เมื่อคืนที่ผ่านมา ผมยังคงใช้ชีวิตอยู่ในเมืองขอนแก่น หัวใจว้าวุ่นสับสนอยู่มาก เพราะความคิดถึงที่มีต่อวิถีแห่งการงานที่น้องๆ กำลังรวมแรงใจขับเคลื่อนกันอย่างแสนสุข..(ผมเชื่อว่าเขามีความสุข...)
วันนี้ (๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๒) เป็นวันแรกที่พวกเขาได้ลงแรงใจทำหน้าที่ “หมอลำบอกบุญ” เพื่อเปิดตัว “กฐินโบราณ” (จุลกฐิน หรือกฐินแล่น) สู่นิสิตและบุคลากรอย่างเป็นทางการ และที่สำคัญอีกอย่างก็คือ วันนี้เป็นวันแรกของการเปิดเทอม การได้บอกบุญและทำบุญในวันแรกของการเปิดเรียนร่วมกันเช่นนี้ ก็เป็นประหนึ่งการเอาฤกษ์เอาชัยให้หัวใจได้ชุ่มเย็น ทั้งการเรียนและการใช้ชีวิตไปในตัว

ผมโทรกลับไปให้กำลังใจกับพวกเขาผ่านผู้ร่วมชะตากรรมคนสำคัญของการงานในเรื่องนี้ และเขาก็เล่าให้ฟังว่า ทุกคนมีความสุขกับการงาน และทุ่มเทกายใจให้กับงานนี้อย่างถึงที่สุด
- ภาคเช้า ลงทุนขับรถจักรยานยนต์ไปพื้นที่ร่วม ๘๐ กิโลเมตร เพื่อบันทึกภาพวีดีโอของวัดและชุมชนที่เราจะไปทอดกฐิน...
- ตกเย็น ก็กลับมารวมกันเป็น “หมอลำบอกบุญ” ร้องรำทำเพลงขอรับบริจาคเงินทองเพื่อนำไปสู่กระบวนการทั้งปวง พร้อมๆ กับการเปิดรับผู้มี “ใจ” ร่วมสัญจรไปสู่การเรียนรู้แบบฝังลึกร่วมกับเรา

เพียงเพราะผมไม่ได้อยู่ในห้วงบรรยากาศนั้นกับพวกเขา ผมจึงไม่อาจบอกเล่าได้ว่าเขาทำอะไรกันบ้าง และเขามีความสุข หรือมีพลังสักกี่มากน้อยกันแน่
- แต่ก็มั่นใจว่า ณ ห้วงเวลานี้ พวกเขาล้วนมากันด้วยใจ ใครทำอะไรได้ก็มาช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพราะนี่คือ “กฐินใจ” ...และทุกอย่างก็เป็นไปตามวิถีแห่งใจอย่างไม่ต้องสงสัย
- ไม่เท่านั้นหรอก บรรดาพ่อค้าแม่ค้าในชุมชนคนตลาดน้อยของ มมส ก็ไม่ดูดายต่องานบอกบุญบอกทานที่มีขึ้น ต่างคนต่างก็ขยับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมตามแรงศรัทธา และนั่นกระมังที่ผมเคยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “เอาใจนำพา เอาศรัทธานำทาง”
ผมเคยบอกเล่ากับทีมงานว่า การทำกฐินในทำนองนี้ ซึ่งหมายถึง “จุลกฐิน”นั้น ชาวอีสานเรียก“กฐินแล่น” ส่วนผมเรียกเองว่า “กฐินโบราณ” เพราะเป็นวิถีวัฒนธรรมที่มีมาตั้งแต่พุทธกาล โดยจะทำขึ้นในเวลาอันจำกัด บางทีก็ทอดถวายกันแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อนเลยก็มี หรือบางทีก็เป็นการทอดถวายแบบจวนเจียนสิ้นฤดูกาลแห่งกฐินบุญเลยก็ว่าได้ หรือไม่ก็ทอดถวายแบบเร่งด่วนในวันสุดท้ายนั่นแหละ
ก็ด้วยวิถีเช่นนี้แหละ กฐินที่ว่านี้ พลังใจจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เงินทองจะได้มากได้น้อยเป็นเรื่องลองลงมา ขอเพียงใจพร้อม ทุกอย่างก็ถือว่า “เป็นบุญ” ได้ทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องสมทบทุนเป็นปัจจัยหรือสิ่งของใดๆ เพียงส่งแรงใจต่อผู้เป็นเจ้าภาพกฐิน ก็นับ “เป็นบุญ” เสมอเหมือนกัน
ดังนั้นการทำหน้าที่เป็นหมอลำบอกบุญของนิสิตและเจ้าหน้าที่ของผม จึงเป็นการ “บอกบุญ” มากกว่าการขอรับบริจาคก็ว่าได้ เพราะเราปลงใจและหารือร่วมกับชาวบ้านชัดแจ้งแล้วว่า ทุกอย่างจะเดินทางด้วย “ใจ” และเป็นไปตามครรลองของบรรพชน เอาความเรียบง่ายเป็นตัวตั้ง เอาพลังแห่งใจเป็นตัวขับเคลื่อน ...
