แพรกหนามแดง

ประวัติชุมชนแพรกหนามแดง

         พื้นที่ตั้งของตำบลแพรกหนามแดง ในอดีตนั้นเคยเป็นพื้นที่ทะเลตรมมาก่อน และชายทะเลนั้นพบว่าอยู่ที่ประมาณหัวเขาจีน-เขาอีโก้ และเมืองคูบัวตัวเขายี่สารและเขาตะเคราเป็นเกาะเล็กๆอยู่ชายฝั่งทะเล ตามหลักฐานทางโบราณคดีการตั้งถิ่นฐานของคนโบราณ บริเวณรอบพื้นที่ตำบลแพรกหนามแดงมีคนหลายภาษาและหลายเชื้อชาติมาก ที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ เช่นคนจีนจะพบว่าอพยพมาก็จะตั้งถิ่นฐานอยู่ตามเมืองปากแม่น้ำหรือตามแนวชายทะเล เช่นชุมชนตำบลบางตะบูน ชุมชนเขายี่สาร ชุมชนคลองโคนและปากแม่น้ำแม่กลอง ส่วนชุมชนชาวมอญก็พบได้ในชุมชนคลองมอบลัดและชุมชนบางจะเกร็ง ส่วนชุมชนเขาย้อยและชุมชนหัวเขาจีนก็จะพบว่าเป็นชุมชนลาวโซ่งหรือไทยทรงดำ และทางแถบอำเภอปากท่อก็จะพบว่ามีชุมชนเขมรลาวเดิมหรือเขมรไทยเดิม

           ในอดีตตำบลแพรกหนามแดงนั้นเป็นเส้นทางเดินทางผ่าน ของชุมชนตำบลบางตะบูนและชุมชนเขายี่สารชาวบ้านก็ได้นำเอาอาหารทะเลไปแลกเปลี่ยนกันกับข้าวสารและอาหารป่า กับชุมชนหัวเขาจีน-เขาอีโก้และชุมชนปากท่อ ลำคลองที่ชาวบ้านใช้ในอดีตคือคลองขุดยี่สารเก่า คลองแพรกหนามแดง คลองผีหลอก คลองห้วยโรงเป็นต้น

            คำว่า “แพรกหนามแดง” นั้นจากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุพบว่าแพรกหนามแดงนั้น หมายถึงลำน้ำเช่นลำราง ลำประโดง ลำแพรก ลำคลอง  ส่วนคำว่าแพรกหนามแดงนั้นน่าจะมาจากน้ำในลำแพรกนั้นเป็นสีแดงหรือในลำแพรกนั้นมีต้นหนามแดงขึ้นมา ก็เป็นได้ทั้งสองแนวทางและแต่เดิมในอดีตตำบลแพรกหนามแดงและตำบลยี่สารเป็นตำบลเดียวกัน ชื่อว่าตำบลยี่สารแพรกหนามแดง จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่าชุมชนยี่สารหลังจากที่มีการอยู่อาศัยในระยะแรกแบบเบาบางแล้ว การอยู่อาศัยที่มีความหนาแน่นหลากหลายและรุ่งเรืองสูงสุดน่าจะอยู่ในช่วงต่อมา ประมาณปี พ.ศ. ๑๙๐๐-พ.ศ. ๒๒๐๐ จากการพัฒนาโดยรอบๆ บริเวณของตำบลแพรกหนามแดงนั้นจะพบว่าวัดวังมะนาวได้สร้างและได้รับวิสุงคามสีมาในปี พ.ศ.๒๓๖๕หรือเมื่อ๑๘๗ปีมาแล้ว วัดห้วยโรงได้รับวิสุงคามสีมาในปี พ.ศ.๒๔๖๒ หรือเมื่อ ๙๐ ปีมาแล้ว ทางรถไฟสายกรุงเทพฯ- เพชรบุรีก่อสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๖ หรือเมื่อ ๑๐๖ ปีมาแล้ว และวัดพระสุธีวงศ์หรือวัดคริสต์ ในคลองขุดกำนันสมบูรณ์ได้ก่อสร้างเมื่อปีค.ศ.๑๘๒๕ หรือปี พ.ศ.๒๔๖๘เมื่อประมาณ ๘๔ ปีมาแล้ว และวัดเจริญรัตนารามของเราได้ก่อตั้งมาในปีพ.ศ. ๒๔๗๒หรือเมื่อ ๘๐ ปีมาแล้ว และมีรายนามเจ้าอาวาสตั้งแต่รูปแรกจนถึงปัจจุบันจำนวน ๑๘ รูป

            จากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุในตำบลแพรกหนามแดงเท่าที่สืบทราบได้นั้น มีกำนันปกครองมาถึง ๗ คนคือ ๑.กำนันขีด ณ บางช้าง ๒.กำนันอิ้ว เวชกิจ ๓. กำนันสละ ไพบูลย์ ๔.กำนันพร ไล้สกุล ๕.กำนันซ้วน ขุนนุช ๖.กำนันละม่อม ระย้าอินทร์และ ๗. กำนันทรงพล ธัมมัง คนปัจจุบัน และตำบลยี่สารก็ได้แยกออกจากตำบลแพรกหนามแดงเมื่อประมาณ ๗๐ ปีมาแล้วในสมัยกำนันอิ้ว เวชกิจ เป็นเพราะตำบลยี่สารกับแพรกหนามแดง ๒ ตำบลรวมกัน มีที่ดินเท่ากับครึ่งหนึ่งของอำเภออัมพวา ส่วนตำบลยี่สารก็ได้ตั้งกำนันขึ้นมาใหม่และกำนันคนแรกของตำบลยี่สารคือ กำนันจินดา พยนต์ยิ้ม หรือกำนันจีน ๒.กำนันอำนวย เวชกิจ ๓.กำนันอนันต์ พยนต์ยิ้ม ๔.กำนันพิศาล พยนต์ยิ้ม คนปัจจุบัน

           ตำบลแพรกหนามแดง มีสภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มดินเหนียวมีความลาดเอียง โดยทิศเหนือจะสูงกว่าทิศใต้และทิศตะวันตกจะสูงกว่าทิศตะวันออก มีลำคลองเชื่อมโยง ๓๖ ลำคลองจึงมีการไหลเวียนของน้ำขึ้นลงตลอดทั้งปี น้ำในลำคลองไหลใสสะอาด หน้าฝนก็มีน้ำหลากที่พัดพาปุ๋ยธรรมชาติมาทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ “น้ำมาปลากินมด น้ำลดมดกินปลา” ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงมักตั้งบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งลำคลอง เพื่อใช้น้ำในการอุปโภค บริโภคเป็นการประกอบอาชีพต้องพึ่งพาสายน้ำเป็นหลัก

           ในอดีตคนส่วนใหญ่ทำข้าวนาปีและทำสวนมะพร้าว ช่วงฤดูฝนที่มีน้ำหลากจะมีน้ำจืดปริมาณมากก็จะทำนาข้าว ส่วนพันธุ์ข้าวที่ใช้ในการเพาะปลูกก็จะใช้พันธุ์ข้าวพื้นเมืองคือข้าวเหลืองประทิวหรือเหลืองรอดหนี้ เพราะข้าวพันธุ์นี้มีคุณสมบัติดีในการหนีน้ำเพราะมีลำต้นสูงและสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์เป็นอย่างมาก ส่วนฤดูแล้งน้ำจืดมีน้อยก็จะหยุดทำนา บางส่วนก็มีการปลูกมะพร้าวร่วมกับการทำนาในร่องสวนและเลี้ยงสัตว์

