การเตรียมการ ระบบข้อมูลกับความเชื่อมโยงของบริการ การเฝ้าระวังการเคลื่อนย้ายประชากรตามฤดูกาล

พวกเราทราบดีกันแล้วว่า เราอยู่ในความเสี่ยงของการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ระลอกสอง หวังว่าคงมีการเตรียมการสรุปบทเรียนจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เพื่อรับมือกับสถานการณ์

วันก่อนฟังรายการวิทยุ ดร.สุเนตร (ขอโทษที่ไม่แน่ใจว่าจะเขียนนามสกุลถูก เลยละไว้) สนทนากับเรื่องสงครามไทย พม่า ได้ฟังตอนสมเด็จพระนเรศวร วางแผนป้องกันเมือง นอกจากการขุดคูคลองกป้องกันกำแพงเมืองแล้ว พระองค์ได้จัดทัพย่อยออกไปสกัด ทำสงครามแบบสงครามกองโจร โจมตีหน่วยเสบียงของพม่า เพื่อไม่ให้ข้าศึกประชิดกำแพงเมืองได้ อาจารย์สุเนตรท่านศึกษาหลักฐานต่างๆมากมายทั้งของไทย และพม่า

ประเด็นก็คือ เราจะทำอย่างไรไม่ให้ไข้หวัดใหญ่ระบาดหนักและคนไข้ตื่นตระหนก มาประชิดโรงงพยาบาลอย่างถล่มทลาย เชื่อว่าท่านทั้งหลายทำอยู่แล้ว แต่พอปัญหาซาๆไป อ.ส.ม อาจจะเพลามือลงไป ทำอย่างไรให้หน่วยปฐมภูมิของเราจัดบริการที่สะกัดกั้น กลั่นกรอง และให้การบำบัด ติดตามกรณีสงสัยหรือผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เชื่อมโยงกับครอบครัวและชุมชน จะต้องมีกลไกใดที่ประสานทุกระดับและให้มีการไหลของข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และแม่นตรง จะเฝ้าระวังการเคลื่อนย้ายของประชากรตามฤดูกาลได้อย่างไร อีกไม่กี่วันก็จะลอยกระทง หลังจากนั้นก็จะมีหยุดยาววันพ่อ วันชาติ ฯลฯ พวกขับแท๊กซี่ที่กรุงเทพกว่าครึ่ง ที่มาจาก อิสาน เช่น ร้อยเอ็ด ศรีษะเกษ กาฬสินธุ์ สุรินทร์ ฯลฯ เขาเหล่านี้จะกลับไปดูไร่นา ที่หว่านไว้ ข้าวกำลังตั้งท้องพอดี การไหลเคลื่อนย้ายของประชากรตามฤดูกาล อาจพกพาเชื้อไข้หวัดใหญ่ไปด้วยก็ได้ ทำอย่างไรที่เราจะให้มีระบบเฝ้าระวัง ไม่เพียงแต่เฝ้าระวังการป่วยไข้ แต่รวมถึงการเฝ้าระวังทางประชากรและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อาจารย์หมอสุจริค (อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข) มักเน้นเสมอว่า เราต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง ก่อนที่จะนำไปสู่วิกฤต

ลองแลกเปลี่ยนกันหย่อยนะครับ ว่าเราเตรียมการกันอย่างไร? และทำอย่างไรที่จะให้การเตรียมการและงานต่างๆที่วางแผนไว้ เป็นงานประจำ ไม่ใช่งานเฉพาะกิจ เพราะการเฝ้าระวังและการแก้ปัญหาโรคระบาด เป็นงานหลักอย่างหนึ่งของการสาธารณสุข ที่สำคัญคือการบูรณาการการดูแลสุขภาพระดับบุคคลกับการสาธารณสุข อย่าให้มีลักษณะเป็นสองนครา ทีแยกกันในการทำงาน

ช่วยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันนะครับ

ชนินทร์