“ชายขอบ” หายไปไหน เป็นรอยความเห็นที่หลาย ๆ ท่านได้ทิ้งกันไว้ในหลาย ๆ บันทึก ทุกครั้งที่อ่านเจอ รู้สึกมีคุณค่าและเป็นกำลังใจยิ่งสำหรับคนตัวเล็ก ๆ ดำ ๆ อย่าง “ชายขอบ” นามของผมนี้มีที่มาที่ไปเพื่อให้นึกถึงกำพืดตนเอง และให้นึกถึง “คนชายขอบ” ของสังคมอีกหลายร้อย หลายพัน หลายหมื่น หรืออาจจะอีกหลายแสน แม้แต่เป็นล้านก็ได้ หากได้ใช้ประเด็นต่างกันมาจับว่า “คนชายขอบ” เป็นเยี่ยงใด คนชายขอบในความหมายของผมคือ ขอบ ๆ ริม ๆ ของโอกาสต่าง ๆ ตามสิทธิที่พึงมีพึงได้ ในความทัดเทียมกัน หาใช่เพื่อความเท่ากันไม่ ฉะนั้นหากเมื่อคนชายขอบคนใดสามารถหลุดเข้าไปได้แล้วในบางสถานการณ์ของโอกาส คนชายขอบคนนั้นน่าจะเข้าใจและช่วยกันดึงให้คนชายขอบอื่น ๆ ได้มีพื้นที่สำหรับยืนบ้างในโอกาสนั้น ๆ หากเมื่อได้ช่วยกันดึงแล้ว วันหนึ่งความเท่าเทียมกันจะไม่ใช่สิ่งที่ร้องหาอีกต่อไป เน้นย้ำว่าความพยายามสู่ความ “เท่าเทียม” กันนั้นมีความเป็นไปได้จริง ไม่ใช่การเสวงหาความ “เท่ากัน” ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย
ความพยายามดังข้างต้นใช่ว่าจะปูด้วยพรมอย่างดี แล้วโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ผู้คนมากหน้าหลายตาที่สามารถเข้าไปยืนในพื้นที่แห่งโอกาสนั้นได้แล้ว ย่อมรู้สึกอึดอัด รู้สึกเหมือนถูกเบียดแย่ง หรืออาจจะมองผู้มาใหม่แบบแปลกแยก แถมผู้มาใหม่ก็ได้หาพินอบพิเทา เอาใจ ผู้อยู่เก่าไม่ หรือไม่แม้จะสนใจให้เกินค่าความเป็นคนด้วยกัน แต่กลับส่งสายตามองไปยังพี่ ๆ น้อง ๆ คนชายขอบ พร้อม ๆ กับยื่นมือ ยื่นรยางค์ออกไปให้จับฉวย ออกแรงดึงเพื่อรั้งให้เข้ามาบ้างให้ได้ เพื่ออะไรก็หวังเพื่อจะได้ช่วยกันยื่นรยางค์ที่ตนมีออกไปอีกบ้าง ไม่ช้าไม่นาน “คนชายขอบ” ก็จะได้มีพื้นที่ยืนขึ้นบ้างในสังคมแห่งโอกาส แต่ก็มีมากมายเช่นกันที่เมื่อยึดที่ยืนได้แล้ว ก็กลัวจะถูกผลักออกไป และได้เลือกที่จะไม่ทำตามที่ควรจะได้ทำในฐานะความจริงแห่งตัวตนว่าเป็นคนชายขอบมาก่อน
พื้นที่แห่งโอกาสมักจะมีลมพัดหวนพอที่จะเย็นตัว สบายใจ นาน ๆ ครั้งก็มีบ้างเหมือนกันที่ก่อตัวขึ้นเป็นพายุพัดหมุนดูดเอาคนชายขอบที่หลุดลอดเข้ามา เพื่อจะพาไปทิ้งยังที่เก่าที่เราเคยอยู่ แต่หลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมาไม่สำเร็จ ดูดไปได้ หมุนวนให้พอเวียนหัว ก็กลับมาวางที่เดิมอีกเสมอ ครั้งนี้พายุเริ่มก่อตัวมาเนิ่นนาน ลูกเล็ก ๆ สลายไป แต่ไม่ไปไหนกลับรวมกันเป็นลูกใหญ่ และยิ่งใหญ่ขึ้น ดีนะที่รับรู้อยู่ตลอดเวลา จึงได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์อยู่ได้เสมอ หากแต่ลูกใหญ่ในวันพรุ่ง จะเป็นลูกเดียวที่ไม่ทราบแน่ชัดว่าจะพัดเอาแรงขนาดไหน ตอนนี้ก็พร้อมแล้วที่จะทำตัวลู่ลมไป ให้พัดผ่าน แต่จะไม่ยอมสลายตัวตนตามลมพายุแห่งชีวิต ธรรมชาติสอนให้ต้นไม้ริดตนเองเมื่อต้องเผชิญ สิ่งที่ยังต้องคงอยู่คือต้นและราก หากเมื่อพายุลมสงบ ฟ้าใส ค่อย ๆ ผลิใบแตกยอดต่อไป วันพรุ่งจึงต้องผ่านให้ได้ เพื่อแตกยอดผลิใบต่อไป
รากครับ ดินครับ พรุ่งนี้จงช่วยกันอย่างเข้มแข็งเพื่อพยุงต้นไว้ให้ได้นะครับ หากแต่อยากขอโทษใบและกิ่งที่ต้องสลัดทิ้ง เพื่อทำตัวให้ลู่ลม แต่จะทิ้งเมื่อประเมินแล้วว่าจำเป็น สัญญาว่าจะต้านไม่ตาม เพราะเชื่อว่าลมพายุเขาก็ต้องทำตามหน้าที่เขาที่เป็นหน้าที่ชีวิตของพายุ จะทำไงได้ ต่างคนต่างทำหน้าที่ในมุมมองต่อหน้าที่ที่แตกต่างกัน และสัญญาว่าทันทีที่ลมพายุชีวิตสงบแล้ว จะเร่งแตกยอดผลิใบใหม่ให้ทันการณ์ ขอโทษนะ! หากจะต้องทำร้ายกันบ้าง ก็เพื่อป่าแห่งโอกาสจะได้สมบูรณ์ต่อไป ขอให้เชื่อกัน ไว้ใจกัน
ต้องผ่านไปจนได้เหมือนที่เคย ๆ ผ่าน ยอมรับว่าลมพายุแห่งชีวิตในครั้งนี้สาหัสนัก แต่จะไม่ผ่านได้อย่างไร ในเมื่อผ่านมาได้ตลอด และครั้งนี้มีต้นทุนแห่งโอกาสสะสมอยู่มากทีเดียว ความดีที่ทำให้ผืนป่าเขียวชอุ่มมาตลอดคงช่วยหนุนนำให้ผ่านไปได้ในวันรุ่ง...ดังเช่นวันวานที่ผ่านมา ไตรภาคีฯ ต้องเดินหน้า เพราะพิสูจน์แล้วว่า ชุมชนจะพัฒนาสุขภาพกันเองได้อย่างยั่งยืน ด้วยพื้นที่แห่งโอกาสของเราเอง
ขอบคุณ...ในกำลังใจที่ตนมีให้ตน..เสมอ..
พายุไม่เคยอยู่กับเรานาน
แสงสว่าง...ก็ใช่จะสว่าง...ตลอด
ความมืดก็ยังคือความมืด...
ชีวิตก็คือชีวิต...
แม้บางอย่าง...สูญสลาย..
หากแต่ตำนาน...อุดมการณ์..ยังกึกก้องให้..."คน"...รับรู้
คือกำลังใจ...ที่ไม่มีน้อยลง...
ให้คน..มนุษย์...และชีวิต
เพื่อเดินต่อ...บนเส้นทาง...แห่งความดีที่มุ่งมั่น...
เป็นกำลังใจให้ด้วยคนค่ะ ไม่ว่าเรื่องอะไร คุณชายขอบยังมีลมหายใจและจิตวิญญาณ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังมี”โอกาส” ไม่เหมือนคนแสนดีบางคนเช่น คุณครูจูหลิง ผู้ซึ่งไม่มีใครสามารถสร้าง”โอกาส” ให้เธอได้ทำสิ่งที่เธอมุ่งหวังเพื่อสังคมและบ้านเมืองอีกแล้ว นอกจากปาฎิหารย์เท่านั้น
ขอบคุณ Dr.Ka-poom ที่แวะเวียนเข้ามาเติมเต็มให้เสมอ ทั้งในวงวิชาการ การเรียนรู้ และจิตวิญญาณ
ขอบคุณสำหรับพี่โอ๋ครับ ยอมรับเหตุการณ์ของ "คุณครูจูหลิง" ทำให้ผมเขียนบันทึกไม่ออก ขาดพลัง เพราะมองว่าทำไมนะคนเราไม่เลือกให้แรงใจกันตั้งแต่ตอนไม่เกิดความร้ายแรงขึ้น สังคมจะได้สงบสุข "คุณครูจูหลิง" น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญ เหมือนหลาย ๆ ท่านที่ประสบเคราะห์กรรมในเหตุการณ์ความไม่สงบสำหรับการปรองดองในสังคมนี้
สำหรับ "คุณครูจูหลิง" ทางทีมงานเครือข่ายไตรภาคีฯ กำลังคิดกันและตัดสินใจว่าจะต้องทำอะไรร่วมกันเพื่อให้กำลังใจ ขอภารกิจการประชุมเพื่อรวมพลคนพิการ เป็น สภาคนพิการทุกประเภทจังหวัดพัทลุง ผ่านไปได้ในวันที่ 30 พ.ค.49 นี้ ก็จะลงมือครับ ที่ต้องรอไปอีกนิดเพราะหน้าที่ชีวิตครับ ต้องทำตรงนี้ก่อน คนพิการอีกหลายท่านกำลังรอให้เกิดเวทีเพื่อสภาคนพิการทุกประเภทขึ้น เป็นการกำหนดแผนไว้ล่วงหน้า และต้องเตรียมในหลาย ๆ ส่วนทีเดียว
ผมคอยแต่ให้แรงใจไปยัง "คุณครูจูหลิง" และคณะผู้ดูแล ผ่านบันทึกที่คนอื่นเขียน บอกตรง ๆ ว่าเขียนไม่ออกเลยครับ เศร้าเสียจนไม่คิดว่ามีขึ้นได้ในโลกนี้สำหรับเหตุการณ์เช่นนี้ เชื่อว่าความดีที่คุณครูทำไว้ อีกทั้งพลังภาวนาของเราทุกคน จะต้องส่งผลเป็นปาฏิหารย์ให้เกิดกับ "คุณครูจูหลิง" ครับ เชื่อเช่นนั้นครับ
ตามมาส่งกำลังใจให้ค่ะ “ที่นี่”
10.00 น. ผมกำลังเดินเข้าไปในพายุที่ว่า (ห้องประชุม) แต่ก็รู้สึกสบายใจจากกำลังใจที่ได้รับ ขอบคุณทุกท่านครับ แน่นอนจะเดินกลับออกมาอย่างสวยสดงดงาม ด้วยปัญญาเท่าที่มีอยู่
เป็นกำลังใจให้อีกคนครับ
ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ
"ก้าวไปเถิด เพื่อนยา ผู้กล้าแกร่ง
จงก้าวไป ด้วยแรง แข็งขยัน
ทางข้างหน้า แม้พงป่า หรือผาชัน
จงฝ่าฟัน จนกว่า จะได้ชัย.."
ผมจำกลอนบทนี้จนขึ้นใจมาเกือบ 20 ปี เพื่อนครูอาสาท่านหนึ่งเขียนติดไว้บนกระดานดำ ไม่รู้ว่าใครแต่ง แต่เมื่อได้นึกทวน..ทำให้มีกำลังใจ ขอมอบไว้เป็นกำลังใจสำหรับคุณชายขอบและคนชายขอบทุกๆ ท่านต่อไปนะครับ
นิ่ง เย็นยะเยียบ
ไม่เปิดเผย ซ่อนเร้น
นอนบนกองฟืน ชิมดีสัตว์
พายุ ลมฝนสงบ ธัญพืชผลิใบ
พี่ขจิต ผู้พร้อมไปด้วยมิตภาพ
ขอบคุณพี่มากครับ สำหรับกำลังใจที่มีให้ไม่เสื่อมคลาย
พี่เม่ย
ตามไปอ่านบันทึกที่พี่เขียนและมอบให้ แล้วตั้งแต่ตอนนั้น ขอบคุณพี่สาวที่แสนดีมากครับ
พี่ธวัช และ คุณแวะมา
ขอบคุณครับ
พี่ธวัช และ คุณแวะมา
ขอบคุณครับ
คุณสิงห์ป่าสัก… ผมได้นำกลอนนี้ไปใช้แล้วนะครับ ขอบคุณมากสำหรับสิ่งดี ๆ ที่มีให้เสมอ ขอบคุณในจิตไมตรีที่มีเสมอ
แม้ว่าจะพบอุปสรรค..แต่ มั่นใจว่า คนชายขอบ และคุณชายขอบ จะยังคงความดี คิดดี ทำดี ต่อไป เหมือนชาถ้วยนี้ แม้จะชงจากร้านเล็กๆ ดู "บ้านๆ" แต่รส "ไม่ธรรมดา" เลย
ปิติเกษมค่ะที่ได้อ่าน.. มาด้วยรักนัก
บัวกนกผลิบานวิมานสรวง หอมดั่งดวงทิพยชาติประดับสวรรค์ กนกพงศ์ ฝากนามเป็นนิรันดร์ แห่งหุบฝันฝนโปรยไพรในใจดวง เป็นตำนานเลือดโนราห์คนปักษ์ใต้ เป็นดั่งสายธาราแห่งเขาหลวง เป็นไม้งามไม้ไพรกุดั่นดวง ประดับสรวงฝากมาลาคำย้ำนิรันดร์ นิทราให้สนิทสถิตทอด ดาวโอบกอดเดือนเห่กล่อมนะจอมขวัญ ให้พรายแสงศรีกวีรักจักสืบทอดชั่วกัปป์กัลป์ ดั่งรอยธรรมรอยทองแห่งผองชน อวยพรให้แผ่นดินเรายังคงอยู่ ให้ร่มรัตน์ฉัตรคู่เคียงเวหน ให้สายน้ำรักนิรันดร์จากดินเดียวกันเกื้อกมล หวังชีพชนม์คนไทใจคงทอง… โปรยพิกุลหอมหอมดวงดอกไม้หวาน เหนือสายธารหุบเขาหลวงพร้อมลอยล่อง วิญญาณกวีแก้วรัตนโกสินทร์สู่แดนฝันอันเรืองรอง โลกแซ่ซร้องสดุดี..เป็นที่รัก…แห่งผืนดิน..!
บทกวีบทบนนั้นได้รจนาพลีไว้แด่คนดี..กวีแก้ว แห่งผืนดินแม่ค่ะคนดี เลือกมาเพียงเสี้ยวนึงค่ะ อ่านแล้วลบออกนะ …………… ส่วนเรื่องล่างนี้ยาวจัดค่ะ ทนอ่านนิ๊ดนะ ธรณีกรรแสง แล้ว.. เธอ…ก็กลับมา กับวันที่…ฟ้าทอแดดสวย กับสายลมระรวยระริน แห่งวันเริ่มต้นวสันตฤดู กับพายุพร่างพาสายฝนมาผสานผสมกับกลิ่นกายเธอ ที่ราวกับแม่ดวงดอกไม้ไพรอันแสนสวยใสฉ่ำเย็น.. ผม….ยืนนิ่งงันฝันงามเงียบ รอเธอ อยู่ณ..ที่ตรงนี้ ที่กระท่อมริมทะเลฝัน ที่เคยเป็นดั่งฉากรักนิรันดร์ อันแสนดายเดียวเหว่ว้า เฉกเช่นอดีตรักลับลาแรมร้างพรากจากแห่งสองเรา ที่ซ่อนซุกสุขซึ้งเหงาเปลี่ยว ในเงาใจกันและกันมานานวัน มานานปี มาจนถึงวันนี้นาทีนี้ 15 ปีเข้าไปแล้วที่รอคอย และ… ที่เธอเคยรจนาบทกวีบทหนึ่ง อย่างแสนซึ้งใจเอาไว้ว่า กระท่อมไพรบนเนินผาท้าสรวงสวรรค์ มีทะเลฝันตรงหน้าให้คว้าไขว่ มีดาวสวยทรายขาวหาดยาวไกล มีน้ำใจมีความรักมีดวงตะวัน…. ยามเช้านอนดูดวงดอกไม้มาทายทัก หวังยอดรักคืนอ้อมใจในอ้อมฝัน ลมทะเลเห่ครวญรำพึงรำพัน ดุจสวรรค์บนดินถิ่นรักเรา รอเรือหาปลาลำน้อยค่อยคืนฝั่ง ฝากใจหวังพรานทะเลคงไม่เหงา ใครบางคนเฝ้ารอมานานเนา คืนว่างเปล่าเขากลับมาหาเสียที ใจดายเดียวดูตะวันผันเรี่ยน้ำ ฟ้าสีครามงามดั่งทองอาบแสงสี จุดตะเกียงเขียนกลอนฝันมอบวันดี กระท่อมไพรนี้มีใจภักดิ์เฝ้ารักรอ แสงพริบพราวราวไฟในทะเลกว้าง แสนอ้างว้างห่างแค่ไหนใจไม่ท้อ กี่คืนฝันกี่วันปีที่รักรอ กระท่อมซอมซ่อผุพังฝังร่างนี้ที่รอรัก ..รอพรานทะเล! ………. ที่พาให้ผมหวนคิดไปถึงยามหนึ่งในราตรี ที่จันทร์ลอยดวง ดึกดื่นดายเดียว.. นะกระท่อมแห่งนี้ ที่ฟ้าระดะดาวพราวพร่างสุกใสแสนใกล้ ราวกับจะเอื้อมคว้าไขว่มาประดับใจได้ ที่ผมชอบให้คลื่นเคลียไคล้ ฝากเศร้างาม ผม… กำลังนับนาที…รอ…. เรือเฟอรี่ลำใหญ่…มาถึงฝั่งฝัน ที่กำลังแลเห็นจากโค้งอ่าวนี้ ที่กำลังฝ่าฟองคลื่นสีขาวแตกพรายกระจายรายรอบ ลำเรือ ที่กำลังหันหน้าวิ่งตรงเข้ามาอย่างช้าช้า ช้าช้า ให้หัวใจ ผม..ได้มีเวลา ย้อนรอยถอยหลังรำลึก คิดถึง ค่ำคืนหนึ่งที่ผ่านมา… และ… กับความทรงจำที่แสนหอมหวาน ในทุกยามย้อน ……….. ผม…… ถือเป็นโชค..ยิ่งนัก ที่ได้พบได้รัก ได้รอเธอ ได้มารับราชการเป็นที่ดินอำเภอที่นี่ ที่ผมคิดว่า… นี่คือบุพเพสันนิวาสพรหมบันดาลสวรรค์เมตตา ให้…ผมได้มาพบกับนางใจนางในฝัน ที่นับจากนาทีแรกแต่นั้นมา… ผมมิเคยชายตาปันใจ และฝันถึงหญิงใดอื่นอีกเลยนอกเสียจาก เธอ…คนดี….ที่ผมแสนรักภักดี… ผม… ได้ยินเสียงรถจอด พร้อมกับ… เจ้าลิเดย์สุนัขที่แสนรักพันธุ์ไซบีเรี่ยนของผมเห่าขรม หากทว่า..ไม่นาน ราวกับเจ้าสุนัขแสนรู้คู่ใจผม จะพลันรับรู้ถึงพลังแห่งรักนี้ที่รอคอย ให้หยุดเงียบเสียงสนิท พร้อมกันกับ ที่ผม…ค่อยๆหันหลังไปอย่างช้าช้า จากทะเลตรงหน้าสีมรกต ที่ผมมายืนนิ่งพิงต้นมะพร้าวเอนเฝ้านับนาทีรอเธอ เธอ..ยังงามไสวเช่นเดิม… แม้วัยวันจะผันแปรไปนานปีก็ตามที แม้น..ร่างระหงจะยิ่งผอมบาง อย่างแสนน่าทะนุถนอมกว่าเดิม ผมเธอยังยาวสยายพัดร่ายรุ่ย ขับวงหน้านวลให้หวานเเจ่ม ราวกับแก้มถูกกรายล้อมด้วยรัศมีจันทร์ เธอ..คลี่ยิ้มอย่างดีใจ ตามด้วยเสียงหัวเราะใสใส ที่ทำไมหนอ… ผมมักจะใจอ่อนโยนทุกครายามได้ยิน เราสบตากันนิ่งนาน.. โลกที่เคยราน…ราวรอหยุดหมุนนานนาที พอที่ผมจะเห็นหยาดน้ำผึ้งในเรียวตาเธออีกคราแล้ว ราวกับวันเวลาในอดีตย้อนรอย ถอยหลังในทุกคราครั้งที่เราพบกัน ที่มักจะมีหยาดน้ำใสซึ้ง ไหลหลั่งถะถั่งริน มาจากบึ้งใจแห่งความซ่านซึ้งแสนปิติ..เกษม… กลับมาแล้วค่ะ คนดี ว่าไง อ้าวไม่กอดรับขวัญหน่อยเหรอไรคะ มาค่ะ …. อย่ามัวเขินอาย อย่างเรานี่ไฟคงไม่ช๊อตๆๆแล้วดอกนะคะ จะนับนะคะ หนึ่งสอง สาม หากยังไม่เข้ามา เสียท่าชายชาตรีหมดเลย* คนอะไรให้ผู้หญิงโผเข้าใส่ … ใช้ม่ายด้ายเธอแกล้งลากเสียงตลก และ.. นี่ละคือเสน่หาลีลาเธอ ที่ผมคิดว่าใครจะเลียนแบบมิได้ ไม่ว่าจะกระบวนท่าใด ที่มีผมเพียงนั้นได้รับเกียรติ เป็นดั่งชายเดียวในดวงใจที่พึงได้รับรักได้รู้รส ให้เธอได้พลีแสดงทุกบทบาทหมดจดถึงใจ และ……. ไม่ว่าจะเนิ่นนานสักเพียงใด หวานนั้นก็มิพลันกราย แม้นจะใช้เวลาสักแสนกาลกัป์ปกัลป์ ที่ผมจักตราจำไว้ อย่างมิมีวันเลือนลืม..ลืมเลือนทุกภพชาติ ถึงพิสวาทหวามเสน่หา นิยามรักเหว่ว้าหากฝังจำแด่สองเรา ผม…..ก้าวเดินช้าช้า ไปชิดใกล้เธอ แล้ว… ใช้มือแข็งแรง แฝงด้วยความรักความคิดถึงคะนึงหาเต็มห้องหัวใจ ล้นใจดวงนี้ที่แสนอบอุ่นอ่อนหวานอ่อนโยน ค่อยๆลูบไล้เรียวแก้มลูบผมเธออย่างเบามือ… ในท่ามสายลมทะเล ที่กำลังหยอกล้อพ้อคลื่นพัดพร่าง มาเคลียไคล้ดวงดอกลีลาวดีหอมกรุ่นในมือ ที่กำลังบรรจงเสียบริมแก้มรับขวัญ และ สองแขนอันรัดรึง ค่อยๆตรึงร่างเธอไว้ในอ้อมกอดอย่างแนบแน่น อย่างแสนรักอย่างกับกลัวการพรากจาก อย่างกอดเด็กน้อย ผู้หลงทางกลับบ้าน ที่เพิ่งพานพบ เธอซบบ่าผมแล้วสะอื้นไห้อย่างเงียบๆ ระหว่างเรา มีเพียงเงาทางมะพร้าวที่ทอดโอบ มีเพียงสายลมโบกโบยมารับรู้ มีเพียงคลื่นคลอทรายซัดหาดเห่กล่อม ราวหลอมละลายใจให้เป็นหนึ่งเดียว ให้ผมรู้เพียงว่า.. ในชีวิตลูกผู้ชายหนึ่งนี้ ผมกำลังพลีชีวิตจิตวิญญาณ อย่างทะนุถนอมแม่จอมใจเทพีไพรของผม อย่างแสนอ่อนหวานแผ่วเบา อย่างมิเคยทำกับใครมาก่อนเลย ผม…แนบคางสากกับเรือนผมหอมกรุ่น กับร่างน้อยๆในวงแขน อ้อนแอ้นอวลด้วยพลังแห่งไฟฝัน กับวันนี้นาทีนี้ที่รอคอย… และ… ผมรู้ดีว่า … นี่คือ… * จันทร์ ณ กลางใจ…อาทิตย์อุทัย ณ กลางจิต* ที่หวนคืนย้อนกลับมา ส่องสว่างนำทางใจนำทางชีวิตผมไปตราบนิรันดร์ ดั่งคำมั่นสัญญา คำมั่นสัญญา ถึง ม้วยดิน สิ้นฟ้า มหาสมุทร ไม่ สิ้นสุด ความรัก สมัครสมาน แม้ อยู่ใน ใต้หล้า สุธาธาร ขอ พบพาน พิศวาส ไม่คลาดครา แม้น เนื้อเย็น เป็นห้วง มหรรณพ พี่ ขอพบ ศรีสวัสดิ์ เป็นมัจฉา แม้ เป็นบัว ตัวพี่ เป็นภุมรา เชย ผกา โกสุม ปทุมทอง แม้ เป็นถ้ำ อำไพ ใคร่เป็นหงษ์ จะ ร่อนลง สิงสู่ เป็นคู่สอง ขอ ติดตาม ทรามสงวน นวลละออง เป็น คู่ครอง พิศวาส ทุกชาติไป แม้ เป็นถ้ำ อำไพ ใคร่เป็นหงษ์ จะ ร่อนลง สิงสู่ เป็นคู่สอง ขอ ติดตาม ทรามสงวน นวลละออง เป็น คู่ครอง พิศวาส ทุกชาติไป… …………. ที่เธอบอกว่า…. กลับมาเที่ยวนี้… จะมาฝังฝากร่างเคียงผืนพสุธามาตุภูมิบ้านเกิด อยากมาพัฒนา ปรารถนามาทำสิ่งแสนดีแสนงามฝากไว้ในโลกหล้า ก่อนจะถึงวันแห่งตะวันลา ที่ราวดวงดอกไม้แห่งชีวี จะพากันพลีปลิดปลิว ลิ่วลอยโรยร่วงควะคว้างลงกรายพื้นให้หอมงาม… ผม… ค่อยๆกระซิบริมเรียวแก้ม เหนื่อยมั้ยพักก่อนนะ ค่ำนี้ เราจะมานอนนับดาวริมทะเลฝันคุยกันนะครับ แล้ว.. จะมีบาบีคิว ที่ผมเตรียมไว้ต้อนรับ ที่ตั้งใจไว้ว่าจะเชิญแขกมานับพัน หากคุณไม่ห้ามไว้* แต่…. เอาเท่าที่คุณต้องการนะครับ น้องปลัดอำเภอน้องชายคนดีที่คุณรัก กับพัฒนากร ที่คุณบอกว่าจะมีอะไรคุยด้วย เพราะนานแล้วมิได้พบเจอ คนดี… แล้ว…อย่ามัวตื่นเต้น จนไม่เป็นอันทำอะไรนะครับ นอนพักมากๆ เตรียมตัวให้พร้อมเอาไว้ คืนนี้ผมอาจจะกวนคุณจนฟ้าสาง ไม่ให้หลับนอนนะครับ มีเรื่องเล่ามากมายจะเล่าให้ฟังนะครับ ผม… ต้องกลับไปทำงานก่อน นะ เย็นๆจะกลับมา และเข้าไปดูบนหัวนอนนะครับ ผมมีอะไรฝากไว้ให้… แล้ว…. อย่าพานร้องไห้อีกนะครับ เพราะเที่ยวนี้ เราคงไม่พรายพลัดพรากจากกันอีกแล้วใช่ไหมยอดรัก มา..มะ ให้ผมหอมแก้มหน่อยนะ ผม…จะได้ไปทำงาน และวันนี้ใครๆคงประหลาดใจหากเห็นผมคนเศร้าใจซื่อ ทำงานไปยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปด้วยอิ่มใจเสียเหลือเกินแล้ว… และ ผมทราบดีว่า นาทีที่เธอเห็นที่นอนสีขาวนวลนุ่มน่านอน เห็น ดวงดอกพุดซ้อนอรชรอ่อนหวาน ที่บานพราวตระการเต็มโถดิน…เธอจะต้องยิ้มดีใจ จนอยากร้องไห้ ……………… …………. นั่น…………!!!! คือ….วันที่เธอกลับมา และ… กับราตรีนี้ เมื่อวันเวลาผันผ่านมานานเดือน.. คืนที่ฟ้าไร้สิ้นแสงดาว แม้นดุเหว่าก็เลิกครางครวญ ใบไม้หยุดโบกระบัด ลมหยุดพัดนิ่งสนิท ทุกสรรพชีวิตราวร่ำไห้ คืนที่เธอ… บอกกับผมว่า… เธอจะใช้รีสอรท์ทะเลขวัญ ปันพลีน้ำใจแด่มิ่งมิตรน้องพี่และผืนดินเกิด เพื่อให้ใจดวงงามดวงประเสริฐ ที่รอเวลาคิดคืนน้ำใจรัก จากดวงกมล ให้… แด่ทุกคนบนผืนดินถิ่นนี้ ที่นับวันจะเร่าร้อน ด้วยไฟกิเลส ตัณหา ถูกผลาญพร่าด้วยอารยธรรม ที่บ่าโหมมากับการท่องเที่ยว โดยมิยอมรับรู้ถึง มหันตภัยร้าย ที่กำลังย่างกรายหมายฝากมรณะแด่ทุกผองชน ให้ได้เตรียมกมลรับ ได้รู้จักทำความดี ได้พลีน้ำใจแด่ทุกใครทุกคนที่ชิดใกล้… ก่อนวันที่จะสายเกิน …….. ณ..ราตรี ใน รีสอร์ทแห่งนี้ ที่เธอกลับมาเทุ่มถอดใจเนรมิตร ตัดสินใจหันหลังลาเมืองกรุง ที่เธอชอบกระซิบบอกว่า เธอมีชีวีราวปลาผิดน้ำเสมอมา ที่ที่เธอมาบุกเบิก ที่ดินผืนงาม ที่ลาดเอียง ลดหลั่น อิงแอบภูเขา มีหินงาม ที่ธรรมชาติให้มา แยกกระจัดกระจายไป….. ราววิมานไพรวิมานวนา ราวสวรรค์หล้า อัญมณีสีรุ้งพุ่งพราวพราย ณ กลางเกาะ ที่เธอ..คนดี ใช้เวลาแค่ไม่นาน มาเนรมิตรผืนดินนี้ ให้กลายกลับเป็นดั่งสวนสวรรค์ สรวงสวรรค์ * คืนที่เธอ จัดรีสอร์ทงามของเธอให้แสนคึกคัก และ.. ประดับประดา ด้วยแสงไฟพราวพร่างจากโคมรายรอบ ที่สาดส่องไปตามทิวมะพร้าวงาม ดอกไม้จากสวน…ถูกนำมา….ประดับประดา รัดร้อยเป็นช่องาม..ตามมุมต่างๆ….. ซุ้มไม้หอมเลื้อยสวย เป็นพวงพุ่ม มะลุลี มะลิพวง รสสุคนธ์ สายน้ำผึ้ง หวานบานฉ่ำราวกับนัดกันไว้ แล้วให้คนเฒ่า คนแก่ ใช้ภูมิปัญญา และฝีมือชาวบ้าน ที่สามารถใช้ใบมะพร้าวมาสานถักทอเป็นลวดลาย ละอองามล้ำ เป็นรูปดอกไม้ รูปสัตว์ต่างๆ และลูกตะกร้อแสนงาม แขวนเรียงราย ตามต้นไม้รายรอบ คืนที่เธอกระซิบบอกว่า ให้ผมเชิญแขกคนสำคัญ ที่มีพลังในการหยุดยั้งทำลายสิ่งแวดล้อม แห่งบ้านเกาะถิ่นเกิด ของเธอ…มาสักสองสามร้อยคน เพราะเธอมีอะไรจะบอกกล่าว และจักร่ายบทกวีแสนตราตรึงซึ้งใจให้ฟัง พร้อมกับที่.. จะฝากความหวังกลับไป… *ให้ร่วมใจรวมใจสามัคคีกันสร้างพลังทำสิ่งดีงาม เพื่อรู้รักษ์บ้านเกิดเมืองนอน และ จักมีผลกระทบสะท้อน ไปถึงระดับชาติระดับโลก ที่จะลบโศกแล้งไร้.. เธอ … บอกว่าเธอจะขอใช้เวลาแค่ไม่นานนาทีเอง ที่จะพลีใจด้วยหยาดเลือดแห่งรักในผืนดินนี้ที่ก่อกายให้ชีวิต ได้ตามลิขิตฝันจนพลันเป็นจริง… ผม.. อดเป็นห่วงเธอไม่ได้เพราะมีสัญญาณ เตือนภัยถึงเธอ บัตรสนเท่ห์คำขู่ที่ได้รับหลายใบตั้งแต่เธอกลับมา และ มาเพียรทำหน้าที่อนุรักษ์ป่าไพร รวมทั้งการบุกรุกโค่นไม้ทำลายป่าต้นน้ำลำธาร ที่นับวันจะแห้งเหือดไป เพราะ… ความไม่เข้าใจถึงภัยแล้งไร้ตามมา… หากเกาะนี้สิ้นไร้แหล่งน้ำจืด เธอ..ที่ชอบหันมาเว้าวอน ให้ผมเพียรใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อรณรงค์ ช่วยกันพิทักษ์รักษาทั้งป่า ทั้งการแผ้วถางทำลายต้นมะพร้าว นับหมื่นนับพันต้นเพียงเพื่อมาสร้าง กระท่อมที่ไร้ชีวิต และจักพาให้คนในเกาะ และนักท่องเที่ยวราวสถิตทะเลทรายในไม่ช้า รวมทั้งไปขัดขาขัดผลประโยชน์ใครบางคนที่เราไม่รู้ตัว ที่กำลังเมามัวบุกรุกเขตวนอุทยานสร้างรีสอร์ทบนยอดภู ผม… ตามใจเธอ .. ทั้งๆที่ผมประหวั่นว่าภัยร้ายกำลังประชิดคืบใกล้มายังเราสอง อย่างมองไม่เห็นตัว เมื่อผมได้รับบัตรสนเท่ห์ แสนน่ากลัว เช่นกันให้ระวังตาย ระวังเงาหัวไว้ให้ดี.. หากยังทำตัวเป็นคนดีแสนมีอุดมการณ์อุดมคติสูงส่ง มิรู้ปลงรู้หยุดขวางทาง..ทำลาย และ…แล้ว… ในราตรีนี้ ที่ฟ้าไร้สิ้นแสงดาว… แม้นดุเหว่าก็เลิกครางครวญ ใบไม้หยุดโบกระบัด ลมหยุดพัดนิ่งสนิท ทุกสรรพชีวิตราวร่ำไห้ คืนที่เธอร่ายรำพัน.. ถึงบทความพร้อมแผนภูมิทั่วโลก ที่กางพร้อมชี้ให้เห็นจริงถึงสัจจธรรม ที่กำลังกรายกล้ำทำร้ายโลกทำลายเราทุกคน หากยังมิไหวกมลรู้บทเรียน… ที่เธอนำมากล่าว ให้รับทราบกันถ้วนหน้า พร้อมเน้นย้ำถึงความหวังอันแสนสว่างจ้า ที่จักร่วมด้วยช่วยกันเททุ่มพลังใจแห่งรักสามัคคี เยียวยาเกาะนี้…เกาะที่แสนงามราวสรวงสวรรค์ ราวภาพฝันของปอลโกแกง มาร่วมแรงรวมใจ มาพิทักษ์ไพร และเยาวชน มิให้หลงผิดติดยา หรือถูกมอมเมา ด้วยพลังแห่งกิเลสตัณหาแห่งความอยากได้ใคร่มี จนพาตัวไปหลงทำสิ่งมิดีมิชอบประกอบกรรมหลายทาง เพียงเพื่อสนองตามร่างไร้คิดจิตวิญญาณไร้สำนึก ไปตามกระแสโลกโศกมิรู้สิ้นรู้จบทบทวีทุนนิยม และ…. ในท่ามกลางแสงตะเกียง เทียนทอที่เธอจุดพร่างไสว เพื่อเพียรประหยัดน้ำมันจากพลังงานไฟฟ้า ตามนโยบายรัฐบาล เธอแย้มยิ้ม..หวานเศร้า หากให้งามเร้ารัดรึงตรึงใจผมเป็นยิ่งนัก ที่เห็นเธองามเกินงาม กว่าหญิงใด ตรงที่จิตดวงใสดวงทิพย์นี้ ที่คิดรู้ทันเท่าเฝ้านึกรับผิดชอบต่อส่วนรวม ราวมีอัญมณีใจอันฉายฉานโชติช่วง ที่ผมอยากไขว่คว้ามาประดับใจ ที่ผมสงสัย ว่าสวรรคสรวงทิพยวิมานสถานใดประทานพรให้เธอมา เธอยิ้มหวาน…. กล่าวช้าช้าชัดชัดอย่างมีลูกล่อลูกชน ปนให้ฮาเฮไม่นึกเบื่อ.. ใช้เวลานานประมาณเกือบหนึ่งชั่วโมง ที่แสนซึ้งตรึงตราใจไปกับบรรยากาศแสนงาม กับเสียงเร้าใจ เศร้าสะเทือน หากเต็มไปด้วยพลังแห่งความเชื่อมั่นศรัทธา ในพลังแห่งธรรม ธรรมชาติ ดิน น้ำลมไฟ ไปกับความฝันอันสูงสุด ที่ยินดีจะมอบโลกที่ดีกว่าให้แก่ผืนดินเกิด…มาตุภูมิแม่ ……………..!!!!!!!!!! ……………….!!!!!! ก่อนที่เราทุกคน จะต่างตกตะลึง… ด้วยเสียงดังสนั่น ราวฟ้าผ่าเปรี้ยงด้วยเสียงกัมปนาทบาดใจ ใจแทบขาด ลงมาตรงหน้า เมื่อ…..!!!!!! กระสุนนัดหนึ่ง…วิ่งฝ่าความมืดทะลุทะลวงเข้ามา พร้อมเสียงกรีดร้องอย่างตกใจจากทั่วทิศทาง..! นัดแรก..! แทรกเข้าไปเจาะตะเกียงให้ดับวูบไป…. นัดที่สอง..!!! คงเจาะเข้าไปกลางหัวใจแสนงามของเธออย่างแม่นยำ…..!!!! ที่ณ..บัดนี้….! …..ร่างนั้น..! ยังอ่อนอุ่นอยู่ในอ้อมโอบผม ที่กำลังร่ำไห้อย่างมิอายฟ้าดิน…… พร้อมกับสายฝนพรมพรำหนักขึ้นๆ…….ราวรับรู้สะเทือน น้ำตาผมกับน้ำตาฟ้า… ไหลหลั่งรินมิสิ้นสาย ผสานกันไปกับหยาดเลือดรักและร่างเธอที่เริ่มหนาวเหน็บ! เธอ….. กำลังหลับตาพริ้ม… อย่างนิ่งงามอย่างเงียบงันราวฝันดี แสนดี….. ราวไม่รับรู้สิ่งใด….. ราวกับจะพลีวางทุกสิ่ง ให้จักตราจำตอกสลักไว้ณ..กลางใจ..ณ เบื้องหลัง ให้หัวใจผม ปานแหลกสลายยับ…. อยากดับดวงใจไปกับร่างรักอันแสนน่าเวทนาแห่งเธอ….! ……………. …………….. เสียง… เธอราวกระซิบแสนเศร้าหวานแว่วแผ่วมา…. กับฟ้าสีกำมะหยี่ ที่กำลังคลี่คลุมโอบกอด…รัดร้อย กับดาวสร้อยเดือนเสี้ยว ที่สลัวมัวหม่นในม่านหมอกแห่งสายฝนเย็นเยียบ… กับเสียงเพรียกแห่งพงไพรวิมานวนา ที่กำลังหยุดระบัดใบไหวกิ่ง…. ราวนิ่งงันขวัญหาย….รับรู้โศกสะเทือน….!!!
ทำไมวางตัวอักษร เว้นวรรคอย่างดีให้น่าอ่านแล้วทำไมติดกันยาวย้วยยังกะรถไฟแบบนี้คะ ด้วยรัก..และไม่เข้าใจระบบค่ะ