้
 

     

พระอุโบสถวัดเชียงทอง  

                    

 
       
พระอุโบสถของวัดเชียงของมีขนาดไม่ใหญ่นัก เป็นศิลปะแบบล้านช้างโดยแท้ ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานซึ่งเป็นพระพุทธรูปสีทองให้ผู้คนได้กราบไหว้สักการะ
 
 
         
 
 
ทั้งภายนอกและภายในพระอุโบสถมีลวดลายจิตรกรรมเป็นลายเขียนสีทองบนพื้นดำ บอกเล่าเรื่องราวของพุทธประวัติ งดงามประณีตเป็นที่น่าประทับใจยิ่ง
 
 
ช่างเขียนที่เขียนภาพเหล่านี้ขึ้นคงต้องเป็นศิลปินเอกในสมัยนั้นเป็นแน่ จึงสามารถเขียนภาพได้อ่อนช้อยงดงามเช่นนี้ สอบถามน้องหมีได้ความว่า ช่างที่เขียนภาพเหล่านี้เป็นช่างศิลป์ประจำราชวงศ์ของเจ้ามหาชีวิตในสมัยก่อน มีชื่อว่า “เพียตัน”  มิน่าล่ะ ถึงเขียนภาพออกมากได้จับจิตจับใจยิ่งนัก ขนาดข้าพเจ้าผู้ที่ไม่ค่อยรู้เรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะยังอยากมีเวลาทั้งวันค่อยๆ นั่งพิจารณาลวดลาย เรื่องราวบนผนังวัดเชียงทอง...(เอาน่า! วันพระไม่ได้มีหนเดียว ต้องหาโอกาสกลับไปอีกให้จงได้)
 
   
 
 
น้องหมีเล่าให้ฟังว่า ในสมัยสงคราม... วัดเชียงทองแห่งนี้เป็นวัดเดียวที่ไม่ถูกทำลาย ทั้งนี้เนื่องจากกองกำลังของต่างชาติได้ส่งไส้ศึกมาบวชเรียนที่วัดแห่งนี้ ครั้งพอทำสงครามก็ได้ใช้วัดแห่งนี้เป็นฐานทัพ วัดเชียงทองแห่งนี้จึงไม่ถูกทำลาย อยู่รอดปลอดภัยมาให้พวกเราได้ชื่นชมความงดงามจนทุกวันนี้  โชคดีจริงๆ
 
 
To Be Continue...