ต่อไปนี้เป็นปาฐกถาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในงานนักวิจัยใหม่พบเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ที่สะท้อนมุมมองของนักการเมืองต่อการวิจัย
พิธีเปิดการประชุม และปาฐกถานำ
เรื่อง นโยบายและยุทธศาสตร์ในการสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ
โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี
ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติให้มาเป็นประธานในการเปิดการประชุม “นักวิจัยรุ่นใหม่ พบ เมธีวิจัยอาวุโส สกว.” พร้อมทั้งได้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนนโยบายและยุทธศาสตร์ในการสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศในวันนี้
ก่อนอื่นผมขอเป็นกำลังใจและแสดงความชื่นชมต่อความตั้งใจของหลายๆ ท่านทั้งในส่วนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ในความพยายามที่จะยกระดับความเข้มแข็งทางวิชาการ และสร้างความมั่นคงก้าวหน้าในเรื่องการวิจัยของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ทุนสนับสนุนเพื่อส่งเสริมนักวิจัยให้มีโอกาสทำการวิจัยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างโอกาสให้นักวิจัยโดยเฉพาะนักวิจัยรุ่นใหม่สามารถที่จะก้าวไปสู่การเป็นนักวิจัยอาชีพ และเพื่อให้สังคมไทยได้ใช้องค์ความรู้จากการวิจัยเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ และสร้างศักยภาพจากความรู้และปัญญาในระยะยาว
การประชุมวันนี้เป็นกิจกรรมซึ่งผมทราบว่าได้ดำเนินการมาเกือบ 10 ปี และมีนักวิจัยหลากหลายสาขามาร่วมอยู่ ณ ที่นี้ ประมาณ 1,000 คน ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 วัน จะช่วยทำให้เกิดเครือข่ายของนักวิจัยคุณภาพ และนำไปสู่การแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถในการวิจัยของประเทศให้สูงขึ้น เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ผมอยากจะเรียนย้ำว่าความเชื่อโดยส่วนตัวของผมเองที่กล่าวมาโดยตลอดคือ ความเข้มแข็งของสังคมของประเทศขึ้นอยู่กับคุณภาพของคนเป็นหลัก และแม้ว่าเราพูดถึงคุณภาพของคนเราอาจจะมองไปที่ระบบการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาในระบบเป็นหลัก แต่ข้อเท็จจริงแล้วคุณลักษณะที่สำคัญที่สุดของคนที่จะเอื้อต่อการพัฒนาในยุคปัจจุบัน คือ การใฝ่รู้ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกซึ่งเป็นผลพวงมาจากเทคโนโลยี ความเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน เป็นเรื่องท้าทายว่าในแต่ละสังคมจะสามารถเรียนรู้ ปรับตัว เปลี่ยนแปลง และใช้ประโยชน์จากกระแสจากความผันผวนแปรปรวนในด้านต่างๆ ได้อย่างไร ซึ่งในที่สุดแล้วสิ่งสำคัญก็คือ การมีฐานที่มั่นคงในเรื่องขององค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ในสังคมนั้นๆ
ผมอยู่ต่อหน้าคน 1,000 คน ซึ่งอาจจะถือว่าเป็นมันสมองของประเทศ และพูดด้วยความห่วงใยว่าแม้สังคมเศรษฐกิจของเราจะมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง แต่จากการประเมินหลายๆ ด้าน ต้องยอมรับว่าสังคมของเรายังมีความอ่อนแออย่างมากในเรื่องของการเรียนรู้และองค์ความรู้ ผมทำงานในวงการการเมืองเกือบ 20 ปี และวันนี้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน หลายครั้งยังมีความรู้สึกหงุดหงิดว่าฐานข้อมูลที่จะใช้ตัดสินใจยังมีปัญหาอยู่ หลายครั้งเราต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดนี้และเห็นการทำงานของหลายภาคส่วนโดยขาดทั้งเรื่องข้อมูลและการใช้เหตุผล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สังคมของเราอ่อนแอ
