นานมาแล้ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีสองสามีภรรยาคู่หนึ่ง แต่งงานอยู่กินกันมาตั้งนาน แต่ก็ยังไม่มีลูกสักกะที จึงไปบนบานขอต่อเทวดาและในที่สุดก็ตั้งครรภ์ และคลอดลูกเป็นเด็กหญิงน่ารักคนหนึ่ง ตั้งชื่อว่า  เทวี    เด็กหญิงนั้น ได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ด้วยความรัก จากพ่อแม่ทั้งสอง จนเติบใหญ่เป็นสาว

            อยู่มาวันหนึ่ง นางสาวเทวี ได้เข้าป่าไปหาของป่าและอาหาร วันนั้น เข้าไปในป่าลึกกว่าปกติ น้ำที่เตรียมมาได้หมดลง   นางกระหายน้ำมาก ขณะที่เดินหาแหล่งน้ำอยู่บังเอิญเหลือบไปเห็นน้ำที่ขังอยู่ในรอยเท้าโค   จึงก้มลงดูดกินน้ำนั้น ก็ให้รู้สึกคอแห้งกระหายยิ่งขึ้น    คือกินแล้วยิ่งไม่อิ่มจากนั้นนางก็มองเห็นน้ำที่ขังอยู่ในรอยเท้าช้างดูใสสะอาดก้มลงดื่มกินน้ำนั้น ก็ให้รู้สึกชุ่มฉ่ำคอยิ่งนัก จึงดื่มกินจนอิ่ม ความหิวกระหายนั้นก็หายไป

นางกลับมาถึงบ้าน จากนั้นไม่นาน ก็ตั้งครรภ์  โดยที่ไม่รู้ว่า ใครเป็นพ่อเด็กในท้อง พ่อแม่ก็พยายามถามไถ่หาความจริงนางก็เล่าให้ฟังตามที่เป็นจริง  และบอกว่าสงสัยเด็กคงเป็นลูกของพญาช้าง   หรือไม่ก็พญาโค พ่อแม่ก็ไม่ได้ถามอะไรอีก ขอให้ได้หลานก็พอใจแล้ว ครบเก้าเดือน นางคลอดลูกเป็นเด็กหญิงแฝดสองคน คนพี่ให้ชื่อว่า นางผมหอมเพราะผมของนางมีกลิ่นหอมตั้งแต่แรกเกิดคนน้อง ให้ชื่อว่า นางลุนเพราะเป็นน้อง 
    นางผมหอม เป็นคนนิสัยดี โอบอ้อมอารี ชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ ผิดกับนางลุนซึ่งเป็นคนขี้อิจฉาใจร้ายชอบรังแกคนอื่นรวมถึงชอบรังแกและแกล้งนางผมหอมอยู่เสมอนางผมหอมและนางลุน ค่อย ๆ เติบโต ตามวัย เมื่อยังเป็นเด็ก ไปเล่นกับเด็กคนอื่นๆ ก็จะถูกล้ออยู่เสมอว่าเป็นเด็กไม่มีกระทั่งโตเป็นสาว ก็ยังถูกล้ออยู่ ในที่สุดทนไม่ไหวนางทั้งสองจึงตัดสินใจไปถามความจริงกับแม่
          นางเทวี เล่าความจริงให้ฟังว่าได้ไปดื่มน้ำในรอยเท้าโคและรอยเท้าช้างในกลางป่า กลับมาก็ตั้งครรภ์ พ่อของพวกเจ้าก็คือ พญาช้างและพญาโค   แต่ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นลูกโค ใครเป็นลูกช้าง

 

 

นางผมหอมและนางลุน จึงขออนุญาตมารดาออกตามหาบิดาในป่า รบเร้าบ่อย ๆ เมื่อมารดาอนุญาต   ทั้งสองจึงออกเดินทางเข้าป่าตามทางที่มารดาบอก
          เดินทางมาหลายวัน ในที่สุด ทั้งสองก็ต้องเผชิญหน้ากับพญาช้างใหญ่เชือกหนึ่งพญาช้างเห็นทั้งสองเข้าคิดว่าเป็นพวกมนุษย์ที่บุกรุกเข้ามาจึงจะฆ่าเสียนางผมหอมผู้เป็นพี่จึงร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิตพญาช้างเกิดความสงสัยว่าเหตุใดหญิง ทั้งสองจึงเข้ามาในป่าผิดวิสัยหญิงยิ่งนัก นางผมหอมจึงเล่าให้ฟังว่า พวกนางเป็นลูกของแม่เทวีกับพญาช้างและพญาโค   นางลุนก็ชิงพูดว่า ตนเองเป็นลูกของ พญาช้าง    ส่วนนางผมหอมเป็นลูกของพญาโคหากจะฆ่าก็จงฆ่านางผมหอมเถิด นางผมหอมพูดว่าตอนนี้ยังไม่ทราบว่าใครเป็นลูกช้าง ใครเป็นลูกโค พวกนางเพียงแต่อยากพบพ่อ จึงอุตสาห์ดั้นด้นเข้าสู่ป่าใหญ่ ก่อนจะฆ่านาง ขอให้นางได้พิสูจน์ตัวเองก่อน ถ้านางไม่ใช่ลูกช้างจริงจะฆ่าก็ยอม พญาช้างจึงกล่าวว่า ยินยอมให้พิสูจน์ โดยหากใครปีนงวงขึ้นขี่คอได้ คนนั้นนั่นแหละคือลูก ว่าแล้วพญาช้างก็ตั้งจิตอธิษฐานตามนั้น แล้วยืนนิ่ง ๆ
          นางลุน มั่นใจนักว่าตัวเองเป็นลูกช้าง รีบปีนขึ้นงวงหมายจะขึ้นหลังช้างให้ได้ เพราะนางเป็นลูกโค แม้พยายามอย่างไรก็ไม่อาจจะปีนขึ้นได้ มีแต่ลื่นตกลงมาดังเดิม  พญาช้างจึงบอก ให้พอก่อน

