ท่านอาจารย์ทรงฤทธิ์ โพนเงิน แห่งศูนย์แม่น้ำโขงศึกษา ตีพิมพ์เรื่อง "ฮุนเซน : จะรอน้ำใจจากเธอ...คงไม่มีวัน" เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2552 ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง
เรียนเสนอให้ท่านผู้อ่านติดตามเรื่องเพื่อนบ้าน รู้เขา-รู้เรา และถ้าท่านได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ ขอความกรุณาแวะไปเยี่ยมเยียนเว็บไซต์ "ศูนย์แม่น้ำโขงศึกษา (Mekong Study)" กันครับ
...
[ บทความคัดลอกจาก "ศูนย์แม่น้ำโขงศึกษา" ]
การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 15 มีสีสันขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อ ฮุน เซน ผู้ซึ่งอยากจะเป็นนายกรัฐมนตรีตลอดกาลของกัมพูชานั้น ได้ให้สัมภาษณ์ในเรื่องปัญหาขัดแย้งทางการเมืองภายในของไทยอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน โดยที่ไม่สนใจเลยว่าการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวนั้นจะส่งผลกระทบอย่างใดหรือ ไม่ต่อความสัมพันธ์กับรัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน ... โดยถ้ามองในสายตาของนักข่าว ก็ต้องขอขอบพระคุณเป็นภาษาเขมรว่า สม-ออ-กุน-เจริญนะ ฮุน เซน เพราะถ้าหากว่าไม่มีประเด็นเกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวแล้ว ก็เชื่อว่าในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ก็คงจะจืดชืดไปอย่างสิ้นเชิงเลยก็ว่าได้ ดูอย่างในประเด็นที่เกี่ยวกับการจัดตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมารับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนอาเซียนเป็นตัวอย่าง ทั้งๆที่เป็นประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ในอาเซียนแท้ๆ ... แต่การที่ผู้นำรัฐบาลจากลาว พม่า กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ หรือครึ่งหนึ่งของอาเซียนนั้นต่างไม่ยอมให้มีตัวแทนภาคประชาชนจากประเทศของตน ด้วยการไม่ยอมพบปะเจรจาด้วยนั้น แต่ก็กลับกลายเป็นเรื่องรองลงไป เมื่อมีประเด็นที่เกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์ของ ฮุน เซน ดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ในเมื่อสื่อมวลชน และกระแสสังคมต่างก็ได้ให้ความสำคัญกับการให้สัมภาษณ์ของ ฮุน เซน ดังกล่าวเป็นพิเศษ ... จึงนับเป็นสิ่งที่ไม่สามารถ ที่จะมองข้ามไปได้เพราะว่ามันเป็นประเด็นปัญหาที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสัมพันธ์และร่วมมือระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าหากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลายไม่รีบเร่งทำความเข้าใจกันให้ได้โดยเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม จะไม่ขอก้าวล่วงไปถึงปัญหาว่า ฮุน เซน ได้จุดประเด็น นี้ขึ้นมาด้วยตัวเองหรือว่ามีใครคนใดจากไทยที่ไปกระตุ้นให้ ฮุน เซน ต้องพูดในเรื่องนี้หรือไม่ ... แต่สิ่งที่น่าจะให้การอธิบายมากกว่าก็คือเราจะต้องไม่ลืมว่าความ สัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นมันไม่ดีเอาเสียเลยนับจากกลางปี 2551 เป็นต้นมาแล้ว ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าไทยกับกัมพูชานั้นขัดแย้งกันในเรื่องการเป็นมรดกโลกของ ปราสาทพระวิหารมาโดยตลอด ... และความขัดแย้งนั้นก็ได้ลุกลามไปสู่พื้นที่ที่ทับซ้อนในเขตปราสาทพระวิหารด้วยซึ่งก็เป็นเหตุทำให้เกิดการปะทะกันด้วยกำลังอาวุธมาแล้วสองครั้ง (ไม่นับรวมถึงการปะทะกันอย่างประปราย) ยิ่งไปกว่านั้น ก็มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่เราอาจจะลืมให้ความสำคัญไปก็เป็น ได้ นั่นก็คือว่า ปราสาทพระวิหารนี้ได้รับการรับรองจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกนับเป็นเวลากว่า 15 เดือนมาแล้ว ... แต่ทางฝ่ายกัมพูชานั้นก็ยังคงไม่สามารถที่จะแสวงหาผลประโยชน์อะไรจากปราสาทมรดกโลกแห่งนี้ได้เลย เพราะฉะนั้น มันก็เลยเป็นธรรมดาอยู่เองที่ฝ่ายกัมพูชาจะมองว่าไทยเรานั้น นอกจากจะไม่สนับสนุนส่งเสริมให้ปราสาทพระวิหารของเขาเป็นมรดกโลกแล้ว ... ไทยเรานี่ก็ยังได้ทำการเคลื่อนไหวไปในแนวทางของการขัดผลประโยชน์ที่เขาพึงจะได้รับจากการที่ปราสาทพระวิหารได้มีสถานะเป็นมรดกโลกอีกด้วย แน่นอนว่าถ้าหากมองในความสัมพันธ์แบบรัฐต่อรัฐแล้ว ก็ย่อมจะทำให้ ฮุน เซน และชาวเขมรส่วนใหญ่นั้นมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย ... นอกจากการมองว่าผู้ที่ไปขัดลาภของเขมรนั้น ก็คือรัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของไทยที่มีนามว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่นเอง เมื่อมาถึงจุดนี้ ถ้าหากว่าจะพิจารณาเปรียบเทียบกันระหว่างรัฐบาลไทยภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ กับ ทักษิณ ชินวัตร แล้วนั้น ... ชาวเขมรส่วนใหญ่ภาย ใต้การนำของ ฮุน เซน นั้นต่างก็ต้องมองว่า รัฐบาลไทยภายใต้ ทักษิณ นั้นย่อมดีกว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ อย่างมิต้องสงสัย ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่ารัฐบาลภายใต้ ทักษิณ นั้นได้ให้ผลประโยชน์อย่างมากมายแก่กัมพูชาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น ถนนหนทาง และระบบสาธารณูปโภคต่างๆนั้น ... ก็ยิ่งนับเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับความต้องการของรัฐบาล ฮุน เซน อย่างยิ่ง ซึ่งจะเห็นได้ว่าแตกต่างกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในเวลานี้อย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้น ถ้าหากมองในจุดนี้มันก็เลยไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดเลยที่คนอย่าง ฮุน เซน ผู้ซึ่งมีอำนาจสูงสุด ... และเป็นจริงในทางการเมืองกัมพูชานั้นจะได้ถวิลหาบรรยากาศแห่งความสัมพันธ์เมื่อวันวาน ด้วยการประกาศให้การสนับสนุน ทักษิณ อย่างเต็มตัว โดยไม่คำนึงว่าจะส่งผลให้เกิดอะไรขึ้นหรือไม่ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าในสายตาของ ฮุน เซน ในทุกวันนี้ ความสัมพันธ์กับรัฐบาลไทยภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ นั้นมันก็ไม่ดีอยู่แล้ว ซึ่งสามารถที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนจากการเจรจาในเรื่องข้อขัดแย้งที่เกี่ยวกับพื้นที่พิพาทในเขตปราสาทพระวิหารที่ไม่มีความคืบหน้าเลย ... มิหนำซ้ำยังมีการเพิ่มประเด็นปัญหาให้ยุ่งยากขึ้นอีกต่างหาก เช่นปัญหาเกี่ยวกับการเรียกชื่อปราสาทเจ้าปัญหาที่ไทยเสนอให้เพิ่มชื่อเรียกที่ว่า “ปราสาทพระวิหาร” นั้นเข้าไปด้วย ในขณะที่ทางฝ่ายกัมพูชาก็ยังคงยืนยันที่จะเรียกว่า Preah Vihear ต่อไป โดยไม่ยินยอมให้มีการเพิ่มชื่อเรียกตามที่ทางการไทยได้นำเสนอแต่อย่างใด ... โดยถ้าหากจะพูดอย่างตรงไปตรงมาสำหรับในช่วงเวลานี้ ก็คือไม่ว่าจะเคลื่อนไหวไปทางไหนในเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชานี้ก็เห็นจะต้องขัดแย้งกันไปในทุกเรื่องเลย ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้มันไม่ดีจริงๆ ซึ่งแน่นอนว่า สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดสภาพการณ์เช่นนี้ ก็คือความขัดแย้งทางการเมืองของไทยเราที่ยังหาจุดสิ้นสุดไม่ได้จนเท่าทุกวันนี้ ... และที่แย่ไปกว่านั้น ก็คือว่าในขณะที่ฝ่ายต่างๆ ในทางการเมืองของไทยเราเองก็ยังคงอยู่ในสภาพที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมหันหน้าเข้าหากัน แต่กลับได้พยายามที่จะดึงเอาคนนอกอย่าง ฮุน เซน เข้ามาร่วมวงด้วยเช่นนี้มันก็ยิ่งจะแย่กันไปใหญ่ ทั้งนี้ก็เพราะว่าสิ่งหนึ่งที่คนไทยเราจะต้องเรียนรู้ไว้นั้นก็คือว่าผู้ที่ต้องการจะเป็นนายกรัฐมนตรีเรื่อยไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่อย่าง ฮุน เซน นั้นแท้จริงแล้วไม่เคยมีความจริงใจให้กับใครเลย นอกจากครอบครัวของ ฮุน เซน เท่านั้น ... โดยกรณีที่ได้ผ่านการพิสูจน์มาแล้วนั้นก็คือการที่ ฮุน เซน ได้แข่งขันแย่งชิงอำนาจอย่างเอาเป็นเอาตายกับ เจ้านโรดม รณฤทธิ์ ถึงขนาดได้ทำสงครามกลางเมืองกันมาแล้วถึงสองครั้งสองครา ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงการซ้อมใหญ่การยึดอำนาจทางการเมืองในปี 1994 และมายึดอำนาจจริงๆในปี 1997 ที่มี ฮุน เซน เป็นผู้นำทั้งสิ้น ... ทั้งๆที่ ฮุน เซน นั้นได้เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเขมรในห้วงเวลานั้นว่า จะขอเป็นนายกรัฐมนตรีร่วมกับ เจ้ารณฤทธิ์ ไปจนกว่าประเทศชาติและชาวเขมรจะหลุดพ้นจากความยากจน แต่ในท้ายที่สุดการเป็นนายกรัฐมนตรีร่วมก็มาจบลงด้วยการยึดอำนาจโดย ฮุน เซน ในปี 1997 นั่นเอง และจนเท่าทุกวันนี้ เจ้ารณฤทธิ์ ก็ไม่มีโอกาสได้สัมผัสเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอีกเลย ... เพราะว่า ฮุน เซน จะขอผูกขาดเก้าอี้ตัวนี้ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ไปแล้ว มิหนำซ้ำยังได้เตรียมการต่างๆไว้ให้บุตรชายได้สืบทอดอำนาจต่อไปแล้วอีกด้วย!!! [ ขอขอบพระคุณ "ศูนย์แม่น้ำโขงศึกษา" ]
แล้วประชาชนอย่างเราควรทำอย่างไรครับ
คนไทยไม่ควรทำตัวเป็นศัตรูกับเพื่อนบ้านครับ... เราควรทำความเข้าใจ เรียนรู้ รู้เขา-รู้เรา // ส่วนการตอบโต้ในภาครัฐอาจเป็นเรื่องจำเป็น // เนื่องจากเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทย // ไทยไม่ควรแทรกแซงกิจการภายในประเทศอื่น ขณะเดียวกันก็ไม่ควรยอมให้ใครแทรกแซงกิจการภายใน // คนพาลจำนวนมากอยู่ในสังคมอำนาจ การไม่แสดงอะไรไปเลย อาจทำให้คนพาลได้ใจ...
เห็นด้วยกับคุณหมอ เืรื่องการจัดการกับคนพาล ถ้าเรายอมอยู่ตลอด คนพาลเหล่านั้นจะได้ใจ ประเทศไทยจะอยู่ได้ด้วยความสามัคคี ประโยชน์ของประชาชนคนไทยต้องมาก่อนนักการเมือง (นั่นคือความฝันของผมเอง)
ประโยชน์ของประเทศชาติคงจะเป็นความฝันของคนไทยส่วนใหญ่เช่นกันครับ... // เรื่องสำคัญ คือ ขอให้คนไทยเข้าใจชาวขแมร์ หรือกัมพูชาด้วยว่า ส่วนใหญ่ไม่อยากก่อสงคราม มีแต่คนส่วนน้อยเท่านั้นที่ชอบสงคราม โดยเฉพาะพวกนักการเมืองที่ตัวเองหาเสียงบนความทุกข์ของประชาชน // พระภิกษุ-สามเณรกัมพูชาหลายๆ รูปเข้ามาเล่าเรียนในไทย ได้บริจาคเลือดในไทยด้วย ผมเชื่อว่า ท่านคงไม่ได้อยากเป็นศัตรูกับคนไทยเช่นกัน...