ความทันสมัยไม่น่าจะขึ้นอยู่กับหลักสูตร แต่น่าจะขึ้นอยู่กับความสามารถ ทัศนคติ อุดมการณ์ ความเอาใจใส่ของครู ที่มีต่อลูกศิษย์ ในการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยใจรักอย่างจริงจังต่างหาก

หลักสูตรเก่าที่ผมกล่าวถึงนี้ เป็นหลักสูตรเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว สำหรับคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป คงจะจำแบบเรียนภาษาไทย เรื่อง นกกางเขน และเด็กชายใหม่รักหมู่ได้นะครับ (http://gotoknow.org/blog/attawutc/310355) แต่ที่ผมจะกล่าวถึงนี้เป็นแบบเรียนหนังสือ “วิทยาศาสตร์เบื้องต้น ชั้นประถมปีที่ ๕” ของ นายสิงห์โต  ปุกหุต, นางเปรมจิตต์  สระวาสี และ นางชุลี  ชัยพิพัฒน์ หนังสือเล่มนี้เป็นมรดกตกทอดมาจากพ่อผมเองที่เป็นครูประชาบาลบ้านนอกสอนวิทยาศาสตร์ เมื่อประมาณ 40 กว่าปีที่แล้ว หนังสือยังคงความสมบูรณ์ทุกหน้า ยกเว้นหน้าปกที่ได้ขาดหายไปแล้วเท่านั้น

สมัยนั้นแบบเรียนวิทยาศาตร์ที่โรงเรียนประจำจังหวัดในตัวเมือง บังคับใช้ตอนผมอยู่ป . 5 ป. 6 เป็นแบบเรียนเชยๆ รูปประกอบก็เป็นภาพขาวดำ ผมโชคดีตรงที่มีพ่อเป็นครูสอนวิทยาศาตร์ ก็เลยมีตำราที่ไม่เหมือนกับชาวบ้านอ่านประกอบด้วย ทำให้ผมชอบวิชาวิทยาศาสตร์ไปโดยปริยาย พ่อบอกว่าเป็นหนังสือที่พ่อใช้สอนในโรงเรียนที่พ่อประจำอยู่ (โรงเรียนบ้านนาโป่ง สังกัดโรงเรียนประชาบาลในสมัยนั้น http://school.obec.go.th/napongloei/home.htm) ที่ผมชอบในตอนนั้นก็เพราะหนังสือเล่มนี้มีรูปภาพประกอบเป็นภาพสีสวยงาม เนื้อหาอ่านสนุก โดยเฉพาะเรื่องราวที่มาที่ไปของนักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โทมัส อัลวา เอดิสัน, กาลิโล , อคิมิดีส ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้และอยากที่จะเอาแบบอย่าง และที่สำคัญตอนนั้นเริ่มมีการเรียนแข่งกับเพื่อนร่วมห้องในวิชานี้ ผมก็ใช้หนังสือเล่มนี้อ้างอิงเนื้อหาที่แตกต่างจากเพื่อนที่ยึดตำราที่เขาบังคับใช้

วันนี้กลับมาอ่านในมุมมองของผู้ใหญ่ก็พบว่า เนื้อหายังมีความทันสมัยอยู่ แล้วยิ่งได้มาอ่านกิจกรรมท้ายบทเรียน ก็ทำให้พบว่าเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริม ทักษะ ลักษณะ และกระบวนการคิดเป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่ว่าเมื่อก่อนนั้นครูจะสอนด้วยวิธีการง่ายๆ ทื่อๆ คือ สอนให้จดบนกระดาน แล้วท่องไปสอบ ถ้าเมื่อก่อนครูมีความสนใจ ดูแลเอาใจใส่นักเรียน อย่างจริงจัง ผมคิดว่าผลที่ได้คงไม่แพ้ครูสมัยปัจจุบันเท่าใดนัก

