แนวทางการอ่าน เพื่อเตรียมเข้าสอบป้องกันบทนิพนธ์ รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยปทุมธานี

ตากับยายเป็นกำลังใจให้น่ะ

ไม่ต้องเครียด อ่านเข้าไป ตอบไม่ได้ไม่ต้องพูดมาก นึกถึงแต่ พ่อแก้วแม่แก้ว ไว้น่ะหลาน เออ  อย่าลืมกาแฟให้ท่านอาจารย์ สามเวลาหลังอาหารเลยน่ะ เอาไอ้ที่มันใส่นมสดด้วย มัน เรียก อะไรเต้ๆ นั้นแหละ แล้วจะว่าตากับยายไม่เตือนไม่ได้น่ะไอ้หลานรัก

 อ่านเตรียมไปพอสมควร ท่านอาจารย์น่ารักทุกท่าน ครับ ท่านอาจารย์ซักถามพอสมควร ท่านจะถามมากหรือน้อยก็ดูจากการทำวิจัย และเนื้อหาที่ทำมานำเสนอ อีกทั้งความมั้นใจของผู้นำเสนอด้วย ส่วนมากคำถามที่เจอกันมาก ก็คือ ทำไมคุณสนใจที่จะทำเรื่องนี้***ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบใด***ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างมาได้อย่างไร***ผลการทดสอบสมมุติฐานเป็นอย่างไร***ตัวเลขในค่าต่างๆ มีที่มาอย่างไร***เหล่านี้จะเป็นคำถามยอดนิยมที่ท่านอาจารย์ถามครับ**** เป็นกำลังใจให้ผู้ที่กำลังจะเข้าสอบครับ ส่วนคำถามด้านล่างนี้อ่านกันเหนียวไว้ก่อนครับ

                                                ภาพกระบวนการวิจัย จาก ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์

                   ต้องรีบอาบน้ำไปอ่านหนังสือแล้วเรา

 

เมื่อเลือกหัวข้อและกำหนดประเด็นต่างๆ ของการวิจัยตลอดจนแนวความคิดเชิงทฤษฎีที่จะใช้วิจัยแล้ว ผู้วิจัยจะทราบว่าต้องเก็บข้อมูลอะไรบ้างและจากแหล่งใด ขั้นตอนต่อไปของการวิจัยที่ต่อเนื่องกัน คือ การกำหนดประชากรเป้าหมายหรือที่มาของข้อมูลที่จะใช้ในการวิจัย

ในงานวิจัยด้าน สังคมศาสตร์ พบว่า ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มบุคคลจำนวนไม่มากนัก ทั้งๆที่ต้องการค้นหาคำตอบที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลเป้าหมายจำนวนมาก หรือต้องการทำความเข้าใจกับสภาพเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งอย่างลึกซึ้ง หรือแม้แต่ในบางครั้ง ผู้วิจัยคาดหวังที่จะนำผลการวิจัยดังกล่าวไปใช้ในการทำนายแนวโน้มต่างๆในสังคมนอกจากนั้นในบางครั้ง กิจกรรมดังกล่าวอาจนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์จากบุคคลกลุ่มต่างๆในสังคม

ประชากร (Population) 

หมายถึง กลุ่มของสิ่งมีชีวิต หรือสิ่งไม่มีชีวิตที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา ซึ่งสมาชิก แต่ละหน่วยของประชากรกลุ่มหนึ่ง ๆ จะมีลักษณะหรือคุณสมบัติบางอย่างร่วมกัน

การสุ่มตัวอย่าง 

หมายถึง การเลือกตัวอย่างขึ้นมาเป็นตัวแทนในการศึกษาโดยสมาชิกของกลุ่มตัวอย่างที่เลือกขึ้นมานั้นมีโอกาสได้รับการเลือกเท่าๆกัน หรือถูกเลือกขึ้นมา โดยปราศจากความลำเอียงเพื่อที่ค่าสถิติ (Statistic) ที่คำนวณได้จากกลุ่มตัวอย่างจะมีค่าใกล้เคียง หรือเกือบเท่าค่าพารามิเตอร์ (Parameter) ของประชากร ความหมายของคำว่า ใกล้เคียงหรือเกือบเท่า ในที่นี้หมายถึง อาจสูงกว่าหรือต่ำกว่าเล็กน้อย ถ้ากลุ่มตัวอย่างที่เลือกขึ้นมานั้นให้ค่าสถิติ เท่ากับค่าพารามิเตอร์ของประชากรพอดี กล่าวได้ว่า กลุ่มตัวอย่างนั้นเป็นตัวแทนที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิจัยต้องการมากที่สุด การที่กลุ่มตัวอย่างที่เลือกมานั้น จะเป็นตัวแทนที่ดีได้มากน้อยเพียงใดนั้น จะต้องอาศัยเทคนิคการสุ่มตัวอย่างที่เหมาะสม

กลุ่มตัวอย่าง(Sample) 

หมายถึง กลุ่มของสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประชากร ที่ผู้วิจัยสนใจ กลุ่มตัวอย่างที่ดี หมายถึง กลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะต่าง ๆ ที่สำคัญครบถ้วนเหมือนกับกลุ่มประชากร  การวิจัยโดยเฉพาะการวิจัยที่มีกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ จะมีความลำบากมาก และมีความเป็นไปได้น้อยในการที่จะรวบรวมข้อมูลจากทุก ๆ หน่วยของสมาชิกในกลุ่มประชากร จึงมีความจำเป็นที่ผู้วิจัยจะต้องทำการ คัดเลือกประชากรขึ้นมาเป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยที่ประชากรที่จะถูกคัดเลือกมาเป็นกลุ่มตัวอย่างเพื่อการศึกษา ต้องกลุ่มประชากรที่ผู้วิจัยสามารถขยายผลการศึกษาไปยังประชากรเป้าหมายได้ จึงควรมีลักษณะเหมือนกับประชากรเป้าหมายมากที่สุด

แบบแผนการสุ่มตัวอย่าง 

การสุ่มตัวอย่างชนิดที่ไม่ทราบค่าความน่าจะเป็น(Non-probability sampling)

การสุ่มตัวอย่างชนิดที่ทราบค่าความน่าจะเป็น(Probability Sampling)

การสุ่มตัวอย่างชนิดที่ไม่ทราบค่าความน่าจะเป็น  (Non-probability) 

การสุ่มแบบไม่คำนึงถึงว่ากลุ่มตัวอย่างที่ได้รับเลือกมานั้นจะมีความน่าจะเป็นหรือโอกาสที่จะได้รับเลือกมานั้นเป็นเท่าใด

การสุ่มตัวอย่างชนิดที่ไม่ทราบค่าความน่าจะเป็น  (Non-probability) 

1.การสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental Sampling)

2. การสุ่มตัวอย่างแบบโควต้า (Quota Sampling)

3. การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling)

4.การสุ่มตัวอย่างแบบลูกโซ่ (Snowball Sampling)

การสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental Sampling)  

เป็นการสุ่มจากสมาชิกของกลุ่มประชากรเป้าหมายเท่าที่จะหาได้ เช่น กลุ่มประชากรเป้าหมาย การใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของประชาชนในเขตอำเภอสามพราน ก็หมายถึงผู้วิจัยนำแบบสอบถามการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของประชาชนในเขตอำเภอสามพราน ไปแจกประชาชนในเขตอำเภอสามพรานในสถานที่ใดก็ได้ ณ จุดที่ผู้วิจัยยืนและประชาชนที่มีเวลาที่จะกรอกแบบสอบถามให้

การสุ่มตัวอย่างแบบโควต้า (Quota Sampling)  

เป็นกลุ่มตัวอย่างโดยจำแนกประชากรออกเป็นส่วน ๆ ตามระดับของตัวแปรที่จะรวบรวมหรือระดับตัวแปร ที่สนใจโดยสมาชิกที่อยู่แต่ละส่วน(ระดับ)จะมีลักษณะที่เหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน หลังจากนั้นเลือกสมาชิก แต่ละส่วน (ระดับ) ตามโควต้าที่กำหนดไว้โดยไม่มีการสุ่ม

การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 

เป็นการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ ดุลยพินิจของผู้วิจัยในการกำหนดสมาชิก ของกลุ่มประชากรที่จะมาเป็นสมาชิกในกลุ่มตัวอย่าง เช่น ผู้วิจัยต้องการศึกษาปัญหาของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครที่มีต่อสัญญาณการส่งรายการของไทยทีวีสีช่อง7 ผู้วิจัยอาจจะกำหนดกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยให้อยู่ในท้องที่ ที่มีปัญหาการส่งสัญญาณรายการของไทยทีวีสีช่อง7  

การสุ่มตัวอย่างแบบลูกโซ่ (Snowball Sampling)  

เป็นการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยอาศัยการแนะนำของหน่วยตัวอย่างที่ได้เก็บข้อมูลไปแล้ว เช่น ในการสุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยได้ทำการเก็บข้อมูล โดย นาย เอ. ที่มีคุณลักษณะตรงกับกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการศึกษา นักวิจัยได้เข้าไปเก็บข้อมูล จากนั้น นักวิจัยให้ นาย เอ. แนะนำเพื่อนหรือคนรู้จักหรือใครก็ตามที่นาย เอ. รู้จัก และมีคุณสมบัติ และลักษณะตรงกับที่นักวิจัยต้องการ แล้วจดชื่อพร้อมที่อยู่ที่ติดต่อได้ไว้ สมมติว่า นาย เอ. ได้แนะนำ นาย บี. และ นางสาว ซี. แล้วนักวิจัยก็ไปสัมภาษณ์เก็บข้อมูลจาก นาย บี. และ นางสาว ซี. แล้วนักวิจัยก็ให้ นาย บี. และนางสาว ซี. แนะนำเพื่อนหรือคนรู้จักที่มีลักษณะตรงกับที่นักวิจัยต้องการ นักวิจัยจดชื่อพร้อมที่อยู่ที่ติดต่อได้ไว้ แล้วผู้วิจัยไปตามสัมภาษณ์เก็บข้อมูลจากบุคคลที่ นาย บี. และ นางสาว ซี. ได้แนะนำไว้ ผู้วิจัยทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้กลุ่มตัวอย่างครบตามจำนวนที่ต้องการ  

 

 

การสุ่มตัวอย่างชนิดที่ทราบค่าความน่าจะเป็น (Probability Sampling) การสุ่มตัวอย่างที่คำนึงถึงความน่าจะเป็น หรือโอกาสของสมาชิกแต่ละหน่วยที่จะได้รับเลือก ซึ่งสมาชิกทุก ๆ หน่วยของกลุ่มประชากรจะมีความน่าจะเป็น หรือโอกาสที่จะได้รับเลือกคงที่ 

การสุ่มตัวอย่างชนิดที่ทราบค่าความน่าจะเป็น (Probability Sampling) 

1.การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random Sampling)

2. การสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ (Systematic Sampling)

3. การสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling)

4. การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Sampling)

5. การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multistage sampling)  

 
การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random Sampling) เป็น การสุ่มตัวอย่างโดยวิธีนี้สมาชิกของกลุ่มประชากรทุก ๆ หน่วยมีโอกาสเท่า ๆ กัน และเป็นอิสระต่อกันในการที่จะได้รับเลือกมาเป็นสมาชิกของกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย  

1. การจับสลาก

2. ตารางเลขสุ่ม

การสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ (Systematic Sampling)  วิธีนี้ใช้ในกรณีที่หน่วยตัวอย่างของกลุ่มประชากรจัดเรียงไว้เป็นอย่างเป็นระบบอยู่แล้ว เช่น รายชื่อของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งที่มีต่อการชมละครหลังข่าว 20.30 น ของไทยทีวีสีกองทัพบกช่อง7 วิธีการสุ่มแบบนี้ผู้วิจัยต้องรู้กรอบของประชากร (Population frame) ก่อนว่ามีจำนวนประชากรเท่าใดแล้วให้หมายเลขประชากร จากนั้นผู้วิจัยต้องกำหนดขนาด ของกลุ่มตัวอย่าง  

การสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) เป็นการสุ่มตัวอย่างโดยแบ่งประชากรที่จะศึกษาออกเป็นกลุ่มๆ (Cluster) แล้วเลือกมาเพียงบางกลุ่มโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบธรรมดาหรือแบบมีระบบก็ได้ แล้วก็เก็บข้อมูลจากบางหน่วยหรือทุกหน่วยของกลุ่มที่ถูกเลือกเป็นตัวอย่าง

เมื่อได้เลือกกลุ่มแล้ว จะเลือกเอากลุ่มตัวอย่างในกลุ่มนั้นทั้งหมดซึ่งแตกต่างจากการทำ stratify sampling

การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Sampling)แบ่งกลุ่มของประชากรออกเป็นชั้นย่อย ๆ (Strata) เสียก่อนบนพื้นฐานของระดับของตัวแปรที่สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตัวแปรตาม โดยมีหลักในการจัดแบ่งชั้นภูมิให้ภายในชั้นภูมิแต่ละชั้นมีความคล้ายคลึงกัน (Homogeneous) หรือมีลักษณะที่เหมือนกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ระหว่างชั้นภูมิให้มีความหลากหลาย (Heterogeneous) หรือมีความแตกต่างกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และหลังจากที่จัดแบ่งชั้นภูมิเรียบร้อยแล้วจึงสุ่มตัวอย่างจากแต่ละชั้นภูมิ

การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multistage sampling)  เป็นการสุ่มตัวอย่างที่ประกอบด้วยหลายขั้นตอน โดยเริ่มจากกลุ่มประชากร มาจนถึงขั้นของการเลือกสมาชิกเข้าสู่กลุ่มตัวอย่าง เทคนิคการสุ่มตัวอย่างที่ใช้ในแต่ละขั้นตอนนั้นอาจจะเหมือนกันหรือต่างกันก็ได้ แล้วแต่ ความเหมาะสม

การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multistage sampling  ใช้การสุ่มแบบ หลายขั้นตอนดังนี้ 
ขั้นที่ 1 ใช้การสุ่มแบบแบ่งเป็นชั้นภูมิผสมกับการสุ่มแบบกลุ่ม (Stratified cluster sampling) โดยการแบ่งจังหวัดทั้งหมดออกตามภาคภูมิศาสตร์แล้วสุ่มจังหวัดจากแต่ละภาคใน ขั้นนี้ภาคเป็นชั้นภูมิและจังหวัดเป็นกลุ่ม 
ขั้นที่ 2 ในแต่ละจังหวัด ใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิผสมผสานกับการสุ่มแบบกลุ่มโดยการแบ่งโรงเรียนในแต่ละจังหวัดเป็น 3 ชั้นภูมิ ตามขนาดของโรงเรียนคือ ใหญ่ กลาง เล็ก แล้วสุ่ม โรงเรียนมาจากแต่ละชั้นภูมิ ในขั้นนี้ตัวแปรที่ใช้ในการแบ่งเป็นชั้นภูมิคือ ขนาดของโรงเรียนและ โรงเรียนคือกลุ่มของนักเรียน 
ขั้นที่ 3 ในแต่ละโรงเรียนสุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี่ 3 โดยวิธีสุ่มแบบง่าย

 อ่านกันเหนียว

1.  การวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพมีจุดเน้นที่แตกต่างกันอย่างไร

      ตอบ การวิจัยเชิงคุณภาพ จุดมุ่งหมายของการวิจัยคือ ต้องการอธิบายสภาพการณ์หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด การวิจัยเชิงปริมาณ จุดมุ่งหมายของการวิจัยคือ สนใจในความสัมพันธ์ของเหตุและผลของสภาพการณ์

2.  การวิจัยแบบสำรวจ การวิจัยแบบสัมพันธ์ การวิจัยเชิงทดลองมีจุดมุ่งหมายเฉพาะต่างกันอย่างไร

      ตอบ การวิจัยแบบสำรวจ เป็นการศึกษาถึงลักษณะสภาพความเป็นอยู่ของเรื่องหรือปรากฏการณ์อันใดอันหนึ่ง เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริง

      การวิจัยแบบสัมพันธ์ เป็นการวิจัยที่มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ของตัวแปรของปรากฏการณ์และพฤติกรรมต่างๆ

การวิจัยเชิงทดลอง เป็นการวิจัยที่ศึกษาถึงความสัมพันธ์เชิง เหตุ - ผล ของตัวแปรของปรากฏการณ์ต่างๆ โดยมีการจัดกระทำกับตัวแปรที่เป็นเหตุ แล้วสังเกตผล

3.  การอนุมานกับการอุปมานคืออะไร ให้ยกตัวอย่าง

      ตอบ การอนุมานเป็นการสรุปผลโดยการพิจารณาจากส่วนใหญ่ไปหาส่วนย่อย  การอุปมาน เป็นการสรุปโดยการพิจารณาจากส่วนย่อยไปส่วนใหญ่

4.  วิธีการทางวิทยาศาสตร์และวิธีวิจัยเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร

      ตอบ วิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นวิธีการแสวงหาความรู้ที่ต้องมีการกำหนดปัญหา ตั้งสมมุติฐาน รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทดสอบสมมุติฐาน และสรุปผล วิธีการวิจัยก็เช่นเดียวกัน เพราะวิธีการวิจัยก็นำวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้

5.  ขั้นตอนการวิจัยที่สำคัญมีกี่ขั้น อะไรบ้าง ให้ยกตัวอย่าง

      ตอบ 10  ขั้น 1.กำหนดปัญหาของการวิจัย 2.อธิบายที่มาและความสำคัญของปัญหา 3.กำหนดวัตถุประสงค์ 4.ตั้งสมมุติฐาน 5.การทบทวนวรรณกรรม 6.กำหนดรูปแบบ 7.รวบรวมข้อมูล 8.จัดทำข้อมูล 9.วิเคราะห์ข้อมูล 10.ตีความจากผลการวิเคราะห์

6.  ปัญหาการวิจัยมีที่มาจากแหล่งใดบ้าง ให้ยกตัวอย่าง

      ตอบ ตัวผู้ทำการวิจัย, แนวความคิด, ชีวิตประจำวัน,ปัญหาเชิงปฏิบัติ,งานวิจัยในอดีต

7.  ปัญหาการวิจัยที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร ให้ยกตัวอย่าง

      ตอบ เกณฑ์ภายนอก เช่น ความแปลกใหม่, ความสำคัญต่อสาขาวิชา, การให้ความสนับสนุน    เกณฑ์ส่วนบุคคล เช่น ความสนใจ คุณสมบัติของผู้วิจัย,การลงทุน

8.  ตัวแปรคืออะไร แบ่งออกเป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง ให้ยกตัวอย่าง

 

งง งง งง งง งง งง งง งง งง

 

 

      ตอบ ตัวแปรคือคุณลักษณะหรือเงื่อนไขของกลุ่มคน หรือสิ่งที่ต้องการศึกษา ซึ่งสามารถแปรค่าได้ โดยสามารถแบ่งประเภทได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่นำไปใช้วัด ดังนี้

•  แบ่งตามความสามารถในการจัดกระทำตัวแปรของผู้วิจัย แบ่งได้ 2 ประเภท คือ

•  ตัวแปรตามกายภาพ คือตัวแปรที่มีลักษณะตามธรรมชาติอยู่แล้ว เช่น เพศ อายุ ศาสนา เป็นต้น

•  ตัวแปรจัดกระทำ คือตัวแปรที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมาเองให้มีคุณลักษณะตามที่สนใจจะศึกษาแล้วศึกษาผลที่เกิดจากตัวแปรนั้น มักเรียกตัวแปรแบบนี้อีกอย่างว่า สิ่งทดลอง เช่น การทดลองสอน 2 แบบ ได้แก่วิธีสอนแบบบรรยายกับวิธีสอนแบบทดลอง เพื่อศึกษาว่าวิธีการสอนแบบใดที่สามารถทำให้นักเรียนมีทักษะทางวิทยาศาสตร์สูงกว่ากัน เป็นต้น

•  แบ่งตามความสัมพันธ์ของตัวแปร

•  ตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้น เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อตัวแปรอื่น เช่น “ เจตคติของนักเรียนต่อวิชาวิทยาศาสตร์ ระหว่างนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบบรรยายกับการสอนแบบทดลอง ” ตัวแปรอิสระคือวิธีสอน

•  ตัวแปรตาม เป็นตัวแปรผลที่เกิดจากตัวแปรอิสระ เช่น “ การเปรียบเทียบความสนใจทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนระหว่างการเรียนจากวิดีทัศน์กับการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ” ตัวแปรอิสระคือรูปแบบการเรียน ส่วนตัวแปรตามคือความสนใจทางการเรียน

9.  ตัวแปรต้นและตัวแปรตามคืออะไร มีหน้าที่ในการวิจัยอย่างไร ให้ยกตัวอย่าง

   ตอบ ตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้น เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อตัวแปรอื่น เช่น “ เจตคติของนักเรียนต่อวิชาวิทยาศาสตร์ ระหว่างนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบบรรยายกับการสอนแบบทดลอง ” ตัวแปรอิสระคือวิธีสอน

ตัวแปรตาม เป็นตัวแปรผลที่เกิดจากตัวแปรอิสระ เช่น “ การเปรียบเทียบความสนใจทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนระหว่างการเรียนจากวิดีทัศน์กับการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ” ตัวแปรอิสระคือรูปแบบการเรียน ส่วนตัวแปรตามคือความสนใจทางการเรียน

10.  การควบคุมตัวแปรทำได้กี่แบบ อะไรบ้าง ให้ยกตัวอย่าง

      ตอบ 4 วิธี  1.จัดกระทำแบบสุ่ม 2.นำตัวแปรควบคุม มาเป็นตัวแปรอิสระ 3.ทำให้ตัวแปรควบคุมคงที่  4.ปรับค่าทางสถิติ

11.  ตัวแปรที่เป็น concept กับ construct แตกต่างกันอย่างไร นำมาใช้ในลักษณะใด ให้ยกตัวอย่าง

      ตอบ ตัวแปรที่เป็น concept หมายถึงตัวแปรที่แสดงความหมายในลักษณะที่คนทั่วไปรู้จัก รับรู้ได้ตรงกัน มักได้แก่ตัวแปรที่เป็นรูปธรรม ยกตัวอย่างเช่น เพศ อายุ ความสูง เป็นต้น

ท่านอาจารย์ครับภาระกิจในการปกป้องประเทศชาติมีมาก เมตตาพวกผมด้วยน่ะครับ

 

ส่วนตัวแปรที่เป็น construct หมายถึงตัวแปรที่แสดงความหมายในลักษณะเฉพาะตัวบุคคล มักเป็นตัวแปรที่เป็นนามธรรม ยกตัวอย่างเช่น ทัศนคติ ความเป็นผู้นำ แรงจูงใจ เป็นต้น ซึ่งตัวแปรแบบนี้สังเกตโดยตรงไม่ได้ ต้องอาศัยเครื่องมือบางอย่างในการวัด

12.  วัตถุประสงค์การวิจัยเขียนอย่างไร เขียนให้ประกอบอะไรบ้าง ให้ยกตัวอย่าง

      ตอบ  ให้มีความสอดคล้องกันกับหัวข้อเรื่อง และสืบเนื่องกับสิ่งที่ได้กล่าวไว้ในความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ข้อแรกอาจเป็นข้อหลัก ข้อสองและข้อสามเป็นวัตถุประสงค์รองลงมา แต่ที่สำคัญทุกข้อควรจะต้องสืบเนื่องมาจากขอบข่ายของปัญหาในหัวข้อวิจัยนี้

13.  สมมุติฐานคืออะไร มีกี่ประเภทอะไรบ้าง ให้ยกตัวอย่าง

      ตอบ  ข้อความที่เสนอคำตอบที่คาดคิดว่าน่าจะเป็นสำหรับปัญหาการวิจัยที่กำหนดศึกษา

มี2 ประเภท  1.สมมุติฐานที่เน้นการตอบปัญหาโดยไม่ต้องมีการทดสอบทางสถิติ  2.สมมุติฐานที่เน้นการตอบปัญหาโดยการทดสอบทางสถิติ

14.  การตั้งสมมุติฐานการวิจัยมีกี่วิธี สมมุติฐานเขียนอย่างไร เขียนให้ประกอบด้วยอะไรบ้าง

      ตอบ •  สมมุติฐานในการวิจัย

• สมมุติฐานทางสถิติ

โดยการเขียนสมมุติฐานการวิจัยควรคำนึงถึง

• มีความชัดเจน เฉพาะเจาะจง

• สมมุติฐานที่ตั้งขึ้นต้องเป็นสิ่งที่ทดสอบได้

• ควรตั้งให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน

• ภาษาที่ใช้ในการตั้งสมมุติฐานควรเป็นคำพูดที่ง่ายๆ

ควรเขียนให้ประกอบไปด้วย

• ตัวแปรที่ต้องการศึกษา

• ประชากรที่ต้องการศึกษา

• ทิศทางการวิจัย

15.  สมมุติฐานแบบมีทิศทางและแบบไม่มีทิศทางหมายถึงอะไร ใช้ ประโยชน์ในการวิจัยอย่างไร

      ตอบ สมมุติฐานแบบมีทิศทาง ใช้ในกรณีที่ผู้วิจัยมีความคิดค่อนข้างเฉพาะเจาะจงและมีทิศทางที่แน่ชัดว่าไปในแนวใด การทดสอบสมมุติฐานในการวิจัยแบบนี้จึงเป็นการทดสอบสมมุติฐานแบบทางเดียว

สมมุติฐานแบบไม่มีทิศทาง ใช้ในกรณีที่ผู้วิจัยไม่มีแนวความคิดล่วงหน้าเลยว่าทิศทางควรไปแนวใด การทดสอบสมมุติฐานในการวิจัยแบบนี้จึงเป็นการทดสอบสมมุติฐานแบบสองทาง

16.  สมมุติฐานของการวิจัยได้มาจากแหล่งใดบ้าง ให้ยกตัวอย่าง

      ตอบ จากความรู้ของผู้วิจัย, จากประสบการณ์, จากการใช้หลักการและเหตุผล, จากทฤษฎี

17.  การออกแบบการวิจัยมีการควบคุมตัวแปรกี่แบบ อะไรบ้าง

      ตอบ มี 4 แบบ ดังนี้

• การสุ่ม

• การเพิ่มตัวแปร

• การใช้เครื่องจักรกลหรือทางกายภาพ

• การใช้เทคนิคทางสถิติ

18.  ความเที่ยงตรงภายในและความเที่ยงตรงภายนอกของการวิจัยคืออะไร  ให้ยกตัวอย่าง

      ตอบ ความเที่ยงตรงภายใน หมายถึงผลการวิจัยที่ความผันแปรอันเกิดขึ้นกับตัวแปรตามซึ่งวัดได้เป็นผลมาจากตัวแปรอิสระ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ความตรงภายในแปรผกผันกับความคลาดเคลื่อนในการวัด

ความเที่ยงตรงภายนอก หมายถึงผลการวิจัยซึ่งวิเคราะห์ผลจากกลุ่มตัวอย่าง สามารถสรุปอ้างอิงไปสู่กลุ่มประชากรเป้าหมายได้อย่างถูกต้อง นั่นหมายถึงการคัดเลือกหรือการสุ่มกลุ่มตัวอย่างมีความเป็นตัวแทนของกลุ่มประชากรเป้าหมายที่ต้องการสรุปอ้างอิงไปถึง
 

19.  แบบแผนการวิจัยที่สำคัญมีแบบอะไรบ้าง ให้ยกตัวอย่าง

ตอบ 1. การวางแผนการวิจัย 
2. การดำเนินงานการวิจัยตามแผน 
3. การรายงานผลการวิจัย

20.  ประชากร และกลุ่มตัวอย่างคืออะไร

      ตอบ ประชากรคือ ชุดทีสมบูรณ์ของค่าต่าง ๆ ที่ได้จากการวัดหรือการนับจากสิ่งของสิ่งของหรือปรากฏการณ์ทั้งหมดที่มีลักษณะต่าง ๆเหมือนกัน กลุ่มตัวอย่างคือ ส่วนหนึ่งของประชากรที่เลือกมาทำการศึกษาวิจัย

อ่านเข้าใจแล้วสบายใจจัง

 

21.  การกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างทำได้กี่วิธี อะไรบ้าง

      ตอบ  2  วิธี  1.การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยการคำนวณจากสูตร  2.การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยการเทียบจากตารางสำเร็จรูป

22.  วิธีสุ่มตัวอย่างมีกี่วิธี อะไรบ้าง

      ตอบ  2  วิธี  1.การสุ่มตัวอย่างแบบไม่เกี่ยวข้องกับโอกาสทางสถิติ 2.การสุ่มตัวอย่างที่เป็นไปตามโอกาสทางสถิติ

23.  การสุ่มโดยใช้ความน่าจะเป็นกับไม่ใช้ความน่าจะเป็นเกี่ยวข้องกับ ระดับความเชื่อมั่นของการวิจัยอย่างไร

      ตอบ การสุ่มโดยใช้ความน่าจะเป็นเป็นการเลือกตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของประชากร โดยยึดหลักว่าทุกหน่วยของประชากรมีโอกาสที่จะได้รับการถูกเลือกมาเป็นตัวอย่างเท่าๆ กัน ส่วนการสุ่มโดยไม่ใช้ความน่าจะเป็นเป็นการเลือกโดยไม่คำนึงถึงโอกาสเท่าเทียมกันในการถูกเลือกในแต่ละหน่วยของประชากร เป็นวิธีการเลือกโดยยึดความสะดวกและความเหมาะสม ผลเสียของการเลือกแบบนี้คือไม่ได้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของประชากรเหมือนกับการสุ่มโดยใช้ความน่าจะเป็น ฉะนั้นจึงส่งผลถึงระดับความเชื่อมั่นของการวิจัยด้วย โดยการสุ่มโดยใช้ความน่าจะเป็นจะมีระดับความเชื่อมั่นสูงกว่าการสุ่มโดยไม่ใช้ความน่าจะเป็น

24.  ข้อมูลในการวิจัยแบ่งออกได้เป็นกี่ระดับ อะไรบ้าง

      ตอบ แบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ ตามลักษณะที่มาของข้อมูล คือ

      • ข้อมูลปฐมภูมิ ผู้วิจัยเก็บข้อมูลมาจากแหล่งข้อมูลโดยตรง

      • ข้อมูลทุติยภูมิ เป็นข้อมูลที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลไว้แล้วอย่างเป็นระบบ และมีการเผยแพร่ในลักษณะของเอกสาร บทความ ตำรา เป็นต้น

25.  มาตราในการวัดข้อมูลมีกี่แบบ อะไรบ้าง

      ตอบ มี 4 แบบ ดังนี้

      • มาตรานามบัญญัติ

      • มาตราอันดับ

      • มาตราอันตรภาค

      • มาตราช่วง

26.  เครื่องมือในการวิจัยมีกี่ประเภท อะไรบ้าง

      ตอบ มี 5 ประเภท ดังนี้

      • แบบทดสอบ นิยมใช้ในการวิจัยปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน

      • การสังเกต ใช้วิธีการสังเกต โดยไม่ให้ผู้ถูกสังเกตรู้ตัว

      • การสัมภาษณ์ ใช้วิธีการสนทนา ซักถามกับบุคคลที่เราต้องการข้อมูลโดยตรง

      • แบบสอบถาม จะเป็นเครื่องมือที่ประกอบไปด้วยชุดของคำถาม

      • แบบวัด ใช้เพื่อการประเมินผล

27.  การสร้างความเชื่อมั่นและความเที่ยงตรงของเครื่องมือการวิจัยทำได้อย่างไร อะไรบ้าง

      ตอบ ทำได้ 5 วิธี ดังนี้

      • แบบสอบซ้ำ

      • แบบแบ่งครึ่ง

      • แบบการหาค่าความคงที่ภายใน KR 20

      • แบบการหาค่าความคงที่ภายใน KR 21

      • แบบการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า

28.  สถิติพื้นฐานกับสถิติอ้างอิงคืออะไร ใช้ประโยชน์ในการวิจัยอย่างไร

      ตอบ สถิติวิเคราะห์เพื่อแสดงความหมายทั่วไปของข้อมูลทำให้เห็นภาพรวมของข้อมูลและใช้เป็นพื้นฐานในการคำนวณสถิติชั้นสูง สถิติอ้างอิงหรือ สถิติสำหรับการทดสอบสมมติฐาน คือ สถิติที่ใช้สำหรับการวิเคราะห์เพื่อทดสอบสมมติฐานว่าเป็นจริงตามที่กำหนดไว้หรือไม่

29.  ค่าพารามิเตอร์กับค่าสถิติคืออะไร เกี่ยวข้องกันอย่างไร

      ตอบ 29. ค่าพารามิเตอร์กับค่าสถิติคืออะไร เกี่ยวข้องกันอย่างไร

เป็นสถิติที่ศึกษาข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง แล้วนำผลสรุปที่ได้จากลุ่มตัวอย่างสรุปอ้างอิงไปยังลักษณะโดยรวมของประชากรหรือค่าสถิติที่ได้จากกลุ่มตัวอย่าง แล้วสรุปค่าที่ได้ไปยังค่าพารามิเตอร์ของประชากร การได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นตัวแทนประชากร โดยสถิติอ้างอิงจะเกี่ยวกับการประมาณค่าและการทดสอบสมมุติฐาน

30.  การทดสอบสมมุติฐานมีขั้นตอนอย่างไร

      ตอบ  5  ขั้นตอน 1.ตั้งสมมุติฐาน 2.ตั้งสมมุติฐานสำรอง 3.กำหนดระดับนัยสำคัญ 4.ทำการเลือกแบบทดสอบสถิติให้เหมาะสมกับข้อมูล 5.สรุปตีความผลจาการวิเคราะห์

31.  ความคลาดเคลื่อนของการทดสอบมีกี่แบบอะไรบ้าง

      ตอบ มี 2 แบบ ดังนี้

      • ความคลาดเคลื่อนของการทดสอบแบบสุ่ม

      • ความคลาดเคลื่อนของการทดสอบแบบมีระบบ