         ประเทศไทยในอดีตมีที่ดินว่างเปล่าเป็นจำนวนมากเพราะจำนวนประชากรมีน้อยที่ดินไม่มีราคา ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่สนใจที่จะจับจองที่ดิน ชาวบ้านบางคนเอาที่ดินของตนเอง ๑๐-๒๐ ไร่ แลกกับวัว ๑ตัว รัฐบาลสมัยนั้นมีนโยบายให้จับจองที่ดินทำกินที่แพรกหนามแดงแต่ไม่มีชาวบ้านสนใจ แต่นายกิมเลี้ยง วังตาล หรือหลวงสิทธิ์เทพการ ได้มาจับจองที่ดินในตำบลแพรกหนามแดงไว้หลายพันไร่ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดราชบุรีและสมุทรสงคราม แต่พื้นที่ตำบลแพรกหนามแดงและยี่สารเป็นพื้นที่น้ำขึ้นลงจากทะเล จึงมีพันธุ์ไม้ป่าชายเลนเป็นจำนวนมากเช่นไม้โกงกาง นายกิมเลี้ยง วังตาล จึงได้เกณฑ์คนจากพื้นที่อื่นจ้างให้ตัดไม่โกงกาง ทำฟืนส่งขายให้กับการรถไฟ ที่วิ่งไปภาคใต้เพราะรถไฟสมัยนั้นเป็นรถจักรไอน้ำ นายกิมเลี้ยง วังตาล ได้จัดตั้งกองงานมีการขุดคลองขึ้นมาใหม่อีกหลายคลองด้วยแรงงานคนและภูมิปัญญาเช่นคลองกองเจ็ด คลองทางควาย สาเหตุที่ชื่อคลองทางควายนั้นก็เพราะในสมัยอดีตยังไม่มีการสร้างเขื่อนที่เมืองกาญจนบุรีจะมีน้ำหลากมาทุกปี ชาวบ้านสมัยนั้นใช้ลำคลองเป็นหลักจึงได้นำวัวควายเดินลุยล่องทางน้ำ ด้วยจำนวนวัวควายหลายร้อยตัวทำให้ล่องทางน้ำมีขนาดกว้างเป็นลำคลองในปัจจุบัน หลังจากตัดไม้โกงกางหมด นายกิมเลี้ยง วังตาล ก็ได้ขุดคันกั้นน้ำเค็มขึ้นมาเพื่อป้องกันน้ำเค็ม พร้อมทำทำนบดินตามลำคลองต่างๆไว้หลายแห่งเพื่อกั้นน้ำเค็มไม่ให้เข้าไปในนาได้ แต่ชาวบ้านก็ยังใช้เรือแพสัญจรได้โดยการเข็นเรือแพข้ามทำนบดิน ขณะเดียวกันก็มีการสร้างทำนบอื่นอีกตามมาอย่าง “ทำนบผู้ใหญ่นิด ทำนบตาพรม” ส่วนหนึ่งก็มีชาวบ้านมาช่วยกันดูแลทำนบผลัดเปลี่ยนเวรยามเฝ้าทำนบ และช่วยกันขุดดินส่งกันเป็นทอดๆ เพื่อซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดโดยเรี่ยไรเงินจากแม่ค้าที่ผ่านทำนบเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงในการเฝ้าเวรยาม

         กรณีน้ำเค็มรุกหนักหรือน้ำเชี่ยวก็ไปขอความช่วยเหลือจากทางราชการในการซื้อไม้กระดานกั้นทำนบ นอกจากนี้ยังมีการเปิดปิดทำนบเป็นช่วงๆ ให้เป็นไปตามวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของชาวบ้าน กล่าวคือทุกคนจะช่วยกันพังทำนบดินในเวลาที่น้ำเหนือไหลหลากเพื่อเปิดทางให้น้ำไหลออกสู่ทะเล และจะมาช่วยกันปิดใหม่เมื่อเวลาน้ำลดเพื่อป้องกันน้ำเค็มรุก ไม่เว้นแม้แต่นายอำเภอ “นายอำเภอสุดใจ  เลขาคณิต” ที่ไปลอยคออุ้มดินมาทำทำนบ ส่วนชาวบ้านใครมีเรือก็เอาเรือไป ใครไม่มีเรือก็เดินไป ช่วยกันเปิดเมื่อน้ำมา ช่วยกันปิดเมื่อน้ำลด แสดงถึงความร่วมมือที่น่าประทับใจยิ่งนัก