สมัยนั้นวิชาที่ผมคิดว่าชอบและสนุกกับมันที่สุดเห็นที่จะเป็นวิชาวิทยาศาสตร์นี่แหละครับ อาจจะเป็นเพราะเราได้เล่น ได้ทดลอง ทำของเล่น ตามความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็กๆ บางครั้งผู้ใหญ่อาจจะไม่เข้าใจคิดว่าเราเป็นเด็กดื้อ เด็กซน เช่น เมื่อก่อนผมถูกห้ามไม่ให้เล่นดอกไม้ไฟ ดินปืน (บ้านผมเรียกว่า “มุ่ย”) เพราะกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ แต่ผมก็แอบทำ โดย เก็บเงินไปซื้อดินประสิว กำมะถัน ทีละขีด ส่วนถ่านก็ใช้ต้นสาบเสือแห้งมาเผา แล้วบดให้ละเอียด ดินประสิว กำมะถัน ก็เก็บเอาครกเก่าที่แตกและถูกทิ้งแล้วไปใช้ตำ ส่วนผสมก็คิดเอง ใส่ตามความพอใจ ทดลองจนถูกใจ ดินปืนที่ได้ก็นำไปทำบั้งไฟตามจินตนาการและความอยากรู้อยากเห็น อยากสนุก ผมคิดว่าถ้าผู้ใหญ่ให้ความสนใจส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้กับสิ่งเหล่านี้ ก็น่าจะทำให้เด็กเกิดความมั่นใจในการเรียนรู้มากขึ้น

 

เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ได้ให้นิยามของนักวิทยาศาสตร์ไว้ว่า “เป็นนักสังเกต นักคิด นักทดลอง และนักอ่าน มีความขยันอดทน ไม่ท้อถอยต่ออุปสรรคทั้งปวง” ผมจึงคิดว่าเนื้อหายังคงมีความทันสมัยอยู่เสมอ ลองมาดูตัวอย่างกิจกรรมที่หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวครับ

1.  จะทำอย่างไรจึงจะทราบว่า

  • ดอกไม้ดอกหนึ่งเป็นดอกชบา

  • ของเหลวถ้วยหนึ่งเป็นน้ำมะนาว

  • ใบไม้ใบหนึ่งเป็นใบข้าว

  • ในห้องข้างห้องเรียนมีคนนั่งอยู่ 3 คน

  • ของแข็งชิ้นหนึ่งลอยหรือจมน้ำ

2.  ให้นักเรียนช่วยกันหาดอกไม้ มากองรวมกัน แล้วหยิบดอกไม้ขึ้นมาหนึ่งดอก อธิบายให้เพื่อนฟังว่าตนเองสังเกตพบเห็นอะไร หรือรู้จักอะไรจากดอกไม้นั้นบบ้าง แล้วให้เพื่อนชี้แจงเพิ่มเติมว่าเห็นอะไรนอกจากนั้นอีก

3.  อภิปรายเรื่องต่อไปนี้

  • ผีมีจริงหรือไม่ ถ้าเพื่อนคนหนึ่งเป็นคนกลัวผี นักเรียนจะช่วยเหลือเพื่อผู้นี้ให้เข้าใจได้ถูกต้องอย่างไรบ้าง

  • ฟ้าแลบฟ้าร้อง และฟ้าผ่าเกิดจากอะไร

  • ราหูอมจันทร์

  • ทำไมผู้ใหญ่ห้ามมิให้เดินลอดใต้บันไดหรือลอดใต้ราวตากผ้า

  • รุ้งกินน้ำมีตัวตนหรือไม่

  

จะเห็นว่าแต่ละกิจกรรมเป็นเรื่องที่ต้องใช้ ทักษะ ลักษณะกระบวนการคิดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า การคิดด้วยเหตุและผลคิดลึก คิดกว้าง คิดไกล ฯลฯ  ทั้งหมดทั้งปวงที่ผมได้เล่าบันทึกมานี้น่าจะสรุปได้ว่า ความทันสมัยไม่น่าจะขึ้นอยู่กับหลักสูตร แต่น่าจะขึ้นอยู่กับความสามารถ ทัศนคติ อุดมการณ์ ความเอาใจใส่ของครู ที่มีต่อลูกศิษย์ ในการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยใจรักอย่างจริงจังต่างหาก