และที่สำคัญที่สุดก็คือ งานครั้งนี้ เป็นบทพิสูจน์ความสามัคคีของชาวบ้านได้เป็นอย่างดี และเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นอกจากมาเพื่อเรียนรู้และชวนให้ชาวบ้านได้พลิกฟื้นประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิม แต่ยังมีนัยสำคัญคือการมาเพื่อแต่งเติมความสามัคคีของชุมชนให้ร้อยรัดและกลมเกลียวกันมากขึ้นด้วยเหมือนกัน

เล้าข้าวที่ยังมีกลิ่นอายดั้งเดิมอย่างครบครัน
สำหรับการไปเยือนของเรานั้น หลักๆ คือการไปพลิกฟื้นรำลึกถึงวิถีแห่งประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิมของกฐินโบราณ หรือจุลกฐิน หรือกฐินแล่น อันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมหาศาลต่อการสร้างความสามัคคีให้คนกับชุมชน ซึ่งกิจกรรมหลักๆ ก็ประกอบด้วย
- ตัดเย็บผ้าไตรจีวรด้วยมือภายในหนึ่งวัน
- ย้อมผ้าไตรจีวรด้วยกรรมวิธีโบราณ (ย้อมสีธรรมชาติ)
- ตัดเย็บตุงและเขียนภาพสัตว์และปวงเทพลงในตุง
- ถ่ายทอดตำนานกฐิน ผ่านกระบวนการของ หมอลำ ผญา สรภัญญะ เล่านิทาน
ทั้งหลายทั้งปวงนั้น จะดำเนินการในบริบทของการลงมือทำและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันของชาวบ้านและนิสิต
ถึงแม้ว่ากิจกรรมในครั้งนี้ ไม่อาจจัดขึ้นตามขนบดั้งเดิมเสียทั้งหมด แต่เราก็พยายามอย่างเต็มที่กับการขับเคลื่อนกระบวนการ เพื่อก่อให้เกิดรูปรอยของประเพณีอันงดงามที่มีมาตั้งแต่บรรพกาล โดยวาดหวังว่า บางทีชาวบ้านอาจมีมุมมองใหม่เกี่ยวกับกฐินได้บ้าง ซึ่งไม่จำเป็นต้องจัดใหญ่โตเหมือนเช่นทุกวันนี้ และหันกลับมามองกฐินโบราณ เป็นทางเลือกที่ใครๆ ก็สามารถทำได้ ขอเพียงมี “ใจรัก” ที่จะขับเคลื่อนเท่านั้นเอง
ในอดีตกาลนั้น กฐินโบราณ จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันเดียว ส่วนใหญ่เริ่มตั้งแต่การเก็บฝ้ายมาปั่นมาทอเป็นผืนผ้า จากนั้นก็เย็บโยงเป็นผืนจีวร หรือไตรจีวร พร้อมกับการย้อมด้วยสีธรรมชาติ ซึ่งผู้หญิงที่จะย้อมจีวรได้ ต้องเป็นคนที่ไม่อยู่ในช่วงของการมีประจำเดือน เพราะถือเป็นความบริสุทธิ์ และเชื่อกันว่า ความบริสุทธิ์นั่นแหละ จะเป็นอานิสงส์ช่วยให้เม็ดสีจากธรรมชาติติดแน่นเป็นเนื้อเดียวกับผ้าจีวร
ครั้นเสร็จสิ้นกรรมวิธีย้อมสีธรรมชาติแล้ว ก็จะนำเอาผ้าทั้งหมดไปผึ่งแดดให้แห้ง เสร็จแล้วก็มาพับเก็บไว้ที่พานเพื่อเตรียมสู่การทอดถวาย โดยการทอดถวายก็จะมีการแห่แหนสมโภชไปตามครรลองของแต่ละชุมชน
