หนูยังไม่ใช่นักปฏิบัติภาวนา


ถามว่าเขียนเสร็จแล้วหนูท้อไหม ตอนแรกใช้สมองคิด คิดว่าต้องท้อแน่ ๆ แต่ความจริงที่ปรากฏในใจตอนนี้ ต่างไปมันสบาย ๆ รู้สึกว่ามีพลังลึก ๆ ที่จะสู้ต่อ เมื่อรู้ว่าตนเอง อยู่ในขั้นไหน ยังวิ่งไปวิ่งมา ตรงเส้นของจุดเริ่มต้น วิ่งไปทางซ้ายที วิ่งไปทางขวาที ทั้งที่จริง ๆ ต้องวิ่งไปข้างหน้า คนโง่นี่ในความเป็นจริงก็ตลกดี ปรารถนาจะไปให้ถึงเส้นชัย แต่ทำไม ไม่หันหน้าเข้าลู่วิ่งแล้วเริ่มออกวิ่งซะที ดีแต่วิ่งไปซ้ายที วิ่งไปขวาที ความจริงตอนนี้มันเป็นแบบนี้ค่ะ

"หนูยังไม่ใช่นักปฏิบัติภาวนา"

คำ ๆ นี้ของครูก้องอยู่ในหัวตลอดเวลา ที่ขาดสติ ซึ่งก็เป็นดังที่ท่านเอ่ยจริง ๆ ประเมินในตนเองตอนนี้

           เพียงการอยู่กับลมหายใจอย่างมีสติต่อเนื่อง เพียงเท่านี้ หนูยังทำไม่ได้ ทบทวนในตอนนี้ว่าด้วยศีลอย่างหยาบ ๆ ก็พอถูก ๆ ไถ แต่ที่ละเอียดลงไป ภายในใจ ก็ยังเพ่งโทษผู้อื่น โกรธ ไม่พอใจ โศกเศร้า รำพึงรำพัน อยากได้ของ ๆ ผู้อื่น อยากโดดเด่น ไม่ถึงขนาดแย่งแฟนใคร แต่ภายในใจก็ยังสะท้อนสภาวะใจขาดความรัก โหยหาความรัก เหมือนไม่ใช่ตัวบุคคลแต่เป็นความรู้สึก ที่ไม่อิ่ม ไม่เต็ม ในความรัก พูดไม่ตรงกับใจ หรือบางทีตอนเผลอก็เอ่ยถึงผู้อื่นในด้านลบ  แม้เหล้าและเครื่องดื่มมึนเมาจะไม่แตะ แต่ยังขาดสติ ประมาท  ซึ่งถ้าประเมินลึก ๆ ถึงจิตถึงใจ ศีลก็ยังไม่ลงใจ ไม่สามารถน้อมเข้ามาสู่ใจได้

          ว่าด้วยสมาธิในตนเอง ก็ยังกระท่อนกระแท่น ทำได้บ้างไม่ได้ บ้าง บางทีก็โดนความง่วง ความโกรธ ความอยาก ความคิดฟุ้งซ่าน ความสงสัย  ฉุกกระชากลากถูออกจากสมาธิ

          ว่าด้วยปัญญา เมื่อสองส่วนข้างต้น ยังไม่ถึงพร้อม ปัญญานั้น ช่างเป็นอะๆไร ที่น้อยมาก ที่ปรากฏในจิตในใจจริง ๆ ส่วนใหญ่ปัญญาที่ได้เรียนรู้โดยส่วนใหญ่เป็นเพียง ปัญญาที่เกิดจากการอ่านการฟัง จากแหนังสือ Internet ต่าง ๆ ฟังธรรมจากผู้รู้ เทปธรรมะ CD ธรรมะ หรือบางทีก็เป็นปัญญาที่ได้จากการจินตนาการเอาเอง ว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น น่าจะเป็นเช่นนี้ แทบจะไม่มีปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติในตนเอง

         ทบทวนแล้ว ก็ทำให้เข้าใจว่า สิ่งที่ครู ท่านบอกนั้น แท้จริงที่สุด ไม่มีสิ่งใดคัดค้านได้ ถามว่าเขียนเสร็จแล้วหนูท้อไหม ตอนแรกใช้สมองคิด คิดว่าต้องท้อแน่ ๆ แต่ความจริงที่ปรากฏในใจตอนนี้ ต่างไปมันสบาย ๆ รู้สึกว่ามีพลังลึก ๆ ที่จะสู้ต่อ เมื่อรู้ว่าตนเอง อยู่ในขั้นไหน ยังวิ่งไปวิ่งมา ตรงเส้นของจุดเริ่มต้น วิ่งไปทางซ้ายที วิ่งไปทางขวาที ทั้งที่จริง ๆ ต้องวิ่งไปข้างหน้า คนโง่นี่ในความเป็นจริงก็ตลกดี ปรารถนาจะไปให้ถึงเส้นชัย แต่ทำไม ไม่หันหน้าเข้าลู่วิ่งแล้วเริ่มออกวิ่งซะที  ดีแต่วิ่งไปซ้ายที วิ่งไปขวาที ความจริงตอนนี้มันเป็นแบบนี้ค่ะ

ต่อไปก็เพียงเผชิญความจริง อย่างอดทน ไม่ไหว ก็ต้องไหว ในเมื่อทุกข์ทรมาร มามากแล้ว จะทุกข์อีก ก็พร้อมที่จะเผชิญ

 

กราบขอบพระคุณคุณครูมากค่ะ

หมายเลขบันทึก: 310824เขียนเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2009 11:05 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2012 10:33 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (3)
  • อย่าไปสนใจตนเองเลยนะครับว่า "... ใช่ หรือไม่ใช่นักปฏิบัติภาวนา ..."
  • เพราะ "นักภาวนา" ที่แท้จริง จะ ..."ไม่สนใจ ว่า ใช่-ไม่ใช่"
  • แต่จะแค่ " รู้ตัว " ว่า กำลังคิดเรื่อง " ใช่-ไม่ใช่ "...
  • เรียกว่า "กำหนดรู้" เท่านั้น ...แต่ไม่ตามอารมณ์ไปกับเรื่องที่กำลัง " รู้" นะครับ
  • ถ้าเราติดตรง ใช่-ไม่ใช่ ...
  • ต่อ ๆ ไปก็จะถามตัวเองอีกว่า ใช่ โสดาบัน ไหม ฯลฯ ... ฟุ้งไปกันใหญ่
  • ใครจะว่าเราไม่ใช่ ก็ไม่ยินร้าย ใครจะว่าเราใช่ ก็ไม่ยินดี เพียงรู้ว่า เขาว่า...แต่ไม่คิดตามที่ เขาว่า..
  • กำนหนดรู้แบบนี้ไปเรื่อย ๆ ...
  • นี่แหละครับ เดี๋ยวจิตก็จะ "ว่องไว" คือ "รู้ทัน" ใจตนเองมากขึ้นเรื่อย ๆ เอง
  • "ปัญญา" จะตามมา "ศีล-สมาธิ" จะตามมารวมเป็นเอก เป็นหนึ่งเดียว ได้เอง นะครับ...
  • อย่าสนใจ "อื่น ๆ" ...ให้สนใจ "รู้ตัว" ก็พอ นะครับ....

สวัสดีค่ะ

"ภาวนา" แปลว่าทำให้เจริญ

น้องก็กำลังภาวนาอยู่แล้วนี่คะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี