เมื่อวานอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเขียนเกี่ยวกับเรื่องความทุกข์กายทุกข์ใจของคู่สามีภรรยาที่มีซึ่งกันและกัน  เลยนึกถึงความทุกข์อีกอย่างหนึ่งของผู้หญิงที่ได้รับหน้าที่เป็นภรรยา  ซึ่งปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก 

 เรื่องความทุกข์บางอย่างของผู้หญิงบางครั้งละเอียดอ่อน

ซึ่งผู้ที่ได้รับหน้าที่สามีพึงตระหนักไว้เสมอ

ไม่ควรเพิกเฉยละเลยการเอาใจใส่ว่าเป็นเรื่องน้อยนิด

เพราะคู่ชีวิตที่แตกแยกกันเพราะมองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆกันและกันนี้แหละ

 

สตรีมีความทุกข์จำเพาะตัวอีกส่วนหนึ่งต่างหาก  สามีพึงเข้าใจและพึงเอาใจใส่เห็นอกเห็นใจเป็นพิเศษ  เพราะ

๑- สตรีต้องจากญาติมาอยู่กับตระกูลสามีทั้งทียังเป็นสาว

สามีควรให้ความอบอุ่นใจ

(ในสมัยก่อนเป็นธรรมเนียมของชาวชมพูทวีปที่ฝ่ายหญิงต้องไปอยู่บ้านสามี)

๒-  สตรีมีระดู      ซึ่งบางคราวก่อปัญหาให้เกิดความแปรปรวนทั้งกายใจ 

อาจมีเรื่องให้คอยหงุดหงิดใจอยู่ในบางครั้งครา  สามีควรเข้าใจให้จงได้

๓- สตรีมีครรภ์ซึ่งยามนั้นเป็นช่วงเวลาที่ต้องทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้และต้องการความเอาใจใส่บำรุงใจกายเป็นพิเศษจากสามี

๔-    สตรีคลอดบุตรซึ่งเป็นคราวเจ็บปวดทุกข์แสนสาหัสเสี่ยงชีวิตมาก 

 สามีควรเอาใจใส่ดั่งทุกข์ของตนอย่างใกล้ชิด

๕-  สตรีต้องคอยปรนเปรอเอาใจสามี  สามีไม่ควรเอาแต่ใจตัว พึงซาบซึ้งในความเอื้อเฟื้อและมีน้ำใจตอบแทน

 -เค้าโครงจากพระไตรปิฎก  สํ.สฬ.๑๘/๔๖๒/๒๙๗

และในทางกลับกันภรรยาก็พึงตระหนักในหน้าที่ๆตนพึงกระทำแก่สามี

ในฐานะแม่ศรีเรือนเช่นกัน 

 สิ่งไหน  เวลาไหน ควรทำ  ไม่ควรทำ  ควรพูด  ไม่ควรพูด

ทั้งสองต้องตระหนักถึงใจซึ่งกันและกันอย่างสม่ำเสมอ

แล้วเส้นทางแห่งคู่ชีวิตก็จะงดงามได้ในแต่ละวัน

ธรรมะสวัสดีขอรับ..