ผมไม่รู้หรอกว่า กฐินโบราณที่มีขึ้นในครั้งนี้จะก่อเกิดมรรคผลใดในทางการศึกษาของนิสิต หรือแม้แต่การอำนวยประโยชน์ต่อชาวบ้านในแง่ของการรำลึกถึงความงดงามของจารีตประเพณีในวิถีพุทธที่นับวันก็ยิ่งเลือนหายและหดหายไปจากสังคม
กฐินโบราณ หรือจุลกฐิน (กฐินแล่น) อาจมีมากมายในสังคมทุกวันนี้ แต่จะมีสักกี่แห่งล่ะที่ยังเย็บผ้าไตรจีวรกันด้วยมือ และยังมีการย้อมสีจีวรจากสีธรรมชาติ
สำหรับผมและน้องๆ ในทีมงานนั้น ยืนยันได้ว่า เรามีความสุขกับการงานในครั้งนี้มาก เรารู้และสัมผัสได้ว่า ภายในตัวตนของเราเต็มไปด้วยพลังอย่างมหาศาล คล้ายกับว่า ในทุกๆ จังหวะของการคิดและขับเคลื่อนกระบวนการนั้น เราได้ยินเสียงแห่งความสุขดีดเต้นอยู่อย่างไม่รู้เหนื่อย และคล้ายกับว่า กลิ่นแห่งความหอมงามของกฐินได้โชยมาจากวัดอันห่างไกลจากตัวเมือง...
ครับ, กลิ่นนั้น ผมเรียกเองว่า “หอมกลิ่นกฐินใจ” ...
เพราะทุกอย่างจะเดินทางไปด้วยใจ
นอนกลางดินกินกลางทราย
เรียบง่าย และงดงามด้วยตัวของมันเอง
และถึงแม้ผมจะยังอยู่ไกล..
ผมก็ยังส่งใจเดินทางมาถึงพวกเขาอย่างไม่เปลี่ยนแปลง..
ครับ,หอมกลิ่นกฐินใจ ทุกอย่างเดินทางด้วยใจ ล้วนๆ

(สมปอง มูลมณี : ผู้รับผิดชอบโครงการ "มือใหม่ใจเกินร้อย")
ข้อมูลเพิ่มเติม
(โดยการค้นคว้าของคุณสมปอง มูลมณี)
เค้ามูลการทำจีวรในพุทธกาล
- ปรากฏหลักฐานในคัมภีร์อรรถกถา โดยพระพุทธองค์รับสั่งให้คณะสงฆ์ในวัดพระเชตวันร่วมมือกันทำผ้าไตรจีวรถวายแด่พระอนุรุทธะ ซึ่งมีจีวรเก่าแทบจะใช้ไม่ได้แล้ว และครั้งนั้นพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาทำไตรจีวรร่วมกับคณะสงฆ์ด้วยการรับหน้าที่สนเข็มด้วยพระองค์เอง และเป็นการทำจีวรให้แล้วเสร็จในวันเดียว อันเป็นเค้าเรื่องของจุลกฐิน หรือกฐินแล่น หรือที่ผมเรียกว่ากฐินโบราณ นั่นเอง
- การตั้งขบวนแห่ ผ้าจุลกฐินอาจจะประดับให้งดงามเป็นขบวนยาว พรั่งพร้อมด้วยคณะญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาช่วยกันถือเครื่องบริวารกฐิน อันประกอบด้วยปัจจัยสี่คือ เครื่องอาศัยของพระภิกษุ สามเณร มีไตรจีวร บริขารอื่น ๆ ที่จำเป็นรวมถึงเครื่องใช้ประจำปีที่มี มุ้ง หมอน ที่นอน เตียง ตั่ง โต๊ะ เก้าอี้ โอ่ง กระถาง กระทะ กระโถน เตาไฟ หม้อไห ถ้วย จาม ชาม เครื่องซ่อมแซมเสนาสนะอันประกอบด้วยเลื่อยไม้กวาด จอบ เสียม เครื่องสีลา เภสัช มียารักษาโรค ยาสีฟัน ตลอดจนเครื่องครัวมีข้าวสาร หอม กระเทียม ผลหมาก รากไม้เป็นต้น (มีความเชื่อว่าเครื่องกฐินจะต้องครบครันทุกอย่างที่จำเป็นต้องใช้ทั้งแบบสงฆ์และฆราวาส เพราะเป็นบุญใหญ่)
