ความเป็นอนิจจังในยุคหลังจากสิ้นสุดราชวงศ์โมริยะมาแล้วดังจะเล่าต่อไปนั้นแล.

ช่วงนี้มีเรื่องเล่าจากตอนที่แล้วเกี่ยวกับพระเจ้าอโศกมหาราชเลิกทำสงครามมีนโยบายสร้างสิ่งที่อำนวยสะดวกแก่ชาวอินเดียที่อยู่ใต้ปกครองทำนุบำรุงพระสงฆ์นำศีลธรรมออกมาอบรมสั่งสอนชาวเมืองสร้างวัดวาปักเสาหินจารึกคำสอนลงในเนื้อเสาหินเหล่านั้นมีถึง 8 หมื่น 4 พันแห่งกลายเป็นศูนย์กลางแห่งการศึกษาเรียนรู้

 และในปี พ.ศ. 235 ได้สนับสนุนให้พระสงฆ์จัดทำสังคายนาครั้งที่ 3 มีพระสงฆ์ร่วมประชุม  1 พันรูป มีพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระเป็นผู้นำจัดทำอยู่ 9 เดือนจึงแล้วเสร็จพร้อมกับส่งพระสมณะทูต 9 สายไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา

 และสายที่ 8 คือพระโสณะและพระอุตตระมายังแถบสุวรรณภูมิที่ศาสตราจารย์สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ เมธีวัจัยอาวุโสกล่าวทำนองว่าสุวรรณภูมิคือแถบลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเพราะเป็นแหล่งการค้าขายมีเมืองท่ามาแต่ยุคโบราณโดยเฉพาะเมืองสะทิงพระหรือที่เรียกว่านครพาราณสีทางตะวันออกนั้นเอง 

 สำหรับเสาหินของพระเจ้าอโศกที่ยังคงโดดเด่นตั้งตระหง่านสมบูรณ์ดีแห่งหนึ่งและผมได้เดินทางไปชมแล้วนั้นคือเสาปักไว้กลางวัดโฆสิตารามในกรุงโกสัมพี มีซากวังของพระเจ้าอุเทนตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา

สำหรับเสาหินที่สมบูรณ์ที่สุดอยู่ที่กรุงเวสาลีที่บนหัวเสามีสิงห์มอบอยู่หนึ่งตัวและสถูปที่ยังดีที่สุดตกมาถึงยุคนี้คือสถูปที่สาญจีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่พระเจ้าอโศกได้สร้างไว้นอกนั้นถูกทำลายด้วยน้ำมือของมนุษย์ทั้งนั้นอย่างเสาอโศกที่สารนาถก็ถูกทำลายหักเป็นหลายท่อนมีเถาถ่านที่ไฟโหมไหม้กระหน่ำอย่างรุนแรงและรวดเร็วปะปนด้วยกระดูกคนคงเป็นกระดูกพระสงฆ์แทบทุกแห่งที่เป็นวัดของชาวพุทธ

เหมือนเป็นการบุกฆ่าเผาอย่างสายฟ้าแลบเป็นการสะท้อนความเป็นอนิจจังในยุคหลังจากสิ้นสุดราชวงศ์โมริยะมาแล้วดังจะเล่าต่อไปนั้นแล.