
ในงานระพีเสวนา : การเรียนรู้เพื่อความเป็นไท ครั้งที่ 3 เรื่องการแพทย์ทางเลือกเพื่อดุลยภาพแห่งชีวิต ได้หยิบยกประเด็นการแพทย์กระแสรองมากล่าวถึง ซึ่งภูมิปัญญาไทยและเทศไม่น้อยได้เก็บรวบรวมองค์ความรู้ล้ำค่าด้านการแพทย์เหล่านี้ไว้เป็นมรดกให้แก่คนรุ่นหลัง ทว่าอาจเป็นเรื่องที่คนเมืองหลงๆ ลืมๆ และไม่เอะใจคิดใช้บริการเท่าไหร อาจเพราะจากความไม่เคยชิน จนเมื่อการแพทย์แผนปัจจุบันรักษาความป่วยไข้ไม่ได้ผล จึงเริ่มหันมาหาการแพทย์ทางเลือกและเริ่มถึงบางอ้อว่ามีการแพทย์แขนงนี้อยู่ด้วย ที่สำคัญหลายคนยังได้ชีวิตใหม่จากการแพทย์แขนงนี้
ภายในงานมีการนำเสนอเรื่องราวตัวอย่างของชาวบ้านเดินดินที่พลิกผันชีวิตหลังรับฟังเสียงสะท้อนถึงสิ่งที่ร่างกายคนเราต้องการจริงๆ นำไปสู่ศึกษาค้นคว้าการแพทย์ทางเลือก และได้เข้าเยียวยารักษาความเจ็บป่วยให้แก่คนรอบข้างจนได้รับคำนำหน้าชื่อว่า "หมอ" โดยไม่ต้องอาศัยปริญญาบัตรการันตี เช่น
หมอแดง วีระชัย วาสิกดิลก แพทย์แผนไทย เจ้าของหนังสือ “ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น ?” หมอแดงเล่าประสบการณ์สุขภาพส่วนตัวว่า ย้อนกลับไปเมื่อกว่าสิบปีก่อน เขาเองเป็นคนที่มีวิถีชีวิตและสุขภาพย่ำแย่มาก แม้ภายนอกจะดูเป็นผู้ที่มีความกินดีอยู่ดี มีกินมีเที่ยวไม่ขาด แต่เนื้อแท้ของสุขภาพจริงๆ กลับป่วยสามวันดีสี่วันไข้ และจำเป็นต้องซื้อยาพาราเซตามอลกระปุกใหญ่ติดตัว ติดบ้าน และติดโต๊ะทำงานไว้เสมอ ทั้งยังต้องไปหาหมอทุกเดือนเพราะ มีอาการเจ็บป่วยทรมานมาก โดยเฉพาะโรคต่อมน้ำเหลืองบวมและเส้นเลือดขอดที่ขาซึ่งหมอบอกว่าไม่มีทางรักษา ทุกครั้งเมื่อไปหาหมอเพื่อเจาะเลือดก็น้ำตาไหลเพราะเจ็บปวดทรมานมาก กระทั่งหมอแนะนำว่าไม่ให้ทำงานอีก ต้องให้ภรรยาหาเลี้ยง อันเป็นจุดเปลี่ยนทำให้หมอแดงทนไม่ได้และหันเข้าหาการแพทย์แผนไทย หาสมุนไพรรับประทาน และเข้ารับการนวดเท้าเพื่อการบำบัด จนอาการดีขึ้น กลับมามีสุขภาพที่ดี และเริ่มศึกษาการแพทย์แผนไทยในฐานะแพทย์ทางเลือกอย่างจริงจัง
“เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่ผมไม่ได้กินยาพาราเซตามอลอีกเลย เมื่อรักษาตัวเองได้แล้ว ผมก็เริ่มขยับขยายไปดูแลครอบครัว และขยายไปสู่ทุกๆ คน บางทีผมก็ต้องขอขอบคุณความเจ็บป่วยที่เราได้รับ บางครั้งก็เป็นสิ่งที่ดี ทำให้ผมเข้าใจชีวิต เข้าใจศาสตร์แห่งชีวิตได้ดีขึ้น และได้เป็นหมอแดงอย่างทุกวันนี้”
หมอแดงกล่าวโดยย้ำว่าชีวิตของเรา เราต้องดูแลเอง หมอที่ดีที่สุดคือตัวเราเอง อย่าฝากชีวิตให้คนอื่นดูแล เช่นเดียวกับเขาที่หันกลับมาดูแลสุขภาพของตนเองและมีสุขภาพที่ดีได้อย่างทุกวันนี้
นอกจากนี้ยังมีการเล่าประสบการณ์โดย หมอทราย พิชิต กัณฑรัตน์ แพทย์พื้นบ้านผู้ผันตัวเองกลับสู่ชุมชน และดูแลสุขภาพของผู้คนในชุมชนของ อ.ภูซาง จ.พะเยา หมอทรายพยายามรณรงค์ให้ชาวบ้านหันกลับมาพึ่งพาตนเองในด้านสุขภาพ ซึ่งนอกจากจะประหยัดแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนแนวคิด “สร้างสุขภาพแทนการซ่อมสุขภาพ” หมอดิน ตถตา ทองเพียร คนไทยเพียงหนึ่งเดียวที่เดินทางไปศึกษาการแพทย์แผนธิเบตจากชุนชนธรรมศาลา ประเทศอินเดีย ซึ่งเชื่อว่าโรคต่างๆ ล้วนเกิดจากอารมณ์อวิชชา ทั้งอารมณ์โลภ โกรธ
ขณะเดียวกันงานนี้ยังได้รับความรู้จาก รศ.พญ.ลัดดาวัลย์ สุวรรณกิติ หัวหน้าหน่วยฝังเข็มและระงับปวด ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มาพูดคุยถึงองค์ความรู้และบูรณาการศาสตร์ “ดุลยภาพบำบัด” ที่บอกว่า การใช้ร่างกายอย่างไม่สมดุล โดยเฉพาะการเล่นกีฬาหลายชนิด หรือแม้แต่อุบัติเหตุในอดีตล้วนเป็นที่มาของโรคภัยหลายชนิดอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่อาจรู้ตัวและคาดไม่ถึง และ หมอเขียว ใจเพชร กล้าจน อดีตบุคลากรทางการแพทย์ผู้นำหลักธรรมในพระไตรปิฎกมาตีความเพื่อใช้กับการรักษาเยียวยาคนไข้ โดยให้ความสำคัญกับหลักที่ว่าการรักษาโรคต้องปรับเปลี่ยนไปตามบริบทการรักษาที่เปลี่ยนไป การนำความรู้ทางการแพทย์มาใช้ทื่อๆ โดยไม่คำนึงถึงบริบทที่แตกต่างออกไป ย่อมไม่สามารถรักษาโรคอย่างได้ผล เช่น สูตรยาสำหรับโรคๆ หนึ่งของคนเมืองร้อนย่อมไม่อาจใช้ได้กับคนที่อยู่ในเมืองซึ่งมีอากาศหนาวเย็น ยิ่งปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศโลก ทำให้โลกร้อนขึ้น สูตรยาในอดีตที่มีอากาศเย็นกว่าก็ย่อมใช้ได้ผลน้อยลง หากเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงนี้ การรักษาโรคก็ย่อมปรับเปลี่ยนไปสู่วิธีการรับมือกับโรคได้ดีขึ้น
.......
แม้โดยส่วนตัวจะเป็นไกลหมอ (ถึงป่วยก็ไม่ไปหาหมอ) และไม่ได้ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากนัก แต่ก็พอจะเก็บเกี่ยวเคล็ดความรู้ดูแลสุขภาพง่ายๆ จากงานมาประคับประคองสุขภาพให้ทรงตัวได้นานขึ้น อาทิ การดื่มน้ำที่ถูกวิธีคือการดื่มน้ำเมื่อแรกตื่นนอนให้มากๆ และดื่มแต่พอประมาณในช่วงที่เหลือของวัน ไม่ควรดื่มน้ำระหว่างและหลังทานข้าว การดื่มน้ำจนอิ่มเป็นการสร้างภาระให้แก่ร่างกายและทำลายธาตุไฟในระบบย่อยอาหาร นำไปสู่ความป่วยไข้ไม่สบายหลายอย่าง นอกจากนั้นยังได้เคล็ดลับง่ายๆ เพื่อล้างพิษในปากและลำคอคือการใช้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นกลั้วคอและอมค้างไว้ 15-20 นาทีก่อนบ้วนทิ้ง น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นจะดูดสารพิษออกจากช่องปากเราได้ ส่วนอีกวิธีที่เห็นและรู้สึกสนใจคือ การใช้เตารีดมารักษาอาการปวดเมื่อยไม่สบายบนจุดต่างๆ ของร่างกาย ทำได้โดยนำผ้าเช็ดหน้ามาพับสักสอง-สามทบวางบนจุดที่ต้องการ ก่อนนำเตารีดเปิดเบอร์ต่ำสุด เอาแค่พออุ่นไปรีดเบาๆ ณ บริเวณนั้นๆ เพื่อใช้ความร้อนบำบัดอาการเจ็บป่วย ทั้งนี้เมื่อรีดไปได้สักพักหนึ่ง จะต้องใช้ฝ่ามือจับและคลึงเบาๆ เพื่อช่วยกระจายความร้อนให้ทั่วถึงด้วย
(ข้อมูลบางส่วนจาก http://www.scbfoundation.com/news_info_detail_th.php?cat_id=1&nid=381)
blog ของ ครูบาสุทธินันท์ เล่างานนี้..ในอีกมุมหนึ่งจ้ะ..:
http://gotoknow.org/blog/sutthinun/307764