ในขบวนองค์กฐิน จะประกอบด้วยธงผ้าขาวเขียนรูปสัตว์น้ำ อันได้แก่ธงรูปจระเข้ ธงรูปปลา ธงรูปนางเงือก อย่างละคู่และธงรูปตะขาบอีก 1 คู่ สำหรับธงตะขาบนี้เมื่อขบวนแห่ไปถึงหน้าวัดก็จะปักไว้ด้านหน้าของวัด เพื่อเป็นเครื่องแสดงให้ทราบว่าวัดนี้ได้รับกฐินแล้วผู้ที่ผ่านไปมาได้เห็น จะได้อนุโมทนาบุญเป็นกุศลร่วมกันได้ สำหรับธงรูปสัตว์น้ำจะนำไปปักไว้ที่ด้านทิศใต้ของวัดซึ่งมีลักษณะเป็น ลำห้วย
เมื่อขบวนเข้าสู่ประตูวัด หยดน้ำมนต์โปรยปรายทั่วท้องฟ้ารับการมาของจุลกฐินขบวนฟ้อนของสาวผู้ไทยนับ ร้อยคนแห่เป็นขบวนยาวนำขบวนจุลกฐินแห่รอบสิม (พระอุโบสถ) ๓ รอบ แล้วขึ้นสู่หอแจก (ศาลาการเปรียญ) ทำพิธีถวายผ้าจุลกฐิน พระภิกษุรับผ้าจุลกฐิน ครองผ้าและทำพินทุอธิษฐานที่ประชุมคณะสงฆ์ทั้งหมดอนุโมทนาเป็นเสร็จ พิธี
**มีความเชื่อว่าการทำจุลกฐิน หรือ กฐินแล่นนั้น จะได้อานิสง มากกว่ากฐินกาลถึง ๑๐ เท่าเลยทีเดียว
สวัสดีค่ะ
นี่ก็มาด้วยใจเหมือนกันค่ะ ชื่นชม
สวัสดีครับ พี่ครูคิม
ผมทำกฐินโบราณแบบเร่งด่วน ตามแบบคิดของ "กฐินแล่น"
แต่ทุกอย่างก็ประสบความสำเร็จเกินคาด
เพราะใจนำพา-ศรัทธานำทาง ล้วนๆ..
และสำคัญ นี่คือ มหกรรมแห่งใจ และมหกรรมแห่งการทำมือใน "วิถีบุญ"
อย่าลืมบอกบุญมา นะครับ..(ผมจะรอ)
และไว้ให้เสร็จอบรม จะส่งหนังสือไปให้ นะครับ
สวัสดีครับ พี่ครูอรวรรณ
สวัสดีครับ คุณชาดา ~natadee
ผมไม่มีภาพหมอลำบอกบุญ เพราะไม่ได้กลับไปที่มหาสารคาม แต่ยังไงจะนำมาฝากในตอนหลังนะครับ ซึ่งหลักๆ ก็จะมีการเล่นดนตรี ร้องเพลง ทอล์คโชว์ บอกกล่าวเล่าความไปสู่นิสิตและบุคลากรในมหาวิทยาลัยเป็นหลัก เพื่อชวนเชิญให้มีการร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับงานบุญงานทานที่มีขึ้น..และทุกคนที่มาช่วย ก็จะมาแบบไม่มีค่าตอบแทน เรียกได้ว่า "มาฟรี" เอา "ใจ" มาช่วยกัน...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ ส.ศรัณ
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยม และให้กำลังใจกับคณะทำงาน
ต้องเรียนตามตรงว่า ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วย "ใจ" โดยแท้
และคิดว่า ในมหาวิทยาลัยฯ คงมีการสืบสานและขับเคลื่อนต่อไป
ส่วนชาวบ้านนั้น ต้องให้เวลากันอีกสักระยะว่า พร้อมที่จะฟื้นคืนประเพณีเช่นนี้หรือไม่
หรือจะรอให้มีการปักกฐินแบบสมัยใหม่เพียงอย่างเดียว..
ขอบคุณครับ
ขออนุโมทนาบุญกับอาจารย์ด้วย
มโนปุพพังคมา ธัมมา สรรพสิ่งล้วนสำเร็จได้ด้วยใจ
โบราณจะมีคำว่า งานบุญ,บอกบุญ ซึ่งต่างจากสมัยปัจจุบันหลาย
เจริญพร