สำหรับเขาแล้ว ณ เวลานี้ ที่นี่กลายเป็นฐานที่มั่นสุดท้าย เป็นดินแดนที่เขาจะดำรงอยู่โดยไม่มีผู้ใดขับไล่ไสส่งว่าที่นี่มิใช่ของเขา ที่ที่ซึ่งเขาจะภาวนาขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ค้นพบตัวเองว่าเขาคือใคร

10.ล้อมรั้วเขตแดน

 

            ฟองทะเลครุ่นคิดถึงสวนร้างแห่งนี้ เธอวิ่งเล่นมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย หวงแหนคอยกีดกันมิให้ใครรุกรานเข้ามา เธอไม่เคยประกาศความเป็นเจ้าของ แม้ว่าสถานที่นี้ทำให้เธอเชื่อมั่นว่า เธอจะปลอดภัยเมื่อกล้ำกรายเข้าไป แม้เธอต้องตื่นตระหนก หวาดกลัว ไม่เต็มใจรับการมาเยือนของคนนอก แต่เรื่องราวก็บานปลายถึงป่านนี้แล้ว สิ่งแรกที่เธอต้องทำ คือทำอย่างไร ให้ผู้มาทีหลังเคารพทุกสิ่งทุกอย่างในสวนนี้เฉกเช่นเธอ เพื่อให้สวนดำรงอยู่คงเดิม

            ฟองทะเลลุกขึ้นปิดปากเงียบ ฉวยมือไหลน้ำ พาเดินไปยังต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่า เด็ดมะม่วงหิมพานต์แดงกล่ำยื่นให้เขา ไหลน้ำกัดเนื้อเข้าปากเคี้ยวหงับ ๆ ส่งคืนเธอ เธอกัดคำเล็ก ๆ พาเขาเดินวนรอบบ่อน้ำ ชะโงกหน้ามองน้ำใสในบ่อ เขาทำตาม

            คนอื่น ๆ ลุกขึ้น สบตากัน สีหน้างุนงง เธอจูงเขาเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนไหลน้ำเปิดปาก “มีอะไรจะบอกผม”

            “เธอเห็นอะไร ใกล้ต้นไม้และบ่อน้ำบ้าง” ฟองทะเลเสียงสั่นพร่า

            “ธรรมชาติ และเงาของตัวเอง”

            “ยึดถือ ครอบครองได้มั้ย ?”

            “ยึดถือไม่ได้ แต่ครอบครองได้ด้วยการประกาศความเป็นเจ้าของ”

            “ใครอนุญาต หรือเธอได้รับความยินยอมจากใครละ”

            “ไม่มี และไม่จำเป็นต้องมี เพราะที่นี่ไม่มีเจ้าของ”

            “ฟองนี่แหละ”

            “เสียใจ เธอประกาศช้าไป”

            “ฟองประกาศแล้ว ตั้งแต่ไหลน้ำยังไม่มา”

            “ไม่มีใครได้ยิน ไม่มีหลักฐาน”

            “ถ้าเช่นนั้น ไหลน้ำก็เช่นกัน”

            “เธอก็เห็นว่ามีคนได้ยิน และมีหลักฐาน”

            “ใครบอกละ ? ไหลน้ำลองถามเพื่อนดูสิใครได้ยินบ้าง ส่วนหลักฐานนั้นยังต้องพิสูจน์ว่ารถบังคับของใครกันแน่ ฉะนั้นเธอจึงไม่มีสิทธิเช่นกัน”

            “เธอกำลังจะคิดคดโกง”

            “เปล่าเลย ความจริงแล้ว มิอาจมีใครเป็นเจ้าของธรรมชาติได้ ดังนั้นในสวนร้างแต่ละคนย่อมมีสิทธิเข้ามาได้เท่า ๆ กัน ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าของ”

            “ไม่จำเป็นสำหรับเธอไม่เป็นไร แต่สำหรับผมจำเป็น วาหว่า สุภาพบุรุษต้องทำตามคำพูดมั้ย ?” ไหลน้ำพูดเสียงแข็ง

            “แน่ละ ! ผมจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง”

            “แต่ตอนนี้นายทำไม่ได้ ต้องออกไปก่อน”

            “คุณก็เช่นกัน”

            “ได้ !”

