นี่คือการรำลึกถึงอดีต ผมเป็น angry young man อยากเห็นโลกหรือสังคมดีกว่าที่เป็นอยู่ ไม่พอใจสภาพที่สังคมเป็นอยู่ อยากเปลี่ยนแปลง อยากเข้าไปมีส่วนเปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่มีโอกาส ไม่รู้จะเข้าไปมีส่วนอย่างไร เมื่อมีโอกาสก็เหมือนไม่มี เพราะเสนอความเห็นไปก็ไม่มีคนเห็นด้วย หรือเห็นด้วย ก็เห็นด้วยกับหลักการ ว่าคิดเก่ง แต่ไม่เหมาะต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ต้องค่อยๆ เปลี่ยนแปลง อย่าใจร้อน
ในมหาวิทยาลัย ก็ไม่ถึงกับหัวเดียวกระเทียมลีบ มีคนคิดคล้ายๆ กันอยู่บ้าง แต่ก็เป็นส่วนน้อยมาก และบางคนก็หันไปหาวิธีการเชิงอำนาจ เล่นการเมืองในมหาวิทยาลัย โดยหา “ตัวแทน” มาเป็นใหญ่ แล้วหาทางชักใยอยู่เบื้องหลัง คนแบบนี้ในมหาวิทยาลัยอยู่ยาก เพราะคนจะไม่ไว้ใจ
เมื่อมีโอกาสเป็นผู้บริหารบางส่วนขององค์กร ก็เผชิญกับวิธีคิดแบบ bureaucracy และธรรมชาติมนุษย์ที่มีความริษยาผู้ที่อยู่ในสภาพที่ดีกว่า พยายามดึงให้ทุกอย่างอยู่ในสภาพเท่าเทียมกัน ในนามแห่งความยุติธรรม ความเท่าเทียม คำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเอง มากกว่าการได้โอกาสทำเพื่อคนอื่น เพื่อสังคมประเทศชาติ
แม้ภายในหน่วยงานย่อยที่ตนบริหาร ผมก็อยู่ในฐานะเสียงส่วนน้อย คนส่วนใหญ่คิดคนละแบบกับผม เมื่อผมมีโอกาสทำงานวางรากฐานคุณภาพ รากฐานระบบให้มีความซื่อสัตย์ มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล วางรากฐานการทำงานวิชาการ ทั้งหมดนี้เป็นงานเข็นครกขึ้นภูเขา และสร้างความอ่อนล้าเบื่อหน่ายแก่ผู้คน เพราะเขาต้องทำในสิ่งที่ต่างจาก norm ที่ยึดถือกันโดยทั่วไป ผลงานเหล่านี้ก็ถีบผมกระเด็นออกจากตำแหน่งเมื่อหมดวาระแรก เป็นผลตอบแทนการทำงานสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานที่เจ็บปวด จนผมต้องเอารูปพระคริสต์สวมมงกุฎหนาม และถูกตรึงกางเขน มาดูทุกวัน เป็นเครื่องปลอบใจ
ความไม่พอใจในสภาพที่เป็นอยู่ นำมาซึ่งพลังที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง พลังนี้รุนแรงในคนอายุน้อย และเบาบางลงเมื่ออายุมากขึ้น นี่คือธรรมชาติมนุษย์
ผมสั่งสอนตนเองไว้ว่าให้จดจำความคิดความรู้สึกนี้ไว้ เพราะอีกไม่นานตัวเองก็จะเป็นผู้อาวุโส อย่าลืมความรู้สึกนี้ และต้องทำ ๒ อย่าง
- 1. ทำสิ่งที่เคยอยากทำ แต่ไม่มีโอกาสทำในอดีต
- 2. เปิดโอกาสให้คนหนุ่มสาวที่มีพลัง ได้มีโอกาสทำในสิ่งที่เขาใฝ่ฝัน หากสิ่งนั้นเป็นคุณแก่สังคม
มาอ่านหนังสือ Mind Over Matter เขาบอกว่าคนมีบุญคือคนที่เกิดในกระบวนทัศน์หนึ่ง แล้วในชีวิตได้มีโอกาสเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ช่วยปลอบใจว่าผมก็เป็นคนมีบุญเหมือนกัน เพราะในช่วงชีวิตผมได้เปลี่ยนแปลงความคิดของตนเองไปมาก แม้จะไม่ถึงระดับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ และไปอยู่ที่ไหนผมก็จะมุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงการนั้น
หนังสือเล่มนี้บอกว่า กระบวนทัศน์เกี่ยวกับปัจจัยหลักของความมั่งคั่งของสังคมเปลี่ยนมาเรื่อยๆ จากสิ่งที่จับต้องได้ อันได้แก่ แผ่นดิน (land) น้ำมัน (oil) ไปสู่สิ่งที่จับต้องไม่ได้ คือสินทรัพย์ทางปัญญา (Intellectual Capital) อันได้แก่ คน โครงสร้างองค์กร และความเชื่อถือของสังคม โดยมีกระบวนการเรียนรู้เป็นยาดำแทรกอยู่ข้างใน
ผม AAR กับตนเองว่า ความไม่พอใจต่อสิ่งที่เป็นอยู่ของผมมาจากไหน เป็นนิสัยเฉพาะตัวที่เป็นคนขวางโลก หรือเพราะมีปัจจัยอื่นอยู่ด้วย ผมตอบตัวเอง (ไม่รู้ว่าผิดหรือถูก) ว่าส่วนหนึ่งมาจากการอ่านหนังสือ แล้วคิด แล้วมีจินตนาการว่าที่ดีกว่าที่เป็นอยู่น่าจะมีสภาพอย่างไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ต้องเปลี่ยนแปลงระบบหรือกระบวนการทำงานอย่างไร
จึงทำให้ผมเชื่อว่า สังคมที่ส่งเสริมให้ผู้คนกล้าคิด คิดอย่างเป็นตัวของตัวเอง กล้ารวมตัวกันทดลองทำในแนวทางใหม่ๆ ที่เชื่อว่าดีกว่า
หนังสือเล่มดังกล่าว (และอีกหลายๆ เล่ม) บอกว่า ความเชื่อ (belief) มีพลังกว่าความรู้ (knowledge) และผมก็เชื่อเช่นนั้น
วิจารณ์ พานิช
๓ ต.ค. ๕๒
อ่านเรื่องนี้ตรงใจมากๆค่ะและตรงกับสิ่งที่เราเป็น แต่เราก็ยังยืนหยัดอย่างมั่นคง
มีคนเตือนว่า จุดยืนเอาไว้ข้างใน คนจะเป็นผู้บริหารต้องมีการเมืองบ้าง...
ขอบคุณที่ได้พลังดีดีจากอาจารย์ค่ะ
ผมคิดว่า หนังสือ หรือคำพูดของคนอื่นไม่ได้ทำให้เราเปลี่ยนแปลง เราเปลี่ยนแปลงตัวเราเองด้วยเราเองต่างหาก ถ้าอุปมาก็ได้ว่า เรานอนหลับ และมีคนมาปลุกให้ตื่น แต่เมื่อตื่นแล้ว เราก็คิดของเราเอง เราทำของเราเอง หนังสือก็เหมือนคนมาปลุกให้เราตื่น ตื่นแล้วเราก็คิดของเราเอง
กระบวนการปลุกของหนังสือก็คือ แสงจะนำตัวหนังสือเข้าตาเรา จากนั้นคลื่นแสงก็หมดหน้าที่ เพราะได้เปลี่ยนไปเป็นกระแสไฟฟ้าที่เราเรียกกระแสประสาท แล้วเดินทางบางรูปแบบไปสู่คอร์เทกซ์แถวท้ายทอยความเป็นตัวอักษรก็ไม่เหลือแล้ว จากนั้นก็แปลงเป็นกระแสประสาทอีกรูปแบบหนึ่ง พร้อมๆกับเกิดการรู้สึกสัมผัส และตีความหมาย จากนี้ไปก้เป็นเรื่องของความรู้เดิมในสมองของเราเองออกมาบรรเลงต่อไป ความเป็นตัวอักษรมัหมดไปตั้งแต่ถึงเรตินาของเราแล้ว
นอกจากนี้ ถ้าเราอ่านซ้ำๆ ความคิดของเราก็ "ไม่เคยเหมือนกันสักครั้งเดียว" จะว่ามันเป็น "สาเหตุ"ให้เราเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร
ถ้ามันเป็นสาเหตุจริง เมื่ออ่านมันทุกครั้งซ้ำๆกัน แล้วมันต้องทำให้เราเปลี่ยนแปลงเหมือนกันทุกครั้ง ว่าไหม?
กราบเรียนอาจารย์วิจารณ์
ผมเ้ข้ามาอัพเดตบทความก็เลยถือโอกาสอ่าน คิดว่าจะเอาไว้บันทึกเวลาอื่นแต่ก็รู้สึกไม่อยากผ่านไปเฉยๆ
ผมเคยคิดว่า คนเก่งและดี มักจะอยู่ในสังคมนี้ยาก แต่ปัจจุบันรู้ว่ามันยิ่งยากกว่าถ้า คนเก่ง+คนดี+อยากเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้น เพราะปัจจุบันมันน่าท้อแท้ท้อถอย
ผมเองยังไม่ใช่ทั้งคนเก่ง คนดี และก็รู้สึกเสมอว่าไม่มีความสามารถจะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ จะทำได้ก็เพียงแต่ว่าถ้าเห็นอะไรดีแล้วทำตามได้ช่วยได้ก็เป็นอันทำตาม เมื่อก่อนหลายเรื่องก็ถูกตำหนิกลายเป็นขวางโลกบ้าง ซื่อหรือโง่บ้าง ก็ว่ากันไป บางทีก็บอกว่า "ใครๆ เค้าก็ทำ" ก็รู้สึกหมดแรงทำเรื่องดีๆ ถ้าในสังคมนี้คนที่อยากจะำทำสิ่งดีๆ หมดแรงกันหมด สังคมไทยคงจะเข้าสู่วิกฤติแน่
ผมเองไม่แน่ใจว่า ความเชื่อ (belief) ศรัทธา (faith) หรือ ความรู้ (knowledge) อันไหนมีพลังมากกว่้า เพราะ หลายครั้งความรู้ที่ถูกต้องก็ทำลายความเชื่อผิดๆ ได้ บางทีศรัทธาก็ทำให้ปฏิเสธสิ่งที่รับรู้
คนรุ่นใหม่ถ้าปล่อยให้ทำอะไรๆ ไม่มีคนนำ บางทีก็อาจลงคลองได้ครับ
ผมยังเคารพการมีผู้หลักผู้ใหญ่ให้คำแนะนำอยู่ ซึ่งคิดว่าน่าจะดีกว่าไม่มี ^_^