ไม่ได้เขียนมานาน เพราะยุ่งกับการเขียนปริญญานิพนธ์ และทำงานวิจัย แต่จริงๆ แล้วมันไม่มีเรื่องอะไรมาสะกิดใจให้แลกเปลี่ยน
พอดีได้อ่านข่าวรายงานการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับ “การโกง” จาก Los Angelis Times เขาจั่วหัวข่าวว่า “เด็กที่ทุจริตในโรงเรียนมัธยมมีแนวโน้มจะทุจริตภาษี โกหกลูกค้าและคู่ครอง หรือหลีกเลี่ยงบิดเบือนความจริง”
สรุปรายงานนี้สั้นๆ คือ เด็กทุกวันนี้เห็นว่าการโกงเป็นเรื่องปกติ โดยมีสัดส่วนเป็นห้าเท่าของผู้ใหญ่ที่คิดว่าการโกงเป็นเรื่องปกติ ลองคิดดูว่าถ้ามีคนศีลธรรมบิดเบือนเพิ่มขึ้นห้าเท่าในสภาฯ วงการธุรกิจ จะเกิดอะไรขึ้น?
เด็กยอมรับว่าจะเลือกทุจริต ถ้าผลของการทุจริตจะนำไปสู่ความสำเร็จ
แต่เด็กรุ่นใหม่ก็มีแนวโน้มในทางบวกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปิดกว้างทางวัฒนธรรมและสิทธิทางเพศ
นักวิชาการคาดคะเนว่าตัวอย่างแย่ๆ จากผู้ใหญ่ในรัฐบาลน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งของการสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำทุจริต และนักการศึกษาก็โทษการสอบแบบเดิมพันสูง (high-stake testing) น่าจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กโกงกันมากขึ้น

ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตุทั้งสองประการนะครับ ทั้งที่อเมริกาและในบ้านเรานั้น นักการเมืองโกหกกันน่าตาเฉย เอาข้อมูลที่ไม่มีมูลมาใส่ร้ายป้ายสีกัน ความสำเร็จวัดกันด้วยเงินมากกว่าความซื่อสัตย์
ส่วนเรื่องข้อสอบนั้น บ้านเราก็ไม่แพ้กันเลยครับ เด็กเครียดกันก็เพราะการสอบ
ต้องเข้าใจนะครับว่าการสอบนั้นเป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ วิธีของการทดสอบความสามารถผู้เรียน และการสอบแบบเดิมพันสูงโดยเฉพาะแบบปรนัย (multiple choice) นั้น ได้รับความนิยมสูงก็เพราะลงทุนต่ำและสามารถรองรับจำนวนผู้สอบได้มาก เพราะสามารถยัดกระดาษคำตอบเข้าเครื่องตรวจได้เลย ต่างกับการทดสอบประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการสอบข้อเขียน การสอบภาคปฏิบัติ เพราะการสอบแบบนี้เปลืองต้องเปลืองคนตรวจข้อสอบ เปลืองอุปกรณ์ และใช้เวลานาน
ถ้ายืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง การสอบแบบเดิมพันสูงก็ยังคงต้องมีอยู่ต่อไป แต่ต้องสร้างมาตรฐานให้ได้ ส่วนในการสอบในกลุ่มนักเรียนหรือนักศึกษาที่มีจำนวนจำกัด ก็ต้องหาวิธีการวัดผลอื่นๆ มาใช้ และต้องทำทั้งระบบ ทั้งหลักสูตร ให้ความสำคัญกับการวัดผลเชิงคุณภาพ และเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น
ผมคิดว่าปัญหานี้จะแก้ปัญหาแรกได้ด้วยในระยะยาวนะครับ เพราะการทดสอบนักเรียนในเชิงคุณภาพนั้นสร้างระบบคิดที่ดีให้กับผู้เรียน สามารถวิเคราะห์ และมีวิจารณญาณในการบริโภคสื่อ นั้นหมายความว่าเห็นคนโกหกได้ดี ก็ไม่ลุ่มหลงไปกับความดีปลอมๆ แบบนั้น เห็นคนทำเรื่องไร้ศีลธรรมก็รู้ว่าไม่ดี
เห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร เชิญละเลงได้เลยครับ ...
ภาพประกอบโดย dullhunk
อยากให้ผู้เกี่ยวข้องและมีหน้าที่รับผิดชอบ
ให้ความจริงใจและเห็นความสำคัญในการพัฒนาการศึุกษา
เพื่อพัฒนาคนให้มีความรู้คู่คุณธรรม
จะได้มาช่วยกันพัฒนาประเทศชาติ
(พิมพ์ใกล้เสร็จก็ได้ยินเสียงแว่วๆ มาว่า ตื่นๆ ตื่นจากความฝันเสียที 555++)
@ครูแป๋ม สมัยผมเรียนก็เป็นแบบนั้นครับครูแป๋ม ตอนนี้เปลี่ยนไปมากแค่ไหนผมก็ไม่ทราบ ตอนนี้ a-net o-net เขายังใช้อยู่หรือเปล่า และเขาเอาผลการเรียนมาประกอบด้วยหรือไม่อันนี้ผมก็ไม่รู้ จริงๆ แล้วโมเดลนี้ดีนะครับ แต่ต้องมีการวัดมาตรฐานโรงเรียน และมหาวิทยาลัยเองก็ต้องเป็นกลาง แต่ถึงที่สุดแล้วผมว่าตัวผู้เรียนสำคัญกว่าที่เรียนครับ บางคนเรียนที่ดีๆ ก็ไม่ใ่ช่ว่าจะประสบความสำเร็จ บางคนเรียนโรงเรียนปานกลางก็อาจจะไปได้ไกลกว่า
@ อาจารย์ขจิต
สวัสดีครับ ผมประเภทเป็นๆ หายๆ ครับ :D
สบายดีทุกประการ หวังว่าอาจารย์ก็สบายดี แฮปปี้กับการสอนนะครับ
ปัญหาเรื่องการทดสอบนี่ ผมเห็นด้วยครับ ใจนึงก็คิดว่าเราแก้จากการที่เราเป็นผู้สอนได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้านโยบายการวัดผลไม่เปลี่ยน ครูที่พยายามจะวัดผลแบบทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคนิค project-based learning, child-centered learning หรืออะไรต่างๆ นานานั้น ก็จะต้องรับภาระหนักขึ้น และเงินเดือนก็ไม่ได้เพิ่ม
ก็หวังแต่ว่าโรงเรียนทางเลือกที่กำลังเริ่มวางรากฐานในเมืองไทย น่าจะเป็นกำลังหนึ่งให้ผู้ใหญ่บ้านเราได้เห็นความสำคัญของการเรียนรู้เพื่อชีวิต มากกว่าการเรียนรู้เพื่อกาข้อสอบนะครับ
@คุณ Phu
ไม่ฝันครับ ๆ ผมว่าอีกไม่กี่ปีก็จะถึงรุ่นพวกเราแล้ว ถ้าเราเิริ่มผลักดันในระดับหน่วยงาน ระดับสถาบันได้ ก็สามารถจะเป็นองค์กรตัวอย่างได้ ว่าไหมครับ
รับรองว่าคุณ Phu ยังตื่นอยู่แน่นอน :)
เห็นภาพประกอบแล้ว หัวเราะก๊ากดัง ๆ ทั้งแม่และลูก
:P
ลูกแนะว่าต้องเปลี่ยนเป็น "solve the equation(x)"