ปีนี้ จะไปลอยกระทงกับใครดีนะ...???

 

          

 

 @  วันลอยกระทง  @

 เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวไทยส่วนใหญ่ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ

เดือน 12  ตามปฏิทินจันทรคติไทย หรือเดือนยี่(เดือนที่ 2)

ตามปฏิทินจัทรคติล้านนา"มักจะ" ตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน

ตาม ปฏิทินสุริยคติ ประเพณีนี้กำหนดขึ้น

เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา  

บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาท

ที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชา

พระอุปคุตอรหันต์  หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทย

การลอยกระทงในเมืองไทย มีมาตั้งแต่ครั้งสุโขทัย เรียกว่า

"การลอยพระประทีป"

หรือ "ลอยโคม" เป็นงานนักขัตฤกษ์รื่นเริงของประชาชนทั่วไป

ต่อมานางนพมาศหรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์สนมเอกของพระร่วง

ได้คิดประดิษฐ์ดัดแปลงเป็นรูปกระทงดอกบัวแทนการลอยโคม

การลอยกระทงหรือลอยโคมในสมัยนางนพมาศ

กระทำเพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำนัมมทานที

ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ในแคว้นทักขิณาบถของประเทศอินเดีย

ปัจจุบันเรียกว่า แม่น้ำเนรพุททา


  

 

คติที่มาเกี่ยวกับวันลอยกระทงมีอยู่หลายตำนาน ดังนี้

1. การลอยกระทง เพื่อขอขมาแก่พระแม่คงคา

2. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าตามคติพราหมณ์   

คือบูชาพระนารายณ์ซึ่งบรรทมสินธุ์อยู่ในมหาสมุทร

3. การลอยกระทง เพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้า ในวันเสด็จกลับจากเทวโลก  

 เมื่อครั้งเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  

เพื่อทรงเทศนาอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา

4. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระพุทธบาท ของพระพุทธเจ้า ที่หาดทรายริม   

แม่น้ำนัมมทานที เมื่อคราวเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ

5. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์  

 ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า

6. การลอยกระทง เพื่อบูชาท้าวพกาพรหม บนสวรรค์ชั้นพรหมโลก

7. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระอุปคุตตะเถระ  

ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล

 

   

 

 ตำนานวันลอยกระทงมีหลายตำนาน  แต่จะขอนำเสนอนิทานชาวบ้าน  ให้ได้อ่านกัน 

ตำนานวันลอยกระทง

 

กล่าวถึงเมื่อครั้งดึกดำบรรพ์

มีกาเผือกสองตัวผัวเมียทำรังอยู่บนต้นไม้ในป่าหิมพานต์

ใกล้ฝั่งแม่น้ำ วันหนึ่งกาตัวผู้ออกไปกากินแล้วหลงทาง

กลับรังไม่ได้ ปล่อยให้นางกาตัวเมียซึ่งกกไข่อยู่ 5 ฟอง

รอด้วยความกระวนกระวายใจ

                                                 

 

จนมีพายุใหญ่พัดรังกระจัดกระจาย ฟองไข่ตกลงน้ำ

แม่กาถูกลมพัดไปทางหนึ่ง เมื่อแม่กาย้อนกลับมา

มีรังไม่พบฟองไข่ จึงร้องไห้จนขาดใจตาย

ไปเกิดเป็นท้าวพกาพรหมอยู่ในพรหมโลก

 ฟองไข่ทั้ง 5 นั้นลอยน้ำไปในสถานที่ต่างๆ

   

บรรดาแม่ไก่ แม่นาค แม่เต่า แม่โคและแม่ราชสีห์

 มาพบเข้า จึงนำไปรักษาไว้ตัวละ 1 ฟอง

 ครั้งถึงกำหนดฟักกลับกลายเป็นมนุษย์ทั้งหมด

ไม่มีฟองไหนเกิดมาเป็นลูกกาตามชาติกำเนิดเลย

กุมารทั้ง 5 ต่างเห็นโทษภัยในการเป็นฆราวาส

และเห็นอานิสงส์ในการบรรพชา 

 

 

จึงลามารดาเลี้ยงไปบวชเป็นฤาษีทั้ง 5 ได้มีโอกาสพบปะกัน

และถามถึงนามวงศ์และมารดาของกันและกัน

จึงทราบว่าเป็นพี่น้องกัน ฤาษีทั้ง 5 มีนามดังนี้

 

 คนแรก ชื่อ กกุสันโธ (วงศ์ไก่)


คนที่สอง ชื่อ โกนาคมโน (วงศ์นาค)


คนที่สาม ชื่อ กัสสโป (วงศ์เต่า)


คนที่สี่ ชื่อ โคตโม (วงศ์โค)


คนที่ห้า ชื่อ เมตเตยโย (วงศ์ราชสีห์)

 

ต่างตั้งจิตอธิษฐาน

 ว่าถ้าต่อไปจะได้ไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้า

 ขอให้ร้อนไปถึงมารดา ด้วยแรงอธิษฐาน

ท้าวพกาพรหมจึงเสด็จมาจากเทวโลก

จำแลงองค์เป็นกาเผือก แล้วเล่าเรื่องราวแต่ทนหลังให้ฟัง

พร้อมบอกว่าถ้าคิดถึงมารดา

 

เมื่อถึงเพ็ญเดือน 11 เดือน 12 ให้เอาด้ายดิบผูกไม้ตีนกา

ปักธูปเทียนบูชาลอยกระทงในแม่น้ำ

 ทำอย่างนี้เรียกว่าคิดถึงมารดา แล้วท้าวพกาพรหมก็ลากลับไป


ตั้งแต่นั้นมา จึงมีการลอยกระทงเพื่อบูชาท้าวพกาพรหม

แล้วเพื่อบูชารอยพระบาท ซึ่งประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานที

ส่วนฤาษีทั้ง 5 ต่อมาได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้

 

  ฤาษีองค์แรก กกุสันโธ ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระกกุสันโธ

ฤาษีองค์ที่สอง โกนาคมโน ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระโกนาคมน์


ฤาษีองค์ที่สาม กัสสโป ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระกัสสปะ


ฤาษีองค์ที่สี่ โคตโม ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระสมณโคดม


ฤาษีองค์ที่ห้า เมตเตยโย ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า

พระศรีอาริยเมตไตรย