ยกตัวอย่างการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมายังนินทากับรองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ว่าสังคมฐานความรู้ (Knowledge-based) การนำเสนอหลายเรื่องยังไม่ใช่ สังคมของเรายังเป็นสังคมฐานความเห็น (Opinion-based) ที่หนักว่านั้นบางครั้งเป็นสังคมฐานอารมณ์ (Emotion-based) ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก ถ้าหากจะใช้การจัดระบบความคิดและการสื่อสารเพื่อมุ่งไปสู่การทำความเข้าใจร่วมกัน โอกาสเหล่านี้มันหลุดลอยไปและทำให้สิ่งที่เป็นความปรารถนาของพวกเราทุกคนคือ อยากเห็นสังคมเจริญก้าวหน้า มีความสงบสุขและยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นได้ยาก สังคมที่ไม่สามารถเรียนรู้ร่วมกัน ไม่สามารถที่จะยอมรับการใช้เหตุผลที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน จะเป็นสังคมที่ปรองดองสมานฉันท์กันไม่ได้ ถ้าเป็นสังคมที่แต่ละคนต่างก็ถือข้อมูลของตัวเองและไม่พร้อมที่จะฟังข้อมูลของคนอื่น จะเป็นไปได้อย่างไรที่ความเป็นเอกภาพ ความปรองดองสมานฉันท์จะเกิดขึ้น ถ้าเป็นสังคมที่พร้อมจะตัดสินใจโดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ถึงหลักการ ข้อมูล และเหตุผลต่างๆ จะเป็นไปได้อย่างไรที่เราจะเป็นสังคมหรือเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ มีความมั่นคงหรือความยั่งยืน
ดังนั้นกระบวนการสร้างองค์ความรู้ หรือการต่อยอด รวมทั้งการเผยแพร่องค์ความรู้ กระบวนการที่สำคัญคือ การวิจัย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะกำหนดรากฐานของสังคมนี้ สิ่งที่เป็นสิ่งท้าทายพวกเราทุกคน ไม่ใช่แต่เพียงการที่ท่านทั้งหลายจะสามารถผลิตงานที่มีคุณภาพได้ แต่ทำอย่างไรว่าระบบของการเรียนรู้ของทั้งคนและสังคมสามารถดำเนินไปได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งกว้างกว่าคุณภาพของงานวิจัยชิ้นใดชิ้นหนึ่งหรือหลายชิ้นรวมกัน แต่เป็นกระบวนการที่จะต้องช่วยกันทำ ทั้งการปรับค่านิยมไปจนถึงการจัดวางระบบเพื่อเอื้อให้สังคมของเราก้าวไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้และสังคมฐานความรู้ให้ได้ในที่สุด
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าใน 3 วันต่อจากนี้ไป ท่านทั้งหลายซึ่งมีบทบาทสำคัญในด้านนี้จะได้ใช้ประโยชน์จากกิจกรรมที่ถูกกำหนดขึ้นในการประชุมครั้งนี้อย่างคุ้มค่า เก็บเกี่ยวประโยชน์ทั้งหลาย และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทั้งในเรื่องของอุปสรรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานวิจัย ไปจนถึงการช่วยกันตอบโจทย์ซึ่งใหญ่และกว้างกว่าก็คือปัญหาสังคมของเรา ผมมั่นใจว่าพลังของสติปัญญาซึ่งอยู่ในห้องนี้เพียงพอที่จะช่วยกันหาคำตอบในเรื่องนี้ได้ แต่ก็คงจะต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และที่สำคัญคือการช่วยกันผลักดันและขับเคลื่อน
ในส่วนของรัฐบาลซึ่งผมจะนำเสนอในเรื่องของนโยบายและยุทธศาสตร์ในการสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศหลักๆ 4 เรื่อง คือ
1. นโยบายในการสนับสนุนการวิจัยและการกำหนดพันธกิจของมหาวิทยาลัย
เมื่อมีการประเมินสภาพปัญหาของการวิจัยก็จะเหมือนกับปัญหาอื่นๆ ในสังคม เสียงบ่นที่เริ่มต้นก่อนคือ เงินน้อย เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่มักจะขอเป็นสิ่งแรก และยอมรับว่าในอดีตสัดส่วนของทรัพยากรด้านการวิจัยของภาครัฐและเอกชนมีไม่ถึงร้อยละ 0.3 ของรายได้ประชาชาติ ซึ่งถือว่าอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำ ขณะที่หลายประเทศมีการสนับสนุนด้านวิจัยถึงร้อยละ 5 หรือสูงกว่านั้น มากกว่าประเทศไทยหลายเท่า รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาข้อนี้และเดินหน้าที่จะแก้ไข
มาตรการหนึ่งที่รัฐกำลังดำเนินการ คือ การสนับสนุนโครงการมหาวิทยาลัยวิจัย ซึ่งใช้เงินจากปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง เรายังยืนยันตามที่รัฐบาลได้แถลงว่าจะต้องทำให้การลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนรวมกันแล้วต้องให้ได้ถึงร้อยละ 1 ของรายได้ประชาชาติ โดยจัดสรรเงินไว้ 12,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการวิจัย โดยมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้ทำบันทึกความเข้าใจกับมหาวิทยาลัยต่างๆ แล้ว ซึ่งเงินดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
- 9,000 ล้านบาท สำหรับการส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยที่มีความพร้อม จำนวน 10 แห่ง ก้าวขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ คือ สามารถทำงานวิจัยเชิงลึก สร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ได้มาตรฐานสากล และเป็นตัวแทนของประเทศในเวทีโลกได้
- 3,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในการปรับระดับความพร้อมด้านต่างๆ เช่น แนวทางการวิจัย การผลิตบัณฑิตและวิสัยทัศน์ให้สอดคล้องกับทิศทางเฉพาะกับพันธกิจหรือทิศทางเฉพาะของแต่ละแห่ง
ผมอยากเรียนย้ำว่าปัญหาของระบบอุดมศึกษาของเราในช่วงที่ผ่านมา คือ การขาดการจำแนกพันธกิจของแต่ละสถาบันให้ชัดเจน เรามีกรอบความคิดในอดีตว่าสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งเหมือนกันหมด จึงแย่งกันทำสิ่งเดียวกัน ปัญหาสุดท้ายคือเมื่อทรัพยากรมีจำกัด ทั้งเรื่องเงินและคน พยายามกระจายกันไป ในที่สุดก็ทำให้แต่ละแห่งขาดความเข้มแข็งในสิ่งที่ควรจะเป็น โดยอาศัยทุนหรือความเข้มแข็งดั้งเดิมที่ตัวเองมีอยู่ สภาพที่เราเห็นก็คือสถาบันต่างๆ อยากจะเป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ซึ่งกระทบต่อคุณภาพค่อนข้างอย่างรุนแรงในการขยายตัวลักษณะนี้ อาจจะมีค่านิยมอย่างหนึ่งคือการเรียกร้องเรื่องความเสมอภาคที่กลายเป็นอุปสรรค เพราะข้อเท็จจริงคือสังคมของเราเมื่อพูดถึงความเสมอภาค ก็ขยายความไปไกลว่าทุกอย่างจะต้องเท่าเทียมกันทั้งที่มีปัจจัยที่แตกต่างกัน
ประเด็นที่ผมอยากเน้นย้ำคือ การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 รัฐบาลต้องการที่จะให้การกำหนดพันธกิจของสถาบันอุดมศึกษาแต่ละกลุ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งการสนับสนุนจะแตกต่างกัน มหาวิทยาลัยที่ควรจะก้าวไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยก็ต้องได้รับการสนับสนุนด้านนี้อย่างชัดเจน มหาวิทยาลัยที่ควรจะทำหน้าที่ในการผลิตเป็นหลักก็ควรได้รับการสนับสนุนในอีกลักษณะหนึ่ง รวมถึงมหาวิทยาลัยที่ควรทำหน้าที่รับใช้ชุมชนหรือท้องถิ่นก็ได้รับการสนับสนุนในอีกแบบหนึ่ง
ถ้าเราสามารถยอมรับและทำสิ่งนี้ได้ ปัญหาเดิมๆ ที่ทำให้ผลงานวิจัยหลายอย่างกระจัดกระจายและขาดคุณภาพก็จะลดลงไป ซึ่งเมื่อมีแนวคิดที่ชัดเจนและกำหนดแนวทาง รวมทั้งการสนับสนุนงบประมาณดังที่กล่าวมาแล้ว หวังว่าปัญหานี้จะได้รับการแก้ไข
2. การกำหนดทิศทางการวิจัย การจัดสรรทุนวิจัย และการจัดการงานวิจัยของประเทศ
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่วิจารณ์กันมาก และผมเองมีความรู้สึกว่าบางครั้งไปกันสุดโต่งสุดขั้ว ด้านหนึ่งผมว่าหลายท่านคงได้ยินนักการเมืองหลายยุคบ่นว่างานวิจัยส่วนใหญ่เป็นไปตามความต้องการของนักวิจัย ไม่ใช่ความต้องการของสังคม จึงพยายามบอกว่าทิศทางการวิจัยต้องถูกกำหนดขึ้นเป็นยุทธศาสตร์ของชาติ ความคิดเช่นนี้ก็ถือว่ามีเหตุผล เพราะต้องยอมรับว่านอกเหนือจากทรัพยากรที่มีจำกัดซึ่งเป็นปัญหาแรกที่ทุกคนพูดถึง ความสำเร็จในการต่อยอด การเชื่อมต่อนำงานวิจัยไปใช้ก็จำกัดมาก และทำให้เกิดเสียงต่อว่าต่อขาน แต่ผมคิดว่าการสรุปว่าแนวทางการแก้ปัญหาต้องรวบอำนาจหรือกำหนดหัวข้อวิจัยก็ไม่ใช่ข้อสรุปที่ถูกต้อง อีกขั้วหนึ่งบอกว่าเป็นเรื่องของเสรีภาพทางวิชาการและความสร้างสรรค์ที่จะเกิดขึ้นจากสังคมวิชาการและนักวิจัยด้วยกัน แต่ก็ต้องเผชิญกับความรู้สึกของสังคมว่างานวิจัยต่างๆ ที่นำมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือสังคม เป็นเรื่องยากที่จะหาความพอดี
ผมคิดว่าการตอบโจทย์นี้ หัวใจอยู่ที่การเข้าใจและแยกแยะความหลากหลายทางด้านวิจัย ประเด็นแรกคือ ถ้าเป้าหมายคือการวิจัยเข้าไปสนับสนุนกระบวนการการพัฒนาของประเทศ ต้องยอมรับว่าการพัฒนาประเทศไม่ได้มีเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจหรือผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจ ประการที่สองคือ โดยสภาพของการสร้างและการนำองค์ความรู้ไปใช้มีหลายขั้นตอน ธรรมชาติของแต่ละขั้นตอนไม่เหมือนกัน และระบบการบริหารจัดการก็แตกต่างกัน รัฐบาลมองอย่างไรกับการหาทางแก้ไขปัญหานี้ อย่างแรกคือการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชนต้องมีการประสานงานกันมากขึ้น งานวิจัยต้องสามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจและเศรษฐกิจได้ ความจริงแล้วเอกชนควรเข้ามาลงทุน เพียงแต่อาจมีความเสี่ยงบ้าง จึงต้องจัดการกระจายความเสี่ยงโดยการเข้ามารวมกลุ่มกันโดยมีสถาบันเข้ามาสนับสนุน แต่ถ้างานวิจัยนั้นมีผลตอบแทนทางพาณิชย์จริงเอกชนก็ต้องกล้าเข้ามาลงทุน
ขณะนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์และกระทรวงศึกษาธิการได้รื้อฟื้นระบบที่ภาครัฐและเอกชนต้องทำงานประสานกัน เช่น กรอ. โดยยอมรับว่าแต่ละภาคส่วนก็มีจุดแข็งของตัวเอง ทิศทางของงานในลักษณะนี้สิ่งสำคัญคือ เอกชนต้องเป็นหลักและกำหนดทิศทางของการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรม ซึ่งจะนำไปสู่ลู่ทางธุรกิจได้ดีกว่าภาครัฐ แต่ถ้าเอกชนไม่อยู่ในฐานะที่จะรับความเสี่ยงตรงนั้น ภาครัฐก็ต้องเข้าไปมีบทบาทในการประสานงาน เพื่อรวบรวมงานวิจัยและก่อให้เกิดประโยชน์ในระดับอุตสาหกรรมและสามารถให้เงินสนับสนุนหรือแรงจูงใจได้ แต่ถ้าเป็นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของสังคมโดยตรง เช่น งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความมั่นคงของประเทศ รัฐก็ต้องเป็นผู้กำหนดโจทย์เอง กลไกของการกำหนดทิศทาง สร้างโจทย์หรือจัดสรรเงินต้องมีความหลากหลาย
สิ่งสำคัญถัดมาคือ ผู้ตั้งโจทย์หรือความต้องการอาจเป็นภาครัฐหรือเอกชน แต่คนที่มีความสามารถในการทำงานวิจัยก็อยู่ในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัยเป็นหลัก จุดอ่อนอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับระบบงานวิจัยของประเทศ คือ ขาดการเชื่อมต่อตรงนี้ แม้สัดส่วนเงินทุนในการวิจัยอาจน้อยเกินไป แต่หน่วยงานวิจัยของเรามีจำนวนเยอะมาก แต่จุดที่เชื่อมต่อหายาก ระบบกลไกสร้างแรงจูงใจให้คนที่มีโจทย์กับคนที่สามารถหาคำตอบของโจทย์นั้นได้คือสิ่งที่ขาด เพราะฉะนั้นสิ่งที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และกระทรวงศึกษาธิการพยายามหาข้อต่อตรงนี้เข้ามาให้มากที่สุด ระบบของการทำงานด้านวิจัยจะต้องเรียงลำดับการกำหนดโจทย์ที่เหมาะสม มาเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่จัดสรรทุนวิจัย และเปิดโอกาสให้คนทำงานด้านวิจัยแข่งขันในการเข้าถึงทุนนั้น อย่างไรก็ตามการกำหนดทิศทางและจัดสรรเงินนั้นไม่สามารถใช้กับงานวิจัยได้ทั้งหมด หัวใจสำคัญของระบบการวิจัยที่ดี คือ ความสามารถในการทำวิจัยพื้นฐานด้วยตัวเอง ซึ่งตรงกันข้ามกับคนในภาคธุรกิจเอกชนหรือภาครัฐ จึงต้องมีการสนับสนุนเงินทุนส่วนหนึ่งในภาควิชาการที่เป็นอิสระในการทำเรื่องนี้เอง
3. การสนับสนุนและการจัดการงานวิจัยทุกระดับ โดยเฉพาะงานวิจัยพื้นฐาน
งานวิจัยพื้นฐานเป็นเรื่องที่ต้องการการสนับสนุนมากเป็นพิเศษ มีงานหลายด้าน เช่น งานวิจัยด้านเทคโนโลยีซึ่งพอจะเห็นแนวโน้มว่าจะมีการกำหนดเป้าหมายเป็นการเฉพาะ อาทิ นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งการสนับสนุนภูมิปัญญาระดับท้องถิ่น ชุมชน และที่สำคัญคือแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหลายเรื่องที่สามารถจะนำมาพัฒนาในเชิงการวิจัย สามารถต่อยอดและเผยแพร่ไปสู่ระดับสากลได้ ทั้งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ ซึ่งจะเป็นฐานความเข้มแข็งที่เป็นเอกลักษณ์ของสังคมเราอย่างแท้จริง บางครั้งการลงทุนด้านนี้อาจจะดูสูงและเกี่ยวข้องกับคนจำนวนน้อย แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ และยืนยันว่าพร้อมที่จะสนับสนุนคนกลุ่มเล็กๆ ซึ่งจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับคนทั้งประเทศได้
4. การสร้างและพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ
น่าเป็นห่วงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไทยในด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ลดลงอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ดี เป็นโจทย์ใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการในการปฏิรูปการศึกษา ทั้งที่ความเป็นจริงจะเห็นว่าเด็กไทยไปคว้ารางวัลระดับโลกได้แต่ส่วนใหญ่ไม่ต่ำกว่าครึ่งมาจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์เพียงแห่งเดียว ถือเป็นความภาคภูมิใจที่ผมเสนอให้โรงเรียนนี้ออกจากระบบราชการเมื่อสิบปีที่แล้ว เพื่อให้มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการและรับการสนับสนุนเป็นพิเศษ ต้องยอมรับการลงทุนต่อหัวค่อนข้างสูงแต่คิดว่าคุ้มค่า ในระยะเวลา 10 ปี เด็กโรงเรียนนี้มีความโดดเด่นและมีความสามารถจริงๆ ขณะนี้รัฐบาลกำลังเดินหน้าขยายผลโรงเรียนวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นในเครือข่ายอีกหลายแห่ง นอกจากนี้ยังมีโครงการห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ซึ่งจะเชื่อมโยงกับสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งจะสนับสนุนเด็กที่มีศักยภาพสูงทางด้านวิทยาศาสตร์อย่างเต็มที่
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่วิจารณ์กันมาก และผมเองมีความรู้สึกว่าบางครั้งไปกันสุดโต่งสุดขั้ว ด้านหนึ่งผมว่าหลายท่านคงได้ยินนักการเมืองหลายยุคบ่นว่างานวิจัยส่วนใหญ่เป็นไปตามความต้องการของนักวิจัย ไม่ใช่ความต้องการของสังคม จึงพยายามบอกว่าทิศทางการวิจัยต้องถูกกำหนดขึ้นเป็นยุทธศาสตร์ของชาติ ความคิดเช่นนี้ก็ถือว่ามีเหตุผล เพราะต้องยอมรับว่านอกเหนือจากทรัพยากรที่มีจำกัดซึ่งเป็นปัญหาแรกที่ทุกคนพูดถึง ความสำเร็จในการต่อยอด การเชื่อมต่อนำงานวิจัยไปใช้ก็จำกัดมาก และทำให้เกิดเสียงต่อว่าต่อขาน แต่ผมคิดว่าการสรุปว่าแนวทางการแก้ปัญหาต้องรวบอำนาจหรือกำหนดหัวข้อวิจัยก็ไม่ใช่ข้อสรุปที่ถูกต้อง อีกขั้วหนึ่งบอกว่าเป็นเรื่องของเสรีภาพทางวิชาการและความสร้างสรรค์ที่จะเกิดขึ้นจากสังคมวิชาการและนักวิจัยด้วยกัน แต่ก็ต้องเผชิญกับความรู้สึกของสังคมว่างานวิจัยต่างๆ ที่นำมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือสังคม เป็นเรื่องยากที่จะหาความพอดี
ผมคิดว่าการตอบโจทย์นี้ หัวใจอยู่ที่การเข้าใจและแยกแยะความหลากหลายทางด้านวิจัย ประเด็นแรกคือ ถ้าเป้าหมายคือการวิจัยเข้าไปสนับสนุนกระบวนการการพัฒนาของประเทศ ต้องยอมรับว่าการพัฒนาประเทศไม่ได้มีเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจหรือผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจ ประการที่สองคือ โดยสภาพของการสร้างและการนำองค์ความรู้ไปใช้มีหลายขั้นตอน ธรรมชาติของแต่ละขั้นตอนไม่เหมือนกัน และระบบการบริหารจัดการก็แตกต่างกัน รัฐบาลมองอย่างไรกับการหาทางแก้ไขปัญหานี้ อย่างแรกคือการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชนต้องมีการประสานงานกันมากขึ้น งานวิจัยต้องสามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจและเศรษฐกิจได้ ความจริงแล้วเอกชนควรเข้ามาลงทุน เพียงแต่อาจมีความเสี่ยงบ้าง จึงต้องจัดการกระจายความเสี่ยงโดยการเข้ามารวมกลุ่มกันโดยมีสถาบันเข้ามาสนับสนุน แต่ถ้างานวิจัยนั้นมีผลตอบแทนทางพาณิชย์จริงเอกชนก็ต้องกล้าเข้ามาลงทุน
ขณะนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์และกระทรวงศึกษาธิการได้รื้อฟื้นระบบที่ภาครัฐและเอกชนต้องทำงานประสานกัน เช่น กรอ. โดยยอมรับว่าแต่ละภาคส่วนก็มีจุดแข็งของตัวเอง ทิศทางของงานในลักษณะนี้สิ่งสำคัญคือ เอกชนต้องเป็นหลักและกำหนดทิศทางของการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรม ซึ่งจะนำไปสู่ลู่ทางธุรกิจได้ดีกว่าภาครัฐ แต่ถ้าเอกชนไม่อยู่ในฐานะที่จะรับความเสี่ยงตรงนั้น ภาครัฐก็ต้องเข้าไปมีบทบาทในการประสานงาน เพื่อรวบรวมงานวิจัยและก่อให้เกิดประโยชน์ในระดับอุตสาหกรรมและสามารถให้เงินสนับสนุนหรือแรงจูงใจได้ แต่ถ้าเป็นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ของสังคมโดยตรง เช่น งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความมั่นคงของประเทศ รัฐก็ต้องเป็นผู้กำหนดโจทย์เอง กลไกของการกำหนดทิศทาง สร้างโจทย์หรือจัดสรรเงินต้องมีความหลากหลาย
สิ่งสำคัญถัดมาคือ ผู้ตั้งโจทย์หรือความต้องการอาจเป็นภาครัฐหรือเอกชน แต่คนที่มีความสามารถในการทำงานวิจัยก็อยู่ในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัยเป็นหลัก จุดอ่อนอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับระบบงานวิจัยของประเทศ คือ ขาดการเชื่อมต่อตรงนี้ แม้สัดส่วนเงินทุนในการวิจัยอาจน้อยเกินไป แต่หน่วยงานวิจัยของเรามีจำนวนเยอะมาก แต่จุดที่เชื่อมต่อหายาก ระบบกลไกสร้างแรงจูงใจให้คนที่มีโจทย์กับคนที่สามารถหาคำตอบของโจทย์นั้นได้คือสิ่งที่ขาด เพราะฉะนั้นสิ่งที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และกระทรวงศึกษาธิการพยายามหาข้อต่อตรงนี้เข้ามาให้มากที่สุด ระบบของการทำงานด้านวิจัยจะต้องเรียงลำดับการกำหนดโจทย์ที่เหมาะสม มาเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่จัดสรรทุนวิจัย และเปิดโอกาสให้คนทำงานด้านวิจัยแข่งขันในการเข้าถึงทุนนั้น อย่างไรก็ตามการกำหนดทิศทางและจัดสรรเงินนั้นไม่สามารถใช้กับงานวิจัยได้ทั้งหมด หัวใจสำคัญของระบบการวิจัยที่ดี คือ ความสามารถในการทำวิจัยพื้นฐานด้วยตัวเอง ซึ่งตรงกันข้ามกับคนในภาคธุรกิจเอกชนหรือภาครัฐ จึงต้องมีการสนับสนุนเงินทุนส่วนหนึ่งในภาควิชาการที่เป็นอิสระในการทำเรื่องนี้เอง
3. การสนับสนุนและการจัดการงานวิจัยทุกระดับ โดยเฉพาะงานวิจัยพื้นฐาน
งานวิจัยพื้นฐานเป็นเรื่องที่ต้องการการสนับสนุนมากเป็นพิเศษ มีงานหลายด้าน เช่น งานวิจัยด้านเทคโนโลยีซึ่งพอจะเห็นแนวโน้มว่าจะมีการกำหนดเป้าหมายเป็นการเฉพาะ อาทิ นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งการสนับสนุนภูมิปัญญาระดับท้องถิ่น ชุมชน และที่สำคัญคือแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหลายเรื่องที่สามารถจะนำมาพัฒนาในเชิงการวิจัย สามารถต่อยอดและเผยแพร่ไปสู่ระดับสากลได้ ทั้งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ ซึ่งจะเป็นฐานความเข้มแข็งที่เป็นเอกลักษณ์ของสังคมเราอย่างแท้จริง บางครั้งการลงทุนด้านนี้อาจจะดูสูงและเกี่ยวข้องกับคนจำนวนน้อย แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ และยืนยันว่าพร้อมที่จะสนับสนุนคนกลุ่มเล็กๆ ซึ่งจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับคนทั้งประเทศได้
4. การสร้างและพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ
น่าเป็นห่วงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไทยในด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ลดลงอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ดี เป็นโจทย์ใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการในการปฏิรูปการศึกษา ทั้งที่ความเป็นจริงจะเห็นว่าเด็กไทยไปคว้ารางวัลระดับโลกได้แต่ส่วนใหญ่ไม่ต่ำกว่าครึ่งมาจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์เพียงแห่งเดียว ถือเป็นความภาคภูมิใจที่ผมเสนอให้โรงเรียนนี้ออกจากระบบราชการเมื่อสิบปีที่แล้ว เพื่อให้มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการและรับการสนับสนุนเป็นพิเศษ ต้องยอมรับการลงทุนต่อหัวค่อนข้างสูงแต่คิดว่าคุ้มค่า ในระยะเวลา 10 ปี เด็กโรงเรียนนี้มีความโดดเด่นและมีความสามารถจริงๆ ขณะนี้รัฐบาลกำลังเดินหน้าขยายผลโรงเรียนวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นในเครือข่ายอีกหลายแห่ง นอกจากนี้ยังมีโครงการห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ซึ่งจะเชื่อมโยงกับสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งจะสนับสนุนเด็กที่มีศักยภาพสูงทางด้านวิทยาศาสตร์อย่างเต็มที่
ถัดมาคือเมื่อก้าวสู่ระดับมหาวิทยาลัย ก็มีความพยายามที่จะทำอย่างไรให้เกิดความสมดุลมากขึ้นในการผลิตบัณฑิตสายวิทยาศาสตร์ให้เทียบเท่ากับสายสังคมศาสตร์ ที่ผ่านมาสายวิทยาศาสตร์อยู่ในสัดส่วนร้อยละ 30 ซึ่งถือว่าน้อยไป จะพยายามปรับขึ้นมาให้ได้ร้อยละ 50 ผมก็พอใจแล้ว
ไม่เพียงเฉพาะจุดของระบบหรือการส่งเสริมการคัดเลือกเข้าสู่มหาวิทยาลัย แต่ยังมีปัญหาเรื่องแรงจูงใจว่าทำอย่างไรให้คนเก่งๆ ก้าวสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยที่ดี น่าเสียดายที่หลายคนไปเรียนหมอ เพราะค่านิยมของสังคมไทยสืบทอดกันมาว่าคนเก่งที่สุดต้องเรียนหมอ ผมอยากให้ไปทางด้านวิทยาศาสตร์ เน้นการวิจัยด้วย อาจต้องยอมรับว่าเมื่อเป็นหมอทำให้ไม่สามารถทุ่มเทให้กับการวิจัยได้เต็มที่ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายเพราะคนเหล่านั้นมีศักยภาพสูงมาก ถึงเวลาที่เราจะส่งเสริมให้คนเก่งๆ มีค่านิยมอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทาย เป็นปัญหาค่านิยมและอุปสรรค โจทย์ที่จะต้องตอบคือที่สุดเราต้องทำให้เขามองเห็นว่าการเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัย ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนทั้งจากสังคม จากการที่มีความมั่นคงและก้าวหน้าในอาชีพการงานด้วย จึงเป็นโจทย์ที่ใหญ่กว่าด้านการศึกษา ผมรู้จักคนไทยเก่งๆ หลายคนที่ทำงานวิจัยแล้วไม่อยู่เมืองไทยเพราะหลายอย่างไม่เอื้ออำนวย เรื่องนี้เป็นที่น่าเสียดายมากและเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ไขโดยต้องอาศัยแนวคิดจากท่านทั้งหลายที่จะบอกว่าอะไรบ้างจะทำให้เกิดความมั่นคง ความคุ้มค่ากับการที่ท่านทำ เพื่อเป็นแรงจูงใจสำหรับคนรุ่นต่อไป
ทั้ง 4 ข้อนี้เป็นความพยายามเข้ามาทำงานแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่มีอยู่ และมีส่วนทำให้การทำงานวิจัยของประเทศเป็นฐานความรู้ที่แข็งแกร่งมากขึ้น ภารกิจเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม จัดสรรลงไปในระบบที่สามารถทำให้เกิดความเป็นเอกภาพ มีประสิทธิภาพ การมีทิศทางของงานวิจัยและการใช้ประโยชน์ การสนับสนุนงานวิจัยพื้นฐานและการพัฒนากำลังคน ก็จะเป็นนโยบายและยุทธศาสตร์สำคัญที่รัฐบาลนี้จะดำเนินต่อไป
ขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งหนึ่ง และขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านในที่นี้ ซึ่งทราบว่าหลายคนทำงานด้วยความเหน็ดเหนื่อย และอยากให้สังคมได้คุณค่าของความเหน็ดเหนื่อยนี้ ผมขอเป็นกำลังใจให้และขออวยพรให้การดำเนินงานของ สกว. และการจัดงานครั้งนี้บรรลุผลสำเร็จตามเจตจำนงทุกประการ และประสบความสุข ความก้าวหน้า ความสำเร็จในงานของท่านต่อไป
บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดการประชุม “นักวิจัยรุ่นใหม่ พบ เมธีวิจัยอาวุโส สกว.” ขอให้ทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ ความสำเร็จตามที่พึงปรารถนาโดยทั่วกัน ขอบคุณครับ
ปาฐกถาแบบนี้ ผมใช้เป็นข้อมูลวิเคราะห์ว่าผู้บริหารประเทศเอาจริงหรือไม่ ผมไม่พบคำพูดที่แสดง commitment ที่บอก action ของฝ่ายการเมือง และนอกจากนั้น เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคา ๒๕๕๒ ที่นายกฯ กล่าวปาฐกถา เรารู้กันแล้วว่างบมหาวิทยาลัยวิจัยที่ประกาศกันโครมครามว่า ๑๒,๐๐๐ ล้านนั้น โดนตัดเหลือ ๕,๐๐๐ ล้าน และเจ้า ๕,๐๐๐ ล้านนั้น ก็ยังไม่เห็นรูปธรรมของการจัดการ
วิจารณ์ พานิช
๒๙ ต.ค. ๕๒
เรียนท่านอาจารย์ ที่เคารพ
กระผมเองก็ไม่อยากได้ยินเพียงแค่โปรยยาหอมเท่านั้น
คือปรารถนาอย่างจริงจังในการเอาจริงของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
เพื่อผลักดันงานวิจัยไทยให้ก้าวทันโลก...
การเฝ้ารอการสนับสนุนของคนที่เป็นรัฐ ... อาจจะต้องเฝ้ารอความเป็นรูปธรรมต่อไป
ขอบคุณครับ ;)