นางผมหอม กลับปีนขึ้นได้อย่างง่ายดาย และนั่งอยู่บน คอช้างได้สำเร็จ ส่วนนางลุนเห็นว่านางผมหอมปีนขึ้นได้อย่างง่ายดาย จึงอยากลองดูใหม่ แม้พญาช้างห้ามก็ไม่ฟัง    นางลุน ก็ยังปีนขึ้นไม่ได้ ในที่สุดพญาช้างจึงใช้เท้ากระทืบนางลุนตาย และนำนางผมหอมผู้เป็นลูกไปยังที่อยู่ของตน ให้บริวารนำหินมาสร้างปราสาทหิน ให้เป็นเรือนที่อยู่ของนางผมหอม เรียกว่าปราสาทนางผมหอมนางผมหอม แม้จะดีใจที่ได้พบพ่อแต่ก็สงสารนางลุนผู้น้องสาว ร้องไห้มาตลอดทาง แต่ก็ไม่กล้าต่อว่าอะไร พญาช้างผู้บิดา ได้แต่ติดตามไปอยู่กับพญาช้างนั้น   พญาช้างดูแลปรนนิบัตินางผมหอมเป็นอย่างดี ด้วยความรักในธิดา
    เมื่อนางผมหอมต้องการไปไหน ก็ให้ขี่คอไป นางผมหอมอาศัยอยู่ ในป่ากับพญาช้างเป็นเวลาหลายปี  นางเป็นมนุษย์อยู่คนเดียวรู้สึกเหงามาก ทั้งตนเองก็เป็นสาวแล้วอยากมีผู้ชายใครสักคน เป็นเพื่อนใจ จึงออกอุบายเพื่อให้ได้ชายผู้เป็นเนื้อคู่ตน

วันนั้น นางผมหอม ไปอาบน้ำที่แม่น้ำเช่นเคย เตรียมผอบไปด้วย นางถอนผมตัวเองออกมา 1 เส้น บรรจงม้วนใส่ลงไปในผอบนั้น ผมของนางยาวจนถึงประมาณสะโพกทีเดียวและ ด้วยบุญเก่าของนาง นางจึงมีผมที่หอมอยู่เป็นนิจ เมื่อใส่ผมลงในผอบปิดฝาเรียบร้อยแล้ว นางได้ตั้งจิตอธิฐานว่า "ผอบนี้ จงลอยน้ำไป ขอกลิ่นหอมของเส้นผมอย่าได้ จางหาย ขอให้ชายที่เป็นเนื้อคู่เท่านั้นสามารถที่จะเก็บผอบนี้ได้คนอื่น ๆ แม้พบเห็นหากไม่ใช่เนื้อคู่แล้วไซร้ ขอให้เก็บเอาไม่ได้ เถิด หากชายที่เป็นเนื้อคู่เก็บได้แล้ว ขอให้มีใจมั่นที่จะออกตามหาตัวเราจนได้พบกันเถิด"
    ออธิษฐานเสร็จแล้ว ก็ปล่อยวางผอบลงแม่น้ำ ผอบนั้นได้ลอยตามน้ำไปเรื่อยๆ จนไปถึงเมืองรัตนาก็ลอยวนเวียนไปมาอยู่แถว ๆ ท่าน้ำ ด้านหน้าพระราชวัง
    เมืองรัตนา มีกษัตริย์หนุ่มรูปงามคนหนึ่งปกครองต่อจากบิดาของตน นามว่าพระเจ้ารัตนะ ยังไม่มีพระมเหสี วันนั้นพระองค์กับเหล่าบริพารเสด็จไปเล่นน้ำอยู่ท่าน้ำนั้นพอดี เมื่อผอบนั้นลอยมาถึง กลิ่นหอมแห่งผมก็กำจรจายไปทั่วบริเวณ ทั้งพระราชาและเหล่าบริพารต่างได้กลิ่นหอมประหลาดนั้นซึ่งแตกต่างจากกลิ่นหอมที่เคยสูดดมอยู่ทุกวัน พอดีเหล่าบริพารแลเห็นผอบน้อยนั้นลอยอยู่กลางน้ำ สงสัยว่ามันคืออะไร จึงต่างว่ายน้ำเข้าไปเพื่อที่จะเก็บเอา แต่ก็ไม่มีใครสามารถจะเก็บเอาได้ สร้างความประหลาดใจแก่พวกเขายิ่งนัก จึงมากราบทูลให้พระราชาทรทราบ    พระองค์จึงทรงใคร่ลองด้วยพระองค์เองบ้าง จึงว่ายน้ำเข้าไป และเก็บได้อย่างง่ายดายสร้างความอัศจรรย์ใจ แก่เหล่าบริพารยิ่งนัก
    ะเจ้ารัตนะ ทราบว่ากลิ่นหอมต้องมาจากของในผอบนี้เป็นแน่แท้ ขึ้นฝั่งมาเปิดผอบออกดู  จึงพบเห็นเพียงเส้นผมยาว ๆ สีดำขลับเงางามเส้นหนึ่ง  เส้นผมยิ่งส่งกรุ่นกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว พระองค์คิดว่า เส้นผมนี้ คงเป็นผมของเทพธิดากระมัง ถึงได้หอมปานนี้ หรือหากเป็นของมนุษย์ ผู้หญิง คนนั้น ต้องเป็นคนมีบุญมากเป็นแน่แท้เอาเถิดเราจะออกตามหานางให้พบนำมาเป็นพระมเหสีให้จงได้     

                            
พอดีวันนั้น พระยาช้างพร้อมบริวาร ออกหากิน นางผมหอมอยู่คนเดียว พระเจ้ารัตนะเดินทางตามกลิ่นแห่งเส้นผมมาเรื่อย ๆ จนมาถึงท่าอาบน้ำนางผมหอม ขณะนั้น นางผมหอมกำลังอาบน้ำอยู่ เมื่อทั้งสองพบกัน ด้วยอำนาจบุญที่เคยทำร่วมกันไว้ให้เป็นเนื้อคู่กัน ทั้งคู่ก็เกิดความรักแรกพบทันทีอยู่ในใจ    เมื่อพูดคุยถามไถ่จนได้ความจริงของกันและกันแล้ว นางผมหอมจึงพาพระเจ้ารัตนะไปบนปราสาทหิน ร่วมทานอาหาร และอยู่ด้วยกันตั้งแต่นั้นมา โดยมีข้อแม้ว่า ห้ามพระเจ้ารัตนะลงจากปราสาทโดยเด็ดขาดเพราะกลัวพญาช้างจะทราบเรื่องแล้วฆ่าเสีย แม้พระยาช้างจะได้กลิ่นมนุษย์คนอื่นที่ไม่เหมือนกลิ่นนางผมหอม แต่ด้วยเกรงใจลูกจึงไม่ได้ถามและขอค้นดูในปราสาท  เป็นแต่แบกความสงสัยไว้และคอยจับจ้องดูอยู่ภายนอก
                                                                    
    สองครองรักกันจนมีบุตรธิดาด้วยกัน 2 คน คือคนพี่เป็นชายนามว่า "สีลา" คนน้องเป็นหญิงนามว่า "ชาดา"ต่อมาทั้งสองได้พาบุตรธิดาหนีพญาช้างสารไปฝ่ายพญาช้างสารได้ออกตามหาลูกและหลานจนพบด้วยความ เสียใจที่ถูกลูกและหลาน   ทิ้งไปอยู่เมืองอื่น จึงขาดใจตาย ก่อนตายได้ได้มอบงาของตนให้ พระเจ้ารัตนะไว้เป็นอาวุธ เพื่อป้องกันตนเอง

                      
ขณะที่กำลังเดินทางและพักแรมจนกว่าจะถึงเมืองนั้น  ปรากฏว่าเส้นทางนั้นมีนางผีป่าเฝ้าอยู่และเกิดความเสน่หาในพระเจ้ารัตนะ เมื่อนางผมหอมอาบน้ำจึงถูกนางผีป่าผลักตกน้ำไปและนางผีป่าก็แปลงตนเองเป็นนางผมหอมแทน
เมื่อถึงพระนครนางผีป่าก็เข้าอยู่ในวังด้วยในช่วง ระยะ เวลาหนึ่งแต่เนื่องจากพฤติกรรมของนางผีป่าแปลงแตกต่างกันกับนางผมหอมจริง เมื่อพระเจ้ารัตนะทราบความจริงจึงหาทาง กำจัดนางผีป่าและไปรับนางผมหอมมาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข