ชีวิตคนเรามีขึ้นก็ย่อมมีลงเป็นธรรมดา เปรียบเสมือนเครื่องบิน ขณะกำลัง take off ไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เครื่องก็จะเผชิญกับความแปรปรวนของสภาพอากาศ (ทั้งความกด และลม) อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงระดับความสูงและอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกันกับขณะที่กำลังจะ landing เครื่องก็ วูบวาบ ยิ่งมีฝนตกอีกก็จะเสียวกันมากยิ่งขึ้น

แต่เมื่อเครื่องขึ้นไปแล้ว ประมาณ 30,000 ฟุต (บินเหนือเมฆ) ก็จะนิ่ง ทุกคนรู้สึกผ่อนคลาย แม้กระทั่งนักบินก็ปล่อยให้ระบบนำร่องทำงานไป มีเพียงพนักงานมาเสริฟอาหาร / เครื่องดื่ม ที่ลุกมาทำงานได้ จนกระทั่งถึงเวลาลงอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม หากทิศทางการบินเจอเข้ากับเมฆที่ก่อตัวในแนวตั้ง (cumulonimbus) เป็นรูปดอกเห็ดขนาดใหญ่ ถ้านักบินไม่เลี่ยงบินอ้อม หรือเปลี่ยนเพดานบินเพราะกลัวเปลืองน้ำมันแล้วละก็ จะเจอกับภาวะวูบวาบเช่นเดียวกัน (ตกหลุมอากาศนะเอง) สัญญาณให้รัดเข็มขัดก็ติดขึ้น ผมเคยเจอนักบินประกาศว่า เรากำลังเผชิญกับอากาศแปรปรวนขึ้นรุนแรง (ไปออสเตรเลีย อาหารไม่เสริฟ เพราะแอร์เดินไม่ได้) เป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายสำหรับตัวเองจนเข็ดกับการนั่งเครื่องบิน แต่มีเพื่อนที่ทำงานอยู่การบินไทยบอกว่า โอกาสที่เครื่องเจอสภาวะอากาศแปรปรวนแล้วตกมีน้อยมาก (เคยเห็นแต่ในหนังมีลูกเห็บซัดจนเครื่องยนต์ดับ) เครื่องมักจะมีสถิติการตกตอนขึ้น-ลง มากกว่า จากเหตุผลข้างต้น ผนวกกับทัศนวิสัยไม่ดี หรือวันดีคืนดีล้อไม่กาง (แหงละ)
แล้วเครื่องแพง ๆ ใครจะยอมให้ตกง่าย ๆ (ไม่แน่..บริษัทประกันก็ช่วยเจ้าของได้เยอะ) และเดี๋ยวนี้ เครื่อง low cost ก็ลำเล็ก ๆ (ความนิ่งต่างจากลำใหญ่ ๆ ...ก็เหมือนเรือ..ลำใหญ่ ๆ มักไม่โคลง )
ที่พูดมาเป็นความปอดส่วนตัวครับ ผมเพียงอยากเปรียบเทียบให้เห็นว่า ชีวิตคนเรานั้นระหว่างกำลังขึ้นหรือลงก็จะเจอกับอุปสรรคนานัปการ (ผู้มีอำนาจจะหนักหน่อย) แต่เมื่อขึ้นไปแล้วก็ติดลมบน มองไม่เห็นข้างล่าง หรือเห็นไม่ชัด เมื่อลงมาแล้วก็ไม่มีอะไรจะเสีย ยังไงก็อยู่ได้ เพราะเกิดมาไม่ได้เอาอะไรติดตัวมา
แวะมาเยี่ยมครับ
สวัสดีปีใหม่2553ส่งความสุขแด่คุณ khan
http://gotoknow.org/blog/kandanalike/323593