ถ้อยคำนี้เป็นเป็นคำเตือนด้วยความโอบอ้อมอารีย์ จากข้าราชการอาวุโสที่ปัจจุบันกษียณอายุราชการไปแล้วท่านหนึ่ง ท่านเตือนสติผมไว้เมื่อคราวหลังเลิกประชุมของหัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ ซึ่งผมไปเข้าประชุมแทนหัวหน้า ในครั้งนั้นผมพูดเชิงเห็นด้วยกับแนวคิดท่านนายอำเภอหนุ่ม ที่บอกให้เราพยายามทำความเข้าใจกับกลุ่มนักพัฒนาที่ไม่ใช่ข้าราชการ หรือที่เราเองชอบเรียกเขาว่า “NGOs” ผมกล่าวสนับสนุนในทำนองว่ายุคนี้ ใครก็แล้วแต่ที่เข้ามาในชุมชนเพื่อพัฒนา เราต้องให้ความร่วมมือ และร่วมกันตั้งแต่ต้น โดยให้เกียรติกัน ภายใต้เป้าหมายปลายทางเดียวกัน แม้จะมีวิธีการเดินเรื่องที่แตกต่างกัน ก็อย่างมองเห็นกันเชิงเป็นปฏิปักษ์ ให้เห็นช่องทางที่สอดคล้องไปด้วยกันได้ แล้วเลือกเดินไปในทางนั้นด้วยกัน

     วันนั้นสำหรับผมแล้วผมรู้สึกไม่ดีนักที่โดนทักท้วง แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมท่านพูดอย่างนั้น ก็เห็นท่านรักและเอ็นดูผมดีนี่ แต่ก็เลือกที่จะไม่ถาม เพราะมองว่าเจตนาที่ท่านหวังดีเป็นแน่ย่อมมาก่อน อย่างอื่นเก็บมาไตร่ตรองเอาเองว่าทำไมท่านถึงได้ทักท้วง เพื่อให้สติผมเช่นนั้น ในตอนนั้นก็ได้บทสรุปว่าท่านคงกลัวเราไปขัดแย้งกับเพื่อน ๆ “NGOs” ด้วยเพราะธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างกัน ความเป็นอิสระที่ยากจะเหมือนกันได้

     มาวันนี้ผมได้เข้าใจแล้วว่าทำไมท่านถึงได้ทักท้วงผมเช่นนั้น แท้ที่จริงแล้ว ท่านคงไม่ได้กลัวว่าเราจะไปขัดแย้งกับเพื่อน ๆ “NGOs” อะไรไหรอก แต่คงกลัวว่าเราจะแปลกแยกไปจากคนส่วนใหญ่ขององค์กร เมื่อเราอยู่ในองค์กรที่ใหญ่ขึ้น แต่ที่มาเขียนบันทึกนี่เพราะนึกคำของท่านขึ้นในใจตอนที่เข้าประชุมกลุ่มงานในวันนี้เพื่อเคลียร์บทบาทหน้าที่กันใหม่เท่านั้น แล้วก็พบข้อเท็จจริงว่าเป็นเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นในกลุ่ม GO ที่มองอย่างไม่ไว้ใจ NGO ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เนื่องจากเมื่อให้เหตุและผลเชิงปัญญามาว่ากัน ก็จบลงได้อย่างลงตัว แม้จะเหนื่อยคิดว่าเกือบจะไม่ได้เดินเรื่อง “ไตรภาคีฯ” แบบ GO เสียแล้ว ทั้ง ๆ ที่เตรียมไว้ว่า ไม่ได้เดินแบบ GO ก็ยังจะเดินแบบ NGO ต่อไปครับ

     ผมชอบกลอนบทนี้ที่ คุณสิงห์ป่าสัก ไปทิ้งความเห็นแบบให้กำลังใจกับผมไว้ที่บันทึก “เมื่อต้องเผชิญลมพายุแห่งชีวิต (อีกครั้ง)” ขอนำมาฝากไว้ให้เป็นกำลังใจกับคนทำงานคนอื่น ๆ นะครับ

"ก้าวไปเถิด  เพื่อนยา  ผู้กล้าแกร่ง
จงก้าวไป  ด้วยแรง  แข็งขยัน
ทางข้างหน้า  แม้พงป่า  หรือผาชัน
จงฝ่าฟัน  จนกว่า  จะได้ชัย.."