            ตะวันแดงยอแสง ท้องนภาขมุกขมัว ณ เหลี่ยมเขา นกกระยางขาวโพลนโผบินกลับรัง นกกินปลาบางฝูงคงร่อนถลา โฉบกินปลา โผบินถลาลง โผบินถลาลง

            วาหว่าหอบถุงพลาสติกใบใหญ่บรรจุเชือกฟางนับสิบม้วน เศษกล่องกระดาษนับสิบแผ่น เดินเหลียวหน้า เหลียวหลังยังเนินทรายมุ่งสู่สวนร้าง เขาแกะปากถุงหยิบม้วนเชือก ลุยตรงไปแนวต้นมะม่วงหิมพานต์ริมขุมเหมือง ผูกเชือกฟางสีขาวด้วยเงื่อนตายที่โคนต้น สอดม้วนเชือกใต้วงแขน ก้าวไปผูกต้นถัดไป แบกถุงพลาสติกบนบ่า มุ่งตรงไปเบื้องหน้า ผูกกลางต้นไม้ทีละต้น ทีละต้น เชือกหมดม้วนก็ต่อเชือกผูกต่อไป จนรอบสวนร้าง

            แสงตะวันลาลับขอบฟ้า ความมืดมาเยือน ดวงดาวสุกสกาว ค้างคาวโผลงเกาะลูกมะม่วงหิมพานต์ กัดแทะผลสุกเป็นรอยแหว่ง กระพือปีกบินจากไป เขาสะดุ้งเฮือก ขนลุกเกรียว เดินหน้าผูกเชือกกับต้นไม้ต่อไปรอบแล้วรอบเล่า จนเชือกฟางสีขาวหมด เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน สีแดง ระโยงระยางสูง ๆ ต่ำ ๆ 

            ค้างคาวฝูงหนึ่งโผบินผ่านหน้า เขาไหวตัวทันที หน้าถอดสี เหลียวหน้า เหลียวหลัง ขนตั้งชัน ขาสั่นแทบไร้เรี่ยวแรง เขาสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด พนมมือ ขมุบขมิบปาก แก้มป่อง เป่าลมออกโดยแรง “เพี้ยง !”

            วาหว่าหวนนึกถึงยามเย็นที่ผ่านมาในร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าของพี่ปาน

            “ผมมาคืนรถบังคับ” เขายื่นรถบังคับสีแดงเจ้าปัญหาคืนพี่เขย

            “เล่นพอแล้วหรือ ?”

            “ครับ พี่มีปืนอัดลมให้ผมยืมเล่นไหม ?” เขาพูดกล้อมแกล้ม

            “มีสิ พี่เพิ่งซื้อมา เล่นดี ๆ ละ”

            พี่ปานยื่นปืนอัดลมใหม่เอี่ยมให้เขา พร้อมลูกกระสุนพลาสติกสีเขียวกลม ๆ เล็ก ๆ แก่เขาหนึ่งถุง เตือนว่า “กระสุนปลอมก็จริง แต่ทำให้คนตาบอด ฟกช้ำดำเขียวได้”

            เขาพยักหน้า รับปืนมา กลับหลังหันเดินริ่วออกจากร้าน พี่ปานตะโกนไล่หลัง “เล่นระวังนะอย่าเอาไปยิงใคร เข้าใจมั้ย !”

            ถึงเวลาแล้วที่เขาต้องปกป้องสิทธิของตนเอง ไหลน้ำจักต้องได้รับผลตอบแทนกลับคืนไป เขาตบสะโพกตัวเอง พึมพำ “ยังอยู่” เขาชักปืนขึ้นมาดึงลำเลื่อน เหนี่ยวไกปืนขึ้นฟ้า ปัง !

            สำหรับเขาแล้ว ณ เวลานี้ ที่นี่กลายเป็นฐานที่มั่นสุดท้าย เป็นดินแดนที่เขาจะดำรงอยู่โดยไม่มีผู้ใดขับไล่ไสส่งว่าที่นี่มิใช่ของเขา ที่ที่ซึ่งเขาจะภาวนาขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ค้นพบตัวเองว่าเขาคือใคร บัดนี้เขาล้อมรอบสถานที่ แสดงอาณาเขตอย่างชัดเจนทั้งหมดแล้วว่าเขาเป็นเจ้าของ

            ยามนี้เหลือเพียงถุงพลาสติกเปล่า ๆ กับแผ่นกระดาษและเศษเชือกฟาง เขาหยิบกระดาษแต่ละแผ่น ผูกห้อยตามแนวเชือกฟางเป็นช่วง ๆ ตลอดแนว